ดูสินค้าในตะกร้า    แจ้งการชำระเงินออนไลน์   
  
   FICTION BOOK (17)
   WEBBOARD
สถิติผู้เข้าชม
 ขณะนี้มีผู้เข้าใช้ 2
 ผู้เข้าชมในวันนี้ 183
 ผู้เข้าชมทั้งหมด 1,006,956
กรุณาฝาก Email ของท่าน
  เพื่อรับข่าวสาร ที่น่าสนใจ
7 มีนาคม 2564
อา จ. อ. พ. พฤ ศ. ส.
 
10  11  12  13 
14  15  16  17  18  19  20 
21  22  23  24  25  26  27 
28  29  30  31       
             
  Behind The Scene 2008/2009/2010 *End*
[FIC]WORLD BIG TOUR ~Behind The Scene~
[27 กุมภาพันธ์ 2556 21:55 น.]จำนวนผู้เข้าชม 1642 คน
3rd Track : Faraway



“งานเอเชียทัวร์ครั้งแรกของพวกเธอทุกคน ทางทีมงานปรึกษากันแล้วก็ได้ข้อสรุปตามนี้.... ประเทศที่จะไปก็มีไทย เกาหลีและไต้หวัน ก่อนหน้านั้นก็จะเป็นการทัวร์อารีน่าในญี่ปุ่นทั้ง10เมือง ส่วนโตเกียวโดมกับเคียวเซร่าโดมที่โอซาก้าจะถูกยกยอดไปรวมอยู่ในWorld Big Tour”

“รายละเอียดทั้งหมดจะแถลงต่อสื่อมวลชนตอนเช้าของวันที่ 25 มีนาคม ยังไงก็ขอให้พวกเธอเก็บเอาไว้เป็นความลับด้วย อย่าให้หลุดออกไปถึงหูพวกนักข่าวกับแฟนเพลงก่อนถึงวันนั้นได้ล่ะ”

ผู้จัดการหน้าดุพูดเสียงเรียบเป็นการสรุปปิดการประชุมเช้าของKAT-TUNว่าด้วยแผนงานซึ่งเพิ่งร่างตารางกำหนดการใหม่ทั้งหมดเพราะการเปลี่ยนแปลงจำนวนสมาชิกอย่างกะทันหันของวง ชายหนุ่มห้าคนที่นั่งประจำเก้าอี้ของตนเองภายในห้องบนชั้นสามของอาคารสำนักงานใหญ่Johnnys&Assosiatesพยักหน้าพลางตอบขานเป็นเชิงรับรู้.... ทั้งๆที่เป็นงานใหญ่ครั้งแรกซึ่งพวกเขาต่างรอคอยกันมาข้ามปีกว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะเป็นรูปเป็นร่าง หากสีหน้าของเมมเบอร์ที่เหลือกันอยู่แค่เพียงห้าคนกลับหม่นหมองบูดบึ้งราวกับว่าเรื่องที่ผู้จัดการพูดจบไปนั้นคือโศกนาฏกรรมสำหรับพวกตนอย่างไรก็อย่างนั้น เมื่อเก้าอี้ตัวหนึ่งว่างลง ไร้เงาของใครอีกคนซึ่งเคยนั่งเคยร่วมทุกข์ร่วมสุขมาด้วยกัน บรรยากาศของความซึมเซาก็แทรกเข้ามาแทนที่ความน่ายินดีอย่างที่ควรจะเป็น

แผ่นกระดาษสีขาวปึกใหญ่ที่วางอยู่ตรงหน้าทุกคนถูกเปิดไล่อ่านอย่างคร่าวๆในขณะที่สายตาทั้งห้าคู่พยายามกวาดมองหาชื่อที่หายไป ต่างคนต่างหันมาสบตากันเมื่อรู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่างซึ่งเปลี่ยนแปลงไปโดยที่พวกเขาไม่ทันรู้ตัว และไม่สามารถปล่อยให้ผ่านเลยไปเสียเฉยๆได้ลง ท้ายที่สุดนากามารุ ยูอิจิก็ได้รับสัญญาณจากอุเอดะและเพื่อนร่วมวงคนอื่นๆให้ถามถึงสิ่งที่ยังค้างคาใจให้กระจ่างก่อนที่การประชุมแผนงานในวันนี้จะจบลง

“เอ่อ.......ผมมีเรื่องอยากถามครับ”

“มีอะไรเหรอ นากามารุคุง?”

เมเนเจอร์ฝ่ายประสานงานศิลปินคนเดิมย้อนถามทั้งที่ยังคงง่วนอยู่กับการเช็ครายชื่อสื่อมวลชนที่จะได้รับแฟกซ์แจ้งข่าวจากทางบริษัท ท่ามกลางความกระอักกระอ่วนใจของเด็กในปกครองที่ยิ่งรู้สึกไม่ชอบมาพากลเมื่อผู้อาวุโสกว่ายังคงทำเหมือนไม่มีอะไรผิดปกติ ไม่แม้แต่จะชี้แจงถึงสาเหตุที่อาคานิชิ จินไม่มาเข้าร่วมประชุมเลยด้วยซ้ำ

“ก็......เจ้าหมอนั่น........มีงานที่อเมริกาแค่2วันตอนเดือนมิถุนาไม่ใช่เหรอครับ แล้วทำไมถึงต้องพักงานในส่วนของKAT-TUNไปทั้งหมดด้วย ตารางก็ใช่ว่าจะแน่นจนขยับไม่ได้เลย......ผมว่ามันฟังดูแปลกๆพิกล”

“แล้วหลังจากจบทัวร์ของKAT-TUNก็ไม่มีชื่อของอาคานิชิอยู่ในแผนงานอีกต่างหาก พวกผมอยากได้คำอธิบายสำหรับเรื่องนี้ครับ”

“..........คือ......เรื่องนั้นน่ะนะ..........”

“มันยังมีอะไรที่มากกว่าการไปทำงานที่อเมริกาใช่ไหมครับ?”

พี่ใหญ่ของวงเริ่มต้นถามเข้าประเด็นอย่างไม่อ้อมค้อม หากยังไม่ทันที่ผู้จัดการจะตอบอะไรกลับมาให้ได้รู้แน่ชัด ทานากะ โคคิก็ช่วยถามกดดันอีกแรง.... รังสีความตึงเครียดแผ่ขยายไปทั่วห้องประชุมในขณะที่สายตาทั้งห้าคู่ของเด็กหนุ่มที่ท่านประธานปลุกปั้นจนโด่งดังมากับมือกำลังจ้องมองมายังเมเนเจอร์ของบริษัทเป็นเชิงคาดคั้น เมื่อรู้แน่แก่ใจว่าตนเองนั้นคงไม่สามารถตบตาศิลปินในสังกัดซึ่งเดินเข้าเดินออกอาคารJohnny’s&Assosiatesเสมือนเป็นบ้านหลังที่สองจนคุ้นชินกับระบบการทำงานของเอเจนซี่แห่งนี้เป็นอย่างดี ร่างในชุดสูทถอนใจยาวด้วยความกลัดกลุ้มกับพฤติกรรมความเอาแต่ใจและความหัวรั้นของอาคานิชิ จินที่กำลังสร้างความลำบากให้กับเพื่อนร่วมวง ก่อนจะบอกกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยเพื่อไม่ให้คนฟังวิตกเกินไปกว่าที่เป็นอยู่

“ฉันเองก็คงยังบอกอะไรที่นอกเหนือจากเรื่องงานทัวร์ไม่ได้หรอกนะ.... เอาเป็นว่าถ้ายังไม่มีคำตัดสินจากจอห์นนี่ซังอย่างเป็นทางการก็หมายความว่าสถานการณ์ยังคงปกติอยู่ พวกเธอก็อย่าเพิ่งแตกตื่นกันไปจะดีกว่า”

“อาทิตย์หน้าจะมีการอัดรายการCartoon KAT-TUNเทปสุดท้าย พวกเธอคงจะได้อยู่กันพร้อมหน้า.... ถ้าอยากรู้อะไรก็ลองถามจากเจ้าตัวโดยตรงดูก็แล้วกัน”

การประชุมลำดับแผนงานทัวร์เอเชียจบลงด้วยความรู้สึกใจหายกับความจริงบางอย่างที่ถึงแม้จะยังไม่ได้ยินคำตอบที่แน่ชัดจากปากของผู้มีอำนาจในการตัดสินใจ หากพวกเขาทุกคนต่างก็สังหรณ์ตรงกันว่าผลลัพธ์นั้นจะเป็นเช่นไร.... ความเงียบงันแทรกเข้ามาแทนที่ยามเมื่อเสียงปิดประตูห้องหลังผู้จัดการคนเดิมกลับออกไปสงบลง หลงเหลือเอาไว้เพียงก้อนเขม่าควันสีดำที่ตกค้างอยู่ภายในหัวใจของสมาชิกไอดอลกรุ๊ปKAT-TUN ราวกับถูกท่อนไม้ฟาดเข้ากลางศีรษะอย่างจังจนมึนงงจับต้นชนปลายกับเหตุการณ์ทุกอย่างที่ประเดประดังเข้ามาในคราวเดียวไม่ถูก เดิมทีพวกเขาเพียงแค่นึกว่าอาคานิชิจะไม่เข้าร่วมการแสดงคอนเสิร์ตในปีนี้เท่านั้น ซึ่งก็เหมือนกับเมื่อครั้งที่เดินทางไปเรียนต่อจนต้องพักงานไปครึ่งปี แต่แผนงานหลังการทัวร์เอเชียก็กลับไม่มีชื่อของชายหนุ่มอยู่ในแปลน กอปรกับคำบอกเล่าจากเมเนเจอร์ที่ดูคล้ายว่าจะมีเบื้องลึกเบื้องหลังอะไรอีก แต่ก็พอจับใจความได้ว่านับจากนี้เป็นต้นไปอาคานิชิ จินจะไม่ใช่สมาชิกคนหนึ่งของKAT-TUNอีกต่อไปแล้ว



“คาเมะ.... จินมันบอกอะไรกับนายบ้างหรือเปล่า?”

นากามารุตัดสินใจหันไปถามน้องเล็กที่นั่งอยู่ริมสุดด้านซ้ายของโต๊ะประชุมอย่างคาดหวังว่าจะได้รับรู้ข้อมูลเพิ่มเติมจากที่ผู้จัดการฝ่ายประสานงานศิลปินทิ้งท้ายเอาไว้ ในใจของทุกคนในที่นั้นหมายมั่นอยากจะได้ยินเรื่องจริงจากคาเมะซึ่งน่าจะพอรู้อะไรจากอาคานิชิ จินซึ่งเป็นทั้งเพื่อนร่วมวงและคนรักมาบ้าง แต่ทว่า เด็กหนุ่มกลับทำได้แค่เพียงส่ายหน้าเบาๆเป็นเชิงปฏิเสธแล้วเอ่ยขอโทษที่ไม่สามารถให้คำตอบในสิ่งที่เพื่อนร่วมวงต้องการรู้ได้

“ขอโทษนะ......ฉัน.........ไม่รู้อะไรเลย..........”

ใบหน้าขาวจัดซีดเซียวเหมือนคนป่วยพลันแดงจัดขึ้นมาตรงช่วงกระบอกตาบ่งบอกให้รู้ถึงสภาพจิตใจของร่างเล็กที่ดูคล้ายว่าจะได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมากที่สุด ยิ่งหวนนึกถึงคืนสุดท้ายที่ได้พบกันหากต้องจบลงด้วยความเจ็บปวดของทั้งสองฝ่าย จนกระทั่งกลับกลายเป็นหลบลี้หนีหน้าเมื่อมิอาจพูดคุยปรับความเข้าใจ คาเมะนาชิ คาซึยะก็ยิ่งรู้สึกปวดปลาบข้างในอก ทั้งที่พยายามจะอดกลั้นเอาไว้ให้มากที่สุดเพื่อไม่ให้ใครสังเกตเห็นถึงความอ่อนแอที่นับวันจะยิ่งก่อตัวมากขึ้นทุกที แต่ทว่าในเวลานี้ มันกลับพังทลายลงจนแทบไม่เหลือชิ้นดีเพราะการกระทำของชายคนรักที่ตราหน้าเขาว่าเป็นคนเห็นแก่ตัวและไม่ควรค่าแก่ความรักที่เคยมอบให้

“เออ.... ไปเสียได้ก็ดี แล้วก็ไม่ต้องเสนอหน้ากลับมาด้วย!!!!!!”

“เฮ้ย!!! อุเอปี้!!!!”

ทานากะ โคคิร้องเสียงหลงเมื่อได้ยินน้ำเสียงตวัดห้วนสาปส่งคนที่กำลังจะกลายเป็นอดีตเพื่อนร่วมวงในไม่ช้า แต่อุเอดะก็ไม่ได้แยแสกับปฏิกิริยาตกอกตกใจและสายตาของนากามารุที่มองมาเหมือนจะตำหนิ หนุ่มหน้าสวยยกขาขึ้นไขว่ห้างพลางกอดอก เหยียดเม้มริมฝีปากอย่างโกรธเคืองแสดงออกถึงเจตนารมณ์อย่างชัดเจนที่จะไม่อ้อนวอนขอให้อาคานิชิ จินที่ทำอะไรตามอำเภอใจลับหลังเพื่อนกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของKAT-TUNอีก เพราะเขาเองก็มีศักดิ์ศรีที่ไม่ต้องการง้อหรือพึ่งพาคนพรรค์นั้นเช่นเดียวกัน

“ก็แล้วยังไงล่ะ อยู่KAT-TUNมันถูกตราหน้าว่าเป็นไอดอลแล้วจะเป็นจะตายกับคำๆนี้เสียให้ได้ก็ปล่อยให้เขาไปตามทางของเขาสิ มันไม่เท่ ไม่อินเตอร์เนชั่นแนลพอก็เชิญไปแสวงหาเอาคนเดียวตามสบาย แน่จริงจะลาออกจากบริษัทไปเลยก็ได้ถ้ากลัวภาพลักษณ์ตัวเองไม่อาร์ติสพอ.... ฉันเบื่อเรื่องบ้าบอของไอ้หมอนั่นเต็มตนแล้ว!!!!!”

“ไอ้ที่เจ็บใจก็แค่เป็นเพื่อนกัน อยู่ยูนิตเดียวกันมานานขนาดนี้ ฝ่าฟันอะไรต่อมิอะไรมาด้วยกันก็มากแต่มันกลับไม่เคยเห็นหัวเรา กล้าเอาเรื่องออกจากวงไปบอกกับคุณจอห์นนี่โดยที่ไม่คิดจะปรึกษากันสักคำ.... ถ้าวันนี้ไม่เกิดระแคะระคายเรื่องตารางงานขึ้นมา กว่าพวกเราจะรู้ว่าหมอนั่นมันลาออกจากวงก็คงเป็นวันที่หน้าโฮมเพจเอาชื่ออาคานิชิ จินออกนั่นแหละ!!!!!”

ถึงแม้ว่าประโยคคำพูดนั้นจะทั้งตรงและแรง หากมันก็เป็นความจริงที่ทุกคนต่างก็รู้สึกนึกคิดไปทิศทางเดียวกัน.... ความเชื่อมั่นในกันและกัน มิตรภาพ ความศรัทธาและคำสัญญาที่ถูกทำลายย่อยยับเพียงเพราะคำว่า“อเมริกา” อุปสรรคที่ถาโถมเข้ามาอย่างกะทันหันบั่นทอนกำลังใจของพวกเขาไปไม่น้อย อย่างไรคุณจอห์นนี่ก็คงไม่มีทางบังคับให้จินกลับมาหากเจ้าตัวไม่ต้องการ เพราะอีกฝ่ายนั้นเป็นถึงลูกรักผู้แสนเอาแต่ใจที่ยังขายดิบขายดีจนเกินกว่าจะปล่อยให้ออกจากค่ายไปง่ายๆ แม้จะยังไม่มีการบอกอนุมัติตามคำขอในทันทีแต่ทุกคนต่างก็รู้ดีว่าหากท่านประธานไม่ปฏิเสธให้เด็ดขาดก็หมายความว่าเปอร์เซนต์ความเป็นไปได้นั้นมีสูง สิ่งเดียวที่พวกเขาสามารถทำได้ในขณะนี้ก็คือทำใจเตรียมรับกับสารพัดปัญหาซึ่งกำลังจะตามมาในไม่ช้าเสียตั้งแต่เนิ่นๆ

“ใช่ว่านี่ครั้งแรกเสียเมื่อไรกันล่ะ เมื่อตอนนั้นก็เคยรู้สึกว่ารับไม่ได้ที่หมอนั่นจะขอพักงานกลางคันทั้งๆที่วงเพิ่งเดบิวท์ได้แค่ไม่กี่เดือน แต่เรื่องคราวนี้เหมือนว่าสมองมันจะชินไปแล้วล่ะมั้ง ฉันก็เลยไม่ค่อยตกใจท่าไร.... ว่ากันตามตรง ถ้าไปออกรายการด้วยกันในฐานะKAT-TUNแล้วจะนั่งหน้าบูดอยู่หลังทาโมริซังตลอดเวลา งั้นก็ออกไปทำงานเดี่ยวเลยก็ได้”

“มีแค่ห้าหรือหก แต่KAT-TUNก็ยังคงเป็นKAT-TUNอยู่ดี.... ต่อให้ไม่มีคนอย่างอาคานิชิ จิน พวกเราก็อยู่กันได้ แล้วก็จะอยู่ในวงการบันเทิงมีชื่อเสียงในฐานะไอดอลกรุ๊ปไปอีกนานด้วย”

KAT-TUNเมมเบอร์หันไปมองเจ้าของวาทะเด็ดอย่างไม่อยากเชื่อหูตัวเองว่ามนุษย์KYอย่างทางุจิ จุนโนะสุเกะจะพูดจาฟังดูเข้าท่าเข้าทางเป็นเหมือนกับใครเขาด้วย ซึ่งเจ้าตัวเองก็ภูมิอกภูมิใจอยู่ไม่น้อยพลางหันไปยักคิ้วหลิ่วตาให้กับโคคิเป็นการเยาะเย้ยที่วันนี้เขาทำแต้มได้คะแนนความนิยมนำไปก่อน.... อดีตลีดเดอร์ของวงหันไปมองหน้าน้องคนสุดท้องที่ฝืนยิ้มจืดชืดทั้งที่ในใจนั้นตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง ใช่ว่าเขาจะไม่เข้าใจความรู้สึกของคาเมะที่เจอทั้งปัญหาเรื่องส่วนตัวและเรื่องงานพร้อมกัน แต่ถ้าคิดจะประคับประคองวงให้รอด พวกเขาห้าคนก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกเสียจากทำจิตใจให้เข้มแข็งและพยายามลืมคนที่ฝากรอยแผลนี้เอาไว้ให้จงได้

“ได้ยินแล้วใช่ไหม.... คาเมะ?”

“อือ ยังไงพวกเราก็เป็นKAT-TUNนี่นะ”

คาเมะพยักหน้าให้กับคำถามของอุเอดะก่อนที่จะปรับสีหน้าท่าทางให้สดชื่นกระฉับกระเฉงมากขึ้น ถึงแม้ความปวดร้าวข้างในหัวใจจะไม่มีทางเลือนหายไปอย่างง่ายดาย แต่มันก็เปล่าประโยชน์กับการที่เขาจะมานั่งซึมเศร้าแล้วทำให้คนอื่นต้องพลอยกังวลและเป็นทุกข์ไปด้วย.... เขารักจิน แต่เขาก็ยังรักตัวเองและรักKAT-TUN หากต้องสูญเสียชายคนรักให้กับความฝันและโลกที่คนอย่างคาเมะนาชิ คาซึยะมิอาจจับต้องหรือก้าวล่วงเหยียบย่างเข้าถึงได้ไปอย่างหนึ่งแล้ว เขาก็จะไม่ขอยอมสูญเสียความเป็นตัวของตัวเองและการมีอยู่ของKAT-TUNไปอีก

“ยังไงวันนี้ก็ไม่มีงานที่อื่นต่อ มาคิดคอนเสปท์Tour Goodsของปีนี้กันดีกว่า.... โคคิสเก็ตรูปเอาไว้ตั้งเยอะไม่ใช่เหรอ เอามาดูหน่อยสิ?”

“มงกุฎหกยอดเรอะ ลบออกไปอันนึงเลยนะ.... เอาแค่ห้าก็พอ”

“ขอรับ ท่านอุเอปี้”

แร๊พเปอร์หนุ่มรีบคว้ายางลบออกมาแก้ต้นร่างโลโก้คอนเสิร์ตตามรีเควสแกมบังคับของทัตสึยะ การร่วมแรงร่วมใจเป็นหนึ่งเดียวเริ่มต้นขึ้นอีกครั้งท่ามกลางมรสุมที่โหมกระหน่ำเข้ามาไม่หยุดหย่อน ถึงแม้ว่าบางสิ่งบางอย่างที่เคยมีอยู่จะขาดหายไปหากมันก็ทำให้พวกเขาทั้งห้าคนได้ตระหนักถึงความสำคัญของกันและกัน เพื่อที่ในวันข้างหน้าจะได้ไม่ต้องเสียใจกับเหตุการณ์เดิมๆซ้ำอีกเป็นครั้งที่สอง

“หลักๆก็คงต้องเป็นสีดำ จะได้เข้ากับอิมเมจวง”

“แต่ก็อยากให้ทำพวกของที่ผู้หญิงใช้ประโยชน์ได้ด้วยนะ ยังไงแฟนเพลงส่วนใหญ่ก็เป็นผู้หญิงกัน”

“ยางรัดผมล่ะเป็นยังไง จะว่าไปสายห้อยโทรศัพท์ก็ไม่ได้ทำมาหลายปีแล้ว.... ฉันว่ามันก็น่าสนใจดีนะ”


.


.


.


.

“คือ......แบบว่า.......ขอขัดจังหวะหน่อยได้ไหม?”

เสียงแผ่วเบาดังขึ้นจากทางด้านหลังอย่างเกรงใจกลุ่มคนที่กำลังใจจดใจจ่ออยู่กับสมุดภาพสเก็ตตรงกลางโต๊ะ เรียกสายตาสี่คู่ให้เหลียวกลับไปมองผู้อาวุโสประจำวงด้วยความสงสัยว่าอีกฝ่ายอยากจะพูดอะไรกันแน่ แล้วทำไมถึงต้องยืนทำหน้าเหมือนคนไม่ได้ปลดทุกข์มาสามวันทั้งๆที่เพื่อนฝูงนั้นต่างคนต่างระดมความคิดเห็นกันวุ่นวาย และก็เป็นชายหนุ่มร่างสันทัดผิวเข้มที่บังอาจฝีปากกล้าไปยั่วโมโหมนุษย์วาเซดะจนได้รับรางวัลเป็นหลังมือลุ่นๆฟาดลงกลางศีรษะ

“มีอะไร ลุงแก่อายุ82.... โอ๊ย!!!!”

แร๊พเปอร์หัวใจลูกกวางน้อยร้องโอดโอยระหว่างที่อุเอดะและทางุจิพึมพำสมน้ำหน้าก่อนจะกลับมาสนใจฟังในที่สิ่งที่นากามารุ ยูอิจิต้องการบอก.... ร่างสูงในเสื้อยืดโปโลภูมิฐานจนไม่น่าเชื่อว่าเป็นไอดอลค่ายJEนั่งลงบนเก้าอี้ตัวที่ห่างออกไปจากรัศมีประทุษร้ายทำลายล้างจากการเหวี่ยงหมัดของเพื่อนสนิทหากว่าตนเองเผลอพูดอะไรไม่ถูกหู แล้วจึงถอนหายใจหนักเพื่อขับไล่ความตึงเครียด พยายามเรียบเรียงคำพูดคำจาให้ฟังดูเป็นกลางมากที่สุดก่อนเอ่ยความรู้สึกนึกคิดของตนเองที่มีต่อสถานการณ์วิกฤตครั้งนี้ออกมาตามตรง

“ฉันคิดว่านะ.... ยังไงไอ้จินมันก็เคยเป็นส่วนหนึ่งของพวกเรา ฉันไม่อยากให้เราทุกคนทำเหมือนว่าไม่เคยมีหมอนั่นอยู่ในวงมาก่อน”

“วันนี้ก็ไลฟ์รอบสุดท้ายแล้วด้วย อย่างน้อยพวกเราก็ควรแสดงน้ำใจ”

“เป็นคนดีจังเลย ยุจจี้~~”

โคคิขึ้นเสียงสูงเบิกตาโพลงพลางประสานมือวางลงกลางอกเป็นเชิงล้อเลียนโดยที่ไม่มีใครนึกขำไปด้วย ในขณะที่อุเอดะปรอทวัดความโกรธพุ่งปรี๊ดตวาดแว้ดใส่เพื่อนจมูกโตจอมแส่ที่อยู่ดีไม่ว่าดี เกิดอยากจะทำตัวเป็นพ่อพระผู้อารีลูกหมูน้อยจินจินขึ้นมาเสียอย่างนั้น

“น้ำใจอะไร!!?? มันทำกับพวกเราขนาดนี้แล้วใครจะไปยืนฉีกยิ้มอยู่หน้าเวทีไหว คนพรรค์นั้นไม่สมควรได้รับน้ำใจจากใครในKAT-TUNหรอก ไม่เอาระเบิดไปเขวี้ยงใส่ก็บุญแล้ว!!!”

“อะ-วา-ดา-เค-ดาฟ-รา.....หึๆๆ”

หลังมือที่สองจากนากามารุฟาดลงกลางกบาลของพ่อหนุ่มแก๊กฝืดเมื่ออยู่ๆก็ดันทะเลอทะล่าปล่อยมุขแป้กออกมาผิดกาลเทศะ แม้ว่าจะมีใครบางคนแถวนั้นอยากใช้คำสาปพิฆาตจากเรื่องแฮรี่ พอตเตอร์จัดการกับอาคานิชิ จินจริงๆก็ตาม.... ทันทีที่จบการล้อเล่นอย่างไม่สร้างสรรค์ พี่ใหญ่ของวงก็ปรับเข้าสู่โหมดเป็นการเป็นงานเพื่อให้ทุกคนรู้ว่าเขาจริงจังกับสิ่งที่พูดมากแค่ไหน ไม่ใช่ว่าเขาต้องการตำหนิอุเอดะหรือใครก็ตามที่ต่อต้านการทำงานโซโลหรือลาออกจากวงของจิน แต่เขาเพียงแค่ลองมองเรื่องนี้จากหลายๆมุมและพยายามทำความเข้าใจทุกฝ่ายให้ได้มากที่สุดเพราะอย่างน้อยก็ได้ชื่อว่าเป็นเพื่อนร่วมงานกัน ถ้าจะต้องจากกันเพราะความฝันและจุดมุ่งหมายที่แตกต่างจริงก็อยากให้รักษามิตรภาพเอาไว้มากกว่าที่จะมองหน้ากันไม่ติดไปตลอดชีวิต

“ก็รู้ว่าหมอนั่นมันแล้งน้ำใจกับเราก่อน แต่เราจำเป็นจะต้องเอาอย่างในสิ่งที่ไม่ดีด้วยเหรอ?”

“เห็นหน้ากันมาเป็นสิบปี.... จากกันด้วยดีก็น่าจะโอเคกว่านะ”

“ฉันไม่ไป!!!!”

หนุ่มหน้าสวยแต่เลือดร้อนผิดท่าทางยังคงยืนกรานเสียงแข็งเช่นเดิมจนนากามารุคร้านที่จะเกลี้ยกล่อมด้วยเพราะรู้นิสัยของอีกฝ่ายดีว่าหัวดื้อมากแค่ไหน สมาชิกตัวTทั้งสองคนจึงตกเป็นเหยื่อผู้โชคร้ายลำดับถัดไปเมื่อตาแก่หัวล้านยุจจี้หันมามองอย่างคาดหวังในคำตอบรับ

“ฉันก็ไม่อยากไป”

“ไม่เอาอ่ะ ลุงแก่ไม่ต้องมองมาทางนี้เลย”

ทั้งจุนโนะสุเกะและโคคิส่ายหน้าพรืดบอกไม่เอาลูกเดียวก่อนจะวกกลับไปสุมหัวกันอยู่กับสมุดวาดเขียนที่ร่างภาพตัวอย่างTour goodsคร่าวๆ ไม่สนใจคำบอกกล่าวของนากามารุที่อยากให้พวกเขาแสดงสปิริตโดยสิ้นเชิง ทิ้งให้พี่ใหญ่ต้องถอนหายใจทิ้งอย่างเหนื่อยหน่ายในความเป็นเด็กไม่รู้จักโตของเมมเบอร์T-TU ซึ่งก็เหลือเพียงอีกแค่คนเดียวเท่านั้นที่ยังไม่ได้ให้คำตอบว่าเห็นชอบกับความคิดของเขาหรือไม่อย่างไร

“ถ้าอย่างนั้น.... คาเมะ นายไปให้หน่อยได้ไหม?”

“ทำไมถึงต้องเป็นฉันด้วย?”

คนถูกขอร้องเงยหน้าขึ้นจากโต๊ะประชุมหลังจากแกล้งทำเป็นไม่ได้ยินอยู่นานสองนาน ริมฝีปากบางสีสดบิดเม้มเหมือนกำลังขัดเคืองใจที่อยู่ดีๆก็ถูกโยนธุระมาให้ทั้งที่ใจจริงนั้นไม่ได้นึกคล้อยตามไปด้วย แต่นากามารุก็เพียงแค่ตอบคำถามนั้นด้วยรอยยิ้มกว้างและเหตุผลที่สุดแสนจะฟังไม่ขึ้นเพราะไม่ได้รู้ระแคะระคายเลยว่าความสัมพันธ์ระหว่างน้องรักและพ่อหนุ่มติสท์แตกอาคานิชิกำลังอยู่ในขั้นจวนจะแตกหัก

“เพราะถ้าเป็นนาย ไอ้จินมันจะดีใจไงล่ะ”

“แต่ว่า..............”

คาเมะพยายามปฏิเสธ เขาไม่ได้บอกให้ใครรู้ถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อหลายคืนก่อนก็จริง แต่ก็ไม่ใช่ว่าเขาจะพร้อมพบหน้าจิน ได้ยินเสียงที่คุ้นเคยร้องเพลงพูดคุยอย่างมีความสุขเสียเต็มประดาในเวลาที่คำพูดเสียดแทงใจจากผู้ชายคนนั้นยังคงดังก้องอยู่ข้างในหัวตลอดเวลา หากมันก็ไม่ทันเสียแล้วเมื่อบุคคลต้นเรื่องเจ้าของความคิดพิสดารคว้ากระเป๋าสัมภาระวิ่งลิ่วหน้าชื่นตาบานออกไปจากห้องเสียอย่างนั้น พร้อมทั้งกึ่งบังคับกึ่งฝากฝังภารกิจเอาไว้ให้คนข้างหลังสานต่อเสร็จสรรพ

“โคคิ นายมีหน้าที่ไปกับคาเมะ ฉันเพิ่งนึกได้ว่ามีนัดกับสต๊าฟรายการกาลิเลโอตอนเย็นแถมยังต้องทำการบ้านส่งอาจารย์อีกต่างหาก คงไปด้วยไม่ได้.... ยังไงก็ฝากด้วยนะ”

“ตัวเองไปไม่ได้ แล้วมาออกไอเดียทำไมฟระ ไอ้ลุงแก่อายุ82นี่!!!!??”

คุณชายทานากะลุกขึ้นตะโกนโวยวายไล่หลังเดือดดาล โมโหนากามารุสุดขีดก็อยู่ๆก็เอากับระเบิดมายัดเยียดใส่มือตนเองโดยไม่รับผิดชอบ ก่อนจะหันไปคุยกับคาเมะว่าจะเอาอย่างไรกับธุระชิ้นโตที่โอยาจิมอบหมายให้ไปปฏิบัติ แต่ทว่า เจ้าน้องน้อยกลับปั้นหน้าบอกบุญไม่รับพลางหมุนเก้าอี้ล้อเลื่อนเข้าหาหน้าต่างกระจกแล้วคว้าโทรศัพท์มือถือออกมากดส่งเมลล์ยุกยิกๆไม่สนใจจะร่วมด้วยช่วยด่ากับเขา.... พลันสายตาเหลือบเห็นดินสอเจ้ากรรมวางอยู่บนโต๊ะ แร๊พเปอร์อันดับหนึ่งจากเมืองจิบะจึงไม่รอช้า รีบคว้าขึ้นใช้ต่างไม้กายสิทธิ์เล็งคำสาปโทษผิดสถานเดียวไปยังประตูที่นากามารุ ยูอิจิเพิ่งวิ่งผ่านออกไป แล้วเปล่งเสียงอันทรงพลังร่ายคาถาวิเศษ


“อะ-วา-ดา-เค-ดาฟ-รา!!!!!!”






ด้านหลังเวทีคอนเสิร์ตYou&Jinรอบสุดท้ายยังคงเต็มไปด้วยบุคคลทั้งภายในที่เป็นทีมงานและเพื่อนฝูงชาวต่างชาติของชายหนุ่มเจ้าภาพถึงแม้ว่าผู้ชมทางด้านนอกจะทยอยกลับกันเป็นส่วนใหญ่แล้ว เสียงตะโกนพูดคุยภาษาต่างประเทศที่มีคนฟังเข้าใจไม่มากนักดังลั่นสลับเสียงหัวเราะครื้นเครงบ่งบอกถึงบรรยากาศแห่งความสนุกสนานที่ไม่มีใครอยากเข้าไปรบกวน....

กลิ่นควันบุหรี่ลอยคละคลุ้งในขณะที่กระป๋องเบียร์จำนวนหนึ่งวางระเกะระกะอยู่บนพื้นห้องพักศิลปินซึ่งแปรสภาพกลายเป็นไนท์คลับขนาดย่อมสำหรับให้ร่างสูงใช้เป็นสถานที่เลี้ยงฉลองหลังจบไลฟ์ ทุกคนภายในห้องคับแคบเอกเขนกเหยียดแข้งเหยียดขากันตามสบายโดยไม่ใส่ใจว่านิสเซเธียเตอร์นั้นคือที่ทำงานของเพื่อนไม่ใช่แหล่งมั่วสุม หรือใครมาเห็นเข้าแล้วจะพูดถึงเพื่อนเที่ยวของตนในทางที่ไม่ดี จนกระทั่งเสียงเคาะประตูเป็นเชิงขออนุญาตดังขึ้นพร้อมกับคำทักทายจากรุ่นพี่ที่อาคานิชิ จินให้ความเคารพ

“ว่าไง.... แอลเอบอย?”

รอยยิ้มสว่างไสวจากเจ้าชายผู้มาจากดวงอาทิตย์เรียกศิลปินเจ้าของงานให้ลุกขึ้นจากเก้าอี้ด้านหน้าโต๊ะกระจก บุหรี่ในมือถูกขยี้ลงบนถาดอลูมิเนียมก่อนที่ปลายเท้าใหญ่จะกึ่งเตะกึ่งสะกิดเพื่อนต่างเชื้อชาติให้อยู่ในสภาพที่เรียบร้อยกว่านี้ แล้วจึงก้าวข้ามออกมาคุยกับทาคาซาว่า ฮิเดอากิด้วยความตื่นเต้นยินดีที่มีคนมองเห็นความสำคัญของตนเอง

“ทักกี้มาด้วยเหรอเนี่ย ไม่เห็นบอกกันก่อนเลยว่าจะมา!!!??”

ใบหน้าหล่อเหลาติดออกจะอิดโรยและทรุดโทรมเนื่องจากพักผ่อนไม่เพียงพอ ซ้ำยังโหมกินดื่มและสูบบุหรี่ชนิดมวนต่อมวน แต่ดวงตาสีดำขลับก็เป็นประกายด้วยความดีใจที่ได้พบทักกี้ในวันนี้ รู้สึกประหลาดใจอยู่บ้างเพราะก่อนหน้านี้เขาไม่เคยได้รับการติดต่อพูดคุยจากอีกฝ่ายเลยว่าจะมาดูจนคิดไปเองว่าโซโลไลฟ์รอบสุดท้ายคงจะมีแต่กลุ่มเพื่อนเที่ยวมาเป็นกำลังใจ ซึ่งเขาเองก็ไม่ได้ซีเรียสอะไรในตรงนั้นเพราะขอแค่คนที่มาดูชื่นชอบก็พอ.... ทักกี้หัวเราะขำให้กับท่าทางเหมือนเป็นเด็กเล็กๆของจินพลางกวาดสายตามองไปรอบๆอย่างนึกปลง แม้จะเคยได้ยินกิตติศัพท์ร่ำลือถึงเรื่องเที่ยวและการเลือกคบเพื่อนของรุ่นน้องคนนี้มาบ้างแต่ก็ไม่คิดว่าจะได้มาเห็นกับตาตัวเองว่าเป็นเช่นไร หากทักกี้ก็ยังไม่ลืมที่จะพูดชมเกี่ยวกับความสามารถของจินที่เขามองว่าเป็นข้อดี

“ไลฟ์เจ๋งดีนี่ ดูมีอะไรแปลกใหม่ไปจากคอนของค่ายเราเยอะเชียว นายประสบความสำเร็จมากขนาดนี้ ฉันเห็นแล้วก็รู้สึกดีใจไปด้วย.... แถมเพื่อนนายแต่ละคนนี่ก็สุดยอดจริงๆ ฮะๆๆ”

“ใช่ไหมล่ะ.... ทุกอย่างบนเวที ผมเป็นคนครีเอทเองทั้งหมด อันที่จริงก็มีอะไรอีกหลายอย่างเลยที่อยากทำแต่เวลาไม่พอ แถมบางอย่างพวกไดเรคเตอร์หัวโบราณที่มาคุมงานก็ไม่ยอมอนุมัติ แต่คราวหน้าผมไม่พลาดแน่”

น้ำเสียงห้าวบอกเล่าถึงงานชิ้นใหญ่ที่เพิ่งผ่านพ้นไปด้วยความภาคภูมิใจ ทั้งเพลงที่แต่งขึ้นมาใหม่ ทั้งไลท์ติ้งเอฟเฟคท์และองค์ประกอบต่างๆซึ่งได้รับคำชมโดยตรงจากท่านประธานล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ออกมาจากหัวสมองของเขาเพียงคนเดียว เมื่อได้ยินได้ฟังรุ่นพี่ที่เคารพออกปากชมต่อหน้าว่าไลฟ์ครั้งนี้แหวกแนวออกไปจากธรรมเนียมของค่ายซึ่งมุ่งเน้นขายภาพลักษณ์และการเอนเตอร์เทนคนดูตามแบบฉบับของไอดอล เขาก็ยิ่งรู้สึกลำพองจนคิดว่าตนเองนั้นมีความสามารถมากพอที่ทำได้ทุกอย่างที่ตั้งใจ

“ได้ยินมาว่าจะพักงานKAT-TUNไปอเมริกาอีกแล้วเหรอ?”

“ก็ทำนองนั้นแหละ ทักกี้ก็รู้ว่าผมอยากเป็นศิลปินเดี่ยว อยากมีผลงานเป็นของตัวเองวางขายในต่างประเทศ อยากออกแสดงคอนเสิร์ตมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก.... ผมมั่นใจว่าพวกเขาจะต้องชอบเพลงทุกเพลงที่ผมแต่ง แล้วก็อยากดูไลฟ์ที่ผมเล่น ไม่ว่ายังไงผมก็จะไม่ทำให้แฟนเพลงที่ติดตามผมในฐานะอาร์ทิสต้องผิดหวังอย่างแน่นอน”

อาคานิชิ จินตอบอย่างมั่นใจ ความสำเร็จที่ได้รับในวันนี้ยิ่งทำให้เขาสัมผัสได้ถึงความแตกต่างระหว่างการทำงานในแบบศิลปินและไอดอล.... เขาไม่อยากเป็นเพียงแค่หุ่นยนต์ที่รับคำสั่งจากจอห์นนี่ซัง ร้องเต้นเล่นละครตามความต้องการของคนอื่นเพื่อแลกชื่อเสียงเงินทองไปวันหนึ่งๆในเมื่อตัวเขานั้นมีศักยภาพและพรสวรรค์มากเพียงพอที่จะยืนในวงการบันเทิงได้ด้วยลำแข้งของตนเอง แม้ไม่ได้มีเจตนาจะถากถางดูแคลนเพื่อนร่วมค่ายซึ่งต่างก็ถูกเรียกขานให้เป็นไอดอลด้วยกันทั้งสิ้น แต่จินก็ไม่อยากเสแสร้งโกหกด้วยการพูดว่าอาชีพไอดอลนั้นคือสิ่งที่เขาต้องการ

“ผมอยากใช้ความสามารถที่มีอยู่ให้เต็มที่ อยากทำทุกๆอย่างให้ประสบความสำเร็จด้วยสองมือตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นงานเพลงหรืองานโปรดิวซ์ไลฟ์คอนเสิร์ตผมก็ทำได้ทั้งนั้น.... พวกที่เคยดูถูกว่าน้ำหน้าอย่างผมก็เป็นได้แค่ไอดอลกระจอกๆในยูนิตที่ค่ายจัดให้จะต้องถอนคำพูด!!”

“เพราะคิดอย่างนี้ใช่ไหมถึงได้ไปบอกจอห์นนี่ซังว่าอยากจะออกจากKAT-TUN?”

ทาคิซาว่าย้อนถามกลับทั้งที่สีหน้ายังคงยิ้มอย่างอ่อนโยน ไม่ได้รู้สึกโกรธเคืองอะไรกับคำพูดของคนตรงหน้าที่มองว่าไอดอลนั้นเป็นอาชีพที่ใช้ความสามารถน้อยกว่าอาร์ทิส เพราะรู้นิสัยของรุ่นน้องคนนี้ดีว่าเป็นคนโผงผางปากตรงกับใจ คิดอย่างไรก็พูดอย่างนั้นและทำอะไรไม่ค่อยคิดให้รอบคอบ แต่ก็ด้วยเหตุเดียวกันนี้จึงทำให้เขาอดรู้สึกกังวลขึ้นมาไม่ได้

“รู้ด้วยเหรอครับ?”

“ก็พอได้ยินจากเบื้องบนมาบ้างน่ะ”

อาคานิชิ จินพยักหน้ารับแกนๆอย่างไม่ประหลาดใจสักเท่าไร เพราะทักกี้เป็นหนึ่งในทาเลนท์ของค่ายJEที่สนิทสนมกับท่านประธานและพวกฝ่ายบริหารมากที่สุด หากจะมีใครนำเอาเรื่องที่เขาเคยไปเกริ่นกับทางผู้ใหญ่เอาไว้มาเล่าให้ฟังก็ไม่แปลก.... ในใจนั้นคิดเพียงแค่ว่าในเมื่ออีกฝ่ายเอ่ยถามเหมือนเปิดโอกาสให้เขาได้ระบายความรู้สึกที่เก็บกลั้นมาหลายวัน เขาก็จะพูดออกมาให้หมดเปลือกเพื่อที่จะได้ไม่มีอะไรให้ต้องติดค้างอีก ถึงแม้ว่าคนที่ยืนอยู่ต่อหน้าในเวลานี้จะไม่ใช่สมาชิกของKAT-TUNทั้ง5คนที่เหลือซึ่งเขาสมควรเข้าไปพูดคุยด้วยมากที่สุดก็ตาม

“..........เจ้าพวกนั้นไม่เข้าใจความรู้สึกของผมหรอก”

“ปากก็พูดว่าเป็นเพื่อน แล้วเพื่อนที่ขัดขวางไม่อยากให้เพื่อนได้เดินตามความฝัน ได้ทำในสิ่งที่ชอบแค่เพราะกลัวจะกระทบถึงงานและความมั่นคงของตัวเองยังจะเรียกว่าเป็นเพื่อนได้เต็มปากเต็มคำอีกเหรอ เอาแต่ด่าว่าผมเป็นคนเห็นแก่ตัว แต่ไม่มองตัวเองเลยว่าก็เห็นแก่ตัวไม่น้อยไปกว่ากันนักหรอก.... ผมแยกจากคนพวกนั้นได้ก็ดีแล้ว ถ้าเขาไม่อยากให้ผมอยู่ในKAT-TUN คนมีความสามารถอย่างผมก็ยังมีที่ไปอีกเยอะแยะ ไม่ได้เป็นไอดอลที่พอไม่มีเมมเบอร์ในยืนวงประกบแล้วจะทำอะไรไม่เป็นสักหน่อย!!!”

ประโยคคำพูดตัดรอนที่ฟังดูหยิ่งผยอง แล้งน้ำใจและมองคนอื่นในแง่ร้ายหลั่งไหลออกมาตามแรงโทสะที่ยังคงคุกรุ่นไม่จางหาย เขารู้สึกโกรธทุกคนที่ไม่ยอมรับการตัดสินใจทำงานโซโลเพื่อเป็นใบเบิกทางไปสู่วงการดนตรีสากล เกลียดทุกคนที่กล่าวหาว่าเขาเป็นคนเห็นแก่ตัวที่เหยียบย่ำคนอื่นเพียงเพื่อให้ได้มาซึ่งความสำเร็จของตนเองทั้งที่เขาเพียงแค่ต้องการทำตามความใฝ่ฝัน....

ในเมื่อไม่มีเมมเบอร์KAT-TUNคนไหนเข้าใจ แล้วมันยังจะมีประโยชน์อะไรกับการที่ต้องทนอยู่กับกระแสกดดันและเสียงสาปส่งก่นด่าของคนใจแคบ คำพูดของอุเอดะเมื่อวันก่อนก็ไม่ได้แตกต่างอะไรกับการขับไสไล่ส่งเขาทางอ้อม ยิ่งมีคนต่อต้านขัดขวางมากเท่าไร อาคานิชิ จินคนนี้ก็จะยิ่งอยากพิสูจน์ให้เห็นว่าตัวเขาไม่จำเป็นต้องพึ่งพาใครก็สามารถโด่งดังในฐานะศิลปินคนหนึ่งได้และจะไม่กลับไปตายรังในยูนิตเดียวกันกับเจ้าพวกนั้นอีกต่อไป

“แล้วกับคาเมะล่ะ จะตัดขาดกับเขาด้วยอย่างนั้นสิ?”

“หึ.... ถ้าเขาอยากเลิกก็เลิก ใช่ว่าผมจะแคร์!!”

เสียงทุ้มแค่นเยาะอย่างขุ่นเคืองขณะเอ่ยถึงเด็กหนุ่มผิวขาวจัดที่ทำให้ร่างสูงเพิ่งฉุกคิดได้ว่าเสียแรงเสียเวลาหลงรักคนผิด คนที่ไม่ยอมอยู่เคียงข้างคอยเป็นกำลังใจให้ในยามที่เขาต้องการมันอย่างที่สุดก็ไม่สมควรจะได้รับความรักกลับคืน หากว่าคาเมะไม่เคารพสิทธิในการตัดสินใจของคนซึ่งได้ชื่อว่าเป็นคนรัก มันก็ป่วยการที่จะทนคบหากันต่อไป เพราะเขาเองก็คงไม่ยอมเสียสละโอกาสสำคัญในชีวิตที่อาจมีเพียงแค่ครั้งเดียวแล้วดักดานอยู่แต่ในญี่ปุ่นเพื่อเอาใจแฟนอย่างแน่นอน

“ถ้าคาเมะมาได้ยิน เขาก็คงเสียใจน่าดู”

“อย่างคาซึน่ะเหรอจะเสียใจเป็น.... เขาไม่เคยสนใจความรู้สึกของใครนอกจากตัวเองหรอก ทักกี้มองคาซึดีเกินไปแล้ว!!!”

ใบหน้าหล่อเหลาเหยเกพลางโบกไม้โบกมือทำนองว่าสิ่งที่อีกฝ่ายพูดนั้นผิดพลาดจากความจริงไปไกลลิบโลก แต่ชายหนุ่มผู้เคยอยู่ในตำแหน่งลีดเดอร์ของJohnny’s Jr.ก็ไม่ได้แสดงท่าทีอื่นใดนอกจากหัวเราะอย่างไม่ถือสาก่อนจะยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดู เมื่อเห็นว่าสมควรแก่เวลาที่ต้องกลับไปทำงานต่อหลังจากที่ปลีกตัวออกมากลางคันเพื่อมาชมคอนเสิร์ตรอบสุดท้ายและแวะทักทายพูดคุยกับรุ่นน้องคนสนิทที่เขาห่วงมากเป็นพิเศษโดยเฉพาะ

“อืม.......ฉันคิดว่าฉันก็พอเข้าใจอะไรๆหลายอย่างมากขึ้นแล้วล่ะ”

“ในฐานะรุ่นพี่ที่เป็นคนฝากฝังให้โคอิจิซังเลือกนายเข้ามาเป็นKAT-TUNพร้อมกับคาเมะ ฉันเองก็เสียใจนิดหน่อยที่การอยู่ในยูนิตไอดอลทำให้นายอึดอัดแล้วก็ไม่เป็นตัวของตัวเองมาตั้งหลายปี แต่ตอนนี้นายก็ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบแล้ว ก็พยายามทำให้เต็มที่ก็แล้วกันนะ”

“จะยังไงก็แล้วแต่ ทั้งเรื่องงานแล้วก็เรื่องส่วนตัว อย่าพูดหรือทำในสิ่งที่ตัวเองจะต้องเสียใจในภายหลังล่ะ.... ฉันกลับก่อนนะ”

ฝ่ามือใหญ่ตบลงบนลาดไหล่กว้างสอง-สามครั้งพร้อมด้วยคำตักเตือนแนะนำที่ไม่เฉพาะเจาะจงว่าผู้พูดต้องการจะตำหนิสั่งสอนในเรื่องใดกันแน่.... ก้อนหินที่ทับถ่วงหัวใจหนักอึ้งมากขึ้นทุกชั่วขณะยามเมื่อข้างในหัวสมองมีเพียงเสียงประณามจากคนที่ไม่เข้าใจความคิดของตนเองดังก้องซ้ำแล้วซ้ำเล่าเหมือนไม่รู้จักจบสิ้น แม้จะนึกโต้เถียงว่าการพยายามเดินตามความฝันนั้นไม่ใช่เรื่องผิด ฝ่ายที่ผิดก็คือพวกKAT-TUNอีกห้าคนที่ทั้งใจแคบและเห็นแก่ตัว หากสุดท้ายแล้ว อาคานิชิ จินก็มิอาจสลัดเอาความรู้สึกเจ็บแปลบลึกๆข้างในอกให้เลือนรางไปได้



“Hey Jin, So what we gonna do next?”

เสียงเรียกถามดังมาจากข้างในห้องพักศิลปินก่อนที่เพื่อนชาวต่างชาติคนหนึ่งจะเดินออกมาตามนักร้องหนุ่มเมื่อเห็นว่าจินนั้นออกมาด้านนอกเป็นเวลานานแล้ว ร่างหนาสูดอากาศถอนหายใจลึกพลางล้วงมือลงในกระเป๋ากางเกงด้านหลังคว้าบุหรี่มวนใหม่ออกมาจุดสูบดับอารมณ์ขุ่นมัวให้บรรเทาเบาบางลงในขณะที่กลุ่มเพื่อนเที่ยวต่างสัญชาติเกือบ10ชีวิตกำลังรอฟังคำตอบจากเขาอยู่ว่าโปรแกรมตระเวนราตรีสำหรับคืนนี้จะไปจบลงที่ไหน.... ไม่ว่าใครจะพูดอย่างไร ความคิดเห็นของอาคานิชิ จินก็ถือเป็นมติสูงสุดในกลุ่ม แม้จะเป็นเพียงแค่เพื่อนต่างชาติที่ถูกค่อนขอดว่ามีแต่พวกอเมริกันสถุลมารวมตัวกัน แต่คนพวกนี้กลับทำให้เขาสบายใจได้มากกว่าเพื่อนร่วมวงหรือเพื่อนในสังกัด ชวนพูดคุยเรื่องสนุกสนาน หัวเราะได้เต็มที่และเคารพในตัวตนที่แท้จริงของเขา เพียงเท่านี้ก็เกินพอแล้ว

“Find something to eat first, then go to LEX…. Anyone has better idea?”

“Up to you guys, I’m ready to drunk so badly!!! Hahaha!!!!”

ถึงแม้ไม่มีKAT-TUN แต่คนอย่างอาคานิชิ จินก็ยังเป็นที่ต้องการเสมอ ทั้งสำหรับแฟนเพลงและสังคมจอมปลอมที่พร่ำพูดถึงกฎเกณฑ์น่าเบื่อหน่าย บีบบังคับคนที่ไม่มีอำนาจให้อยู่ในกรอบอันแสนน่าอึดอัด คอยทำตามคำสั่งของคนที่อยู่เหนือกว่าเหมือนเป็นหุ่นเชิดไร้สมองไร้วิญญาณ

มีคนรักก็ต้องมีคนเกลียด มีคนไม่ยอมรับก็ต้องมีคนยอมรับ.... จุดมุ่งหมายของเขาก็คือแสวงหาสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตัวเอง ไม่ใช่การฝืนตัวเองเพื่อให้คนอื่นได้ในสิ่งที่ดีที่สุด

เขาไม่ใช่คนผิด และจะไม่อดทนเพื่อใครอีกต่อไปแล้ว

ต่อให้KAT-TUNหรือคนทั้งโลกหันหลังให้ อาคานิชิ จินก็จะเดินไปในเส้นทางที่ตัดสินใจเลือกแล้ว โดยไม่แม้แต่จะเหลียวหันกลับมามองชีวิตเก่าอันสุดแสนเลวร้าย เพราะเชื่อว่าหนทางข้างหน้าของเขานั้นมีแสงสว่างสีเหลืองทองรอคอยอยู่พร้อมกับความสำเร็จที่วาดฝันเอาไว้

และเมื่อเวลานั้นมาถึง.... คนที่จะต้องนึกเสียใจกับคำพูดของตัวเอง ย่อมไม่ใช่เขา!!!!

.


.

.

“Is that someone from KAT-TUN, right?”

“Yuck…. I know his name is Kazuya or turtle something, Jin’s baby doll that YamaP always mention a lot about him.”

เพื่อนสัญชาติอเมริกันสองคนชี้นิ้วพยักเพยิดไปยังประตูห้องพักเป็นเชิงเอ่ยถามเมื่อสังเกตเห็นเด็กหนุ่มร่างเล็กหน้าตาคลับคล้ายคลับคลาว่าเคยพบเจอที่ไหนมาก่อน ร่างขาวจัดสวมเสื้อโค้ทตัวยาวและผ้าพันคอปิดมาสูงจนเกือบถึงริมฝีปาก สวมแว่นตาเพื่ออำพรางใบหน้าไม่ให้บุคคลภายนอกสามารถจดจำรูปลักษณ์ได้ แต่สำหรับสมาชิกกลุ่มเพื่อนเที่ยวขาประจำของจินซึ่งเคยทั้งเจอหน้าและได้ยินได้ฟังสารพัดเรื่องราวอันเกี่ยวข้องกับคาเมะนาชิ คาซึยะที่เป็นคนรักของอาคานิชิ จินมาก่อน จึงไม่ยากเลยที่พวกเขาจะระบุชี้ชัดพลางเรียกให้เพื่อนสนิททั้งหลายแหล่รับรู้ว่าแผนการปาร์ตี้เลี้ยงฉลองโต้รุ่งคืนนี้ดูคล้ายว่าจะมีแขกไม่ได้รับเชิญมาขัดคอเสียแล้ว

“Wait here, I’ll be right back”

จินบอกกับเพื่อนเอาไว้เท่านั้นก่อนจะก้าวเท้าออกจากห้องหมายจะพาคาซึยะไปพูดคุยธุระกันที่อื่นเพื่อไม่ให้บางคนที่สามารถฟังภาษาญี่ปุ่นได้เข้าใจว่าพวกเขากำลังมีปัญหากัน แต่ก็ยังช้ากว่าฝ่ายที่ชิงจังหวะบุกรุกเข้ามาภายในห้องเสียก่อน.... นัยน์ตาเรียวรีชำเลืองปรายมองชาวต่างชาติที่กึ่งนั่งกึ่งนอนนอนระเกะระกะบนพื้นพร้อมด้วยซากกระป๋องเบียร์พลางเบ้ปากนิดๆราวกับกำลังนึกดูถูก แล้วจึงหันมาสบตาชายหนุ่มเจ้าของงานคอนเสิร์ตรอบสุดท้ายที่เพิ่งจบลงโดยไม่ลืมส่งช่อดอกไม้และการ์ดอวยพรที่เพื่อนร่วมวงของตนหารเงินกันซื้อเพื่อนนำมาร่วมแสดงความยินดีตามความคิดของนากามารุ ยูอิจิ แม้ว่าแต่ละคนซึ่งลงชื่อในการ์ดสี่เหลี่ยมแผ่นเล็กนั้นจะไม่ค่อยเต็มใจสักเท่าไรนักก็ตามที

“ขอโทษที.... ไม่ได้ตั้งใจจะมารบกวน พอดีไม่รู้ว่ากำลังสนุกกันอยู่”

“ทุกคนฝากนี่มาให้นาย ดอกไม้แสดงความยินดีพร้อมการ์ดอวยพร.... Congratulation from KAT-TUN five members!!!”

น้ำเสียงท้ายประโยคฉายแววประชดประชันเต็มที่อย่างไม่คิดปิดบัง ฝากเอาไว้เพียงเท่านั้น คาเมะก็หันหลังกลับออกจากบริเวณสถานที่เกิดเหตุไปในทันทีท่ามกลางความแตกตื่นของกลุ่มชาวต่างชาติที่เฝ้ามองเหตุการณ์ด้วยความตกใจระคนงุนงง บ้างก็ถึงกับอุทานคำหยาบคายด่าว่าน้องเล็กของKAT-TUNที่ถูกใช้เป็นตัวแทนมาร่วมแสดงความยินดีในทางเสียหายแม้ว่าอีกฝ่ายจะฟังไม่เข้าใจและไม่นึกอยากอยู่รอฟัง ขณะที่อาคานิชิ จินซึ่งโดนคนรักเหวี่ยงใส่โดยไม่ทันตั้งตัวก็โมโหฉุนเฉียวสุดขีด มือใหญ่ขว้างช่อดอกไม้ไปกองรวมไว้ที่มุมห้องแล้วก้าวเดินเร็วตามไล่หลังคาเมะนาชิ คาซึยะไปทางลานจอดรถอย่างเหลืออด

“เดี๋ยวก่อน คาซึ!!!!!”

“ท่าทางครื้นเครงรื่นเริงกันดีนี่ ไม่รู้ว่าหลังเวทีคอนเสิร์ตหรือโรงเรียนนานาชาติกันแน่.... แต่มันจะเป็นบ้าเป็นบออะไรช่างเหอะ ขอให้นายสนุกกับชีวิตศิลปินเดี่ยวตลอดไปนะ!!!”

คาเมะตะโกนกึ่งด่ากึ่งอวยพรโดยไม่แม้แต่จะหันหลังกลับไปมอง นึกเจ็บใจตัวเองเหลือเกินที่วูบหนึ่งเกิดความคิดว่าบางทีจินอาจจะรู้สึกกลัดกลุ้มกังวลหรือเป็นทุกข์ไปไม่น้อยกว่าที่ตัวเขาและเพื่อนร่วมวงคนอื่นๆกำลังเผชิญจึงได้ยอมทำตามคำขอร้องของยูอิจิแล้วมาที่นิสเซเธียเตอร์แห่งนี้.... นี่น่ะหรือคนที่กำลังเดินตามเส้นทางความฝันของตัวเอง กระหายโหยหาความสำเร็จจนต้องเหยียบย่ำเพื่อนและคนรักที่รู้จักคบหากันมานานนับสิบปี ใบหน้าคมคายยังคงยิ้มระรื่นส่งเสียงหัวเราะอย่างไร้สามัญสำนึกปราศจากจากรู้สึกผิดที่ตนเองนั้นเป็นต้นเหตุของเรื่องวุ่นวายทั้งหมดโดยสิ้นเชิง ชักชวนเพื่อนฝูงออกไปดื่มเหล้าสนุกสนานในขณะที่KAT-TUNอีก5คนที่ถูกทิ้งให้เป็นหมาหัวเน่าต้องมานั่งเสียใจอยู่ฝ่ายเดียว

อาคานิชิ จินที่เขาเห็นอยู่ในเวลานี้ก็เป็นเพียงแค่ผู้ชายขี้เหล้าเมายา ติดเพื่อน ห่วงเที่ยวจนไม่รู้จักผิดชอบชั่วดีต่างหาก

ความฝันอะไรกัน.... ที่เห็นทั้งหมดมันก็แค่ข้ออ้างของคนที่ไม่รู้จักหน้าที่ของตัวเอง ไม่อยากทำงานของวง และพอไม่ได้อย่างที่ใจตัวเองต้องการก็พาลโทษหาความเป็นความผิดของคนอื่นที่ใจแคบไม่ยอมเข้าใจเหตุผล ทั้งๆที่มันไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่จะควรค่าแก่การเข้าใจ

ไม่น่าเชื่อคำพูดยูอิจิเลยจริงๆ!!!




“หยุดเดี๋ยวนี้เลยนะ คาซึ!!!!”

มือแกร่งตามไปคว้ากระชากไหล่ของคนตัวเล็กกว่าให้หันกลับมาชนิดไม่ออมแรงจนแทบเสียหลักหงายหลัง อาการเจ็บปลาบแล่นลามด้วยเพราะปลายนิ้วที่บีบแน่นเสียจนเด็กหนุ่มต้องนิ่วหน้าหากก็ไม่ยอมหลุดเสียงร้องอุทธรณ์ออกมาให้ได้ยิน ดวงตาคู่สวยทอประกายแข็งกร้าวอย่างไม่ยอมแพ้ถึงแม้ว่ากระแสอารมณ์ของอาคานิชิ จินในตอนนี้จะแลดูเชี่ยวกรากเดือดดาลน่ากลัวเหมือนขาดสติ....

เสียงตวาดดังก้องกลางลานจอดรถชั้นใต้ดินของอาคารนิสเซเธียเตอร์อย่างไม่สนใจอีกต่อไปแล้วว่าใครจะผ่านมาได้ยินเข้าหรือตกเป็นข่าวในนิตยสารแทบลอยด์ ทั้งสองฝ่ายต่างก็จ้องมองกันด้วยความโกรธเคืองไม่ลดรอวาศอกและไม่มีใครยอมใคร คาเมะคิดว่าจินเป็นคนผิด ในทางกลับกัน จินเองก็คิดว่าคาเมะนิสัยเข้าขั้นเลวร้ายที่กล้ามาฉีกหน้าเขาถึงที่นี่ต่อหน้าเพื่อนทุกคน ราวกับเป็นเส้นขนานสองเส้นที่แยกห่างไม่มีทางหวนกลับมาบรรจบกันได้อีกต่อไป

“เป็นบ้าอะไรของนาย.... มาถึงก็พูดใส่ฉันแบบนั้นต่อหน้าคนอื่น พวกเขาไม่ได้รู้เรื่องอะไรด้วย อย่าพาลให้มันมากนักจะได้ไหม!!??”

“แล้วจะทำไม เพื่อนนายฟังภาษาญี่ปุ่นออกเสียที่ไหนกัน.... หรือกลัวพวกแก๊งค์หัวทองนั่นจะรู้ว่าจริงๆแล้วนายมันก็เป็นเพียงแค่คนเห็นแก่ตัวที่ชอบทำเป็นปากเก่งพูดจาอวดดีไปวันหนึ่งๆเท่านั้น!!??”

คาเมะเหยียดริมฝีปากยิ้มเย้ยไม่ยี่หระต่อแรงบีบตรงต้นแขนพลางโต้เถียงกลับอย่างเจ็บแสบ ยิ่งได้เห็นร่างสูงโกรธจนหัวฟัดหัวเหวี่ยงเมื่อคำพูดของที่เปล่งออกไปแทงใจดำเข้าอย่างจังก็ยิ่งรู้สึกสะใจที่สามารถทำให้คนหยาบกระด้างคิดถึงแต่ตัวเองเป็นใหญ่อย่างอาคานิชิ จินรับรู้ถึงความเจ็บปวดของคนอื่นได้บ้าง เช่นเดียวกับคำพูดของจินในคืนนั้นที่ยังคงกัดกินหัวใจของเขาจวบจนกระทั่งถึงตอนนี้

“เนี่ยเหรอ.... ความฝันที่นายพูดถึงว่าอาจเป็นโอกาสเดียวในชีวิต พูดจาฟังสวยหรูวาดภาพในจินตนาการเสียใหญ่โต แต่พอเอาเข้าจริงมันก็แค่คำพูดเพ้อเจ้อของคนไร้ความรับผิดชอบสมองกลวงที่ไม่ได้อยากจะทำอะไรจริงจังนอกเสียจากเที่ยวเล่นไปวันๆ.... อยากจะแต่งเพลง อยากออกแสดงคอนเสิรต์เล่นไลฟ์มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก น้ำหน้าคนที่เอาแต่ดื่มเหล้าเข้าผับไม่เว้นแต่ละวัน คบเพื่อนฝรั่งท่าทางเหมือนพวกอันธพาลไม่มีหัวนอนปลายเท้าอย่างนายน่ะเหรอจะทำได้อย่างปากว่า!!!!???”

“ฉันบอกให้หุบปาก ไม่ได้ยินหรือไง!!??”

เสียงห้าวแผดลั่นอย่างลุแก่โทสะเมื่อโดนอีกฝ่ายหยามกันซึ่งหน้าถึงเพียงนี้ นิ้วมือทั้งสิบจิกกำแน่นจนแทบฝังลงในผิวเนื้อพยายามระงับหักห้ามไม่ให้มันเงื้อขึ้นสูงแล้วเหวี่ยงฟาดลงบนผิวแก้มของคาเมะดังที่ใจอยาก แต่กระนั้น ประโยคถ้อยคำที่เปล่งออกมาโดยมีแรงอารมณ์โกรธคอยชักนำกลับถูกใช้ต่างเครื่องมือเชือดเฉือนประหัตประหารคนรักได้เจ็บแสบไม่แพ้การลงไม้ลงมือทำร้ายร่างกายกันเลยทีเดียว

“นายจะไปรู้อะไรล่ะ คนที่ดีแต่ทำตามคำสั่งของค่าย เป็นหุ่นเชิดร้องเพลง ฉีกยิ้มเล่นละครไปวันหนึ่งๆอย่างนายเคยนึกอยากทำอะไรจริงจังกับใครเขาที่ไหนกันกัน.... ฉันเป็นคนมีพรสวรรค์ ถึงจะออกเที่ยว ถึงจะดื่มเหล้าทุกคืนแต่ก็ยังแต่งเพลงขายงานของตัวเองได้ คนอื่นที่เขาไม่มีอคติก็พูดชมว่าฉันมีความสามารถมากกว่าไอดอลทั่วไปกันทั้งนั้น พวกที่ต้องกระเสือกกระสนเกาะกลุ่มกันเป็นฝูงเพราะไม่ได้มีอะไรโดดเด่นเป็นพิเศษอย่างนายกับอีก4คนที่เหลือก็คงได้แต่อิจฉาไปจนตายนั่นแหละ!!!”

“เพราะตัวเองไม่มีปัญญาจะทำใช่ไหมล่ะ ถึงได้มาขวางไม่ให้คนอื่นเขาทำน่ะ!!!???”




เพียะ!!!!!


รอยปื้นสีแดงช้ำปรากฏขึ้นบนเสี้ยวหน้าคมทันทีที่นักร้องหนุ่มพ่นคำพูดเชิงดูแคลนเพื่อนร่วมวงที่ทำงานด้วยกันมานานกว่าเจ็ดปีเต็มจบลง ผิวเนื้อช่วงสันกรามซีกซ้ายเห่อชาแปรผกผันกับจังหวะการเต้นของหัวใจซึ่งดีดตัวรุนแรงน่ากลัว ลมหายใจร้อนผ่าวเคลื่อนตัวเข้า-ออกอย่างยากลำบากส่งผลให้ผืนอกกว้างกระเพื่อมไหวหนักหน่วงจนร่างทั้งร่างโยกคลอน.... แววตาดุดันจ้องมองคาเมะนาชิ คาซึยะราวกับจะล่าล้างฆ่าฟันกันให้ตายไปข้างหนึ่งเสียตรงนี้ เสมือนว่าเส้นขีดจำกัดของความอดทนนั้นขาดสะบั้นไปนับตั้งแต่วินาทีแรกที่ฝ่ามือเล็กฟาดลงบนเนื้อแก้มสากกร้านเต็มแรง และมันก็กำลังยิ่งลุกลามบานปลายเมื่อคาเมะนั้นไม่สามารถห้ามตนเองให้เพิกเฉยกับความจองหองหลงตัวเองของผู้ชายคนนี้ได้อีกต่อไป

“นายนี่มันทุเรศกว่าที่ฉันคิดเอาไว้เยอะจริงๆ!!!”

“ตัวเองเป็นคนขว้างก้อนหินใส่คนอื่นเขากับมือ แต่กลับจะมาเรียกร้องให้คนที่เจ็บทั้งตัวเจ็บทั้งใจออกมายืนยิ้มส่งนายด้วยช่อดอกไม้.... เรื่องตลกโง่ๆพรรค์นี้ก็ช่างคิดออกมาได้นะ อาคานิชิ จิน!!!”

“ถ้าอย่างนั้นมึงก็ไม่ต้องเสนอหน้ามาส่งกูสิวะ!!!!!!!!!!”

ฉับพลัน แรงตกกระทบที่มากกว่าเดิมหลายเท่าตัวก็ย้อนกลับไปหาไอดอลหน้าหวานแทบจะในทันทีเช่นกัน แว่นตากรอบดำที่ใส่อำพรางตัวหลุดกระเด็นหายไปบนพื้นลานจอดรถไกลจากจุดเกิดเหตุพอสมควร ผิวเนื้อขาวจัดแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำขึ้นรอยนิ้วมือโดยที่ร่างเล็กเซถลาไปอีกข้างจนเกือบล้มทรุดลงกองกับพื้น หัวสมองมึนชามองเห็นเพียงหมอกควันสีเทาทึบบดบังประสาทส่วนการรับรู้ไปชั่วขณะก่อนที่ความรู้สึกเจ็บปวดจะแทรกขึ้นมาตามกล้ามเนื้อใบหน้า รสและกลิ่นคาวเฝื่อนที่ไม่คุ้นเคยลอยคลุ้งอยู่ข้างในช่องปากบ่งบอกให้คาเมะพอรู้ว่าตัวเขาถูกคนตรงหน้าตบเข้าฉาดใหญ่จนปากแตกเลือดซึม....

ท่ามกลางสติสัมปชัญญะซึ่งมึนชามิอาจตอบสนองต่อสิ่งรอบด้าน คาเมะได้ยินเพียงเสียงฝีเท้าย่ำหนักๆเดินห่างออกไปแล้วเข้ามาใกล้อีกครั้ง เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นก็พบเห็นใบหน้าที่บิดเบี้ยวด้วยความเกลียดชัง พร้อมด้วยคำพูดตัดรอนที่ไม่แตกต่างอะไรเลยกับน้ำร้อนเดือดที่ราดรดลงมากลางหัวใจ

“มาทางไหนก็ไสหัวกลับไปทางนั้นเลยไป เอาไอ้ดอกไม้เส็งเคร็งกับการ์ดอวยพรสั่วๆของมึงกลับไปด้วย!!!!!!”

“.............!!!!!!!!!..............”

ช่อดอกไม้ขนาดใหญ่ถูกกว้างใส่คนที่นำเอามันมาอย่างไม่ใยดีก่อนที่จะร่วงหล่นลงบนพื้นราวกับเป็นของไร้คุณค่าหมดความหมาย ใจที่อัดแน่นด้วยความโกรธซึ่งร้อนรุ่มเหมือนถูกไฟเผาผลาญมอดไหม้นึกแค่จะทำอย่างไรก็ได้ ขอเพียงให้คาเมะรู้สึกเจ็บปวดมากที่สุดเท่าที่จะมากได้เพื่อชดเชยให้กับคำก่นด่า ความใจแคบเห็นแก่ตัวและเสียงประณามซึ่งอีกฝ่ายสาดใส่เขาอย่างสาสม โดยหารู้ไม่ว่า เพียงแค่คำพูดว่าคาเมะนั้นไม่ควรค่าแก่ความรักที่เขาเคยมอบให้ ก็ไม่มีสิ่งอื่นใดจะสามารถทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกเจ็บหรือเสียใจได้มากกว่านี้อีกแล้ว

“ไล่กันอย่างกับหมูกับหมาขนาดนี้.........ฉันก็คงไม่หน้าด้านหน้าทนอยู่ต่อให้นายด่าหรอก”

“.......ฉัน.........เพิ่งรู้ตัวเดี๋ยวนี้เองว่าไม่เคยรู้จักตัวตนที่แท้จริงของนายมาก่อนเลย จนกระทั่งวันนี้............แล้วก็ไม่อยากรู้จักสันดานของคนที่ตัวเองรักมากไปกว่านี้เพราะไม่รู้ว่านอกจากคำพูดต่ำๆพวกนี้แล้ว มันยังจะมีอะไรหลุดออกมาอีก.....และฉันก็ไม่อยากพูด ไม่อยากเจอ ไม่อยากเห็นหน้านายอีกแล้วด้วย...........”

“......จากนี้ไป.......เราจบกัน.........”

ประโยคสุดท้ายที่เปล่งผ่านลำคอแหบแห้งแสบระคายก็คือการขอยุติความสัมพันธ์ที่พวกเขาสองคนต่างช่วยกันประคับประคองมาจนถึงวันนี้ แต่แล้วมันกลับต้องแตกสลายจบสิ้นลงเพียงเพราะความเห็นแก่ตัวและคำพูดทำร้ายหักหาญน้ำใจที่ต่างฝ่ายต่างโยนเข้าใส่กัน.... แววตาแห่งความผิดหวังสะท้อนภาพของชายคนรักที่กำลังจะกลายเป็นเพียงอดีตที่มิอาจหวนคืนเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่ร่างขาวซึ่งสั่นสะท้านเพราะพยายามข่มกลั้นก้อนสะอื้นขมปร่าไม่เผยความอ่อนแอออกมาจะหันหลังกลับไปยังทิศทางที่รถของตัวเองจอดอยู่ ก้อนเนื้อข้างในอกคลับคล้ายว่าจะปริขาดออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยเมื่อตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าจะไม่ขอยุ่งเกี่ยวกับอาคานิชิ จินอีก แม้ว่าจะได้ยินเสียงตะโกนเรียกหาเจียนคลุ้มคลั่งก็จะไม่เหลียวมองแม้เพียงหางตา

“เดี๋ยวก่อนสิ.... คาซึ อย่าไปนะ!!!!!”

“คาซึ!!!!! คาซึ!!!!!!!!”

“ปล่อยนะ อย่ามายุ่งกับฉัน!!!!! เราสองคนจบกันแล้วไงล่ะ ไม่มีใครขอร้องให้นายอยู่กับฉันหรอก จะไปตายที่ไหนก็ไปเลยไป!!!!!!”



“ไอ้จิน.... แกทำอะไรคาเมะวะ!!!???”

ทานากะ โคคิพุ่งปราดเข้ากระชากคอเสื้อของอาคานิชิ จินพลางเงื้อหมัดหมายจะชกให้ล้มคว่ำเมื่อเห็นอีกฝ่ายกำลังยื้อยุดฉุดกระชากน้องเล็กของเขา ช่อดอกไม้ที่คาเมะจอดรถแวะซื้อจากร้านFlorist Buquetข้างทางตกอยู่บนพื้นเหมือนเป็นขยะชิ้นหนึ่งในขณะที่จินและคาเมะโต้เถียงตะโกนใส่กันเสียงดังลั่นทั่วลานจอดรถ ท่อนแขนภายใต้เสื้อโค้ทกันหนาวสีดำถูกมือแกร่งบิดรั้งไม่ยินยอมให้เดินหนีจากไป เท่านี้ก็มากเกินพอแล้วสำหรับคำอธิบายว่าช่วงระหว่างที่ตัวเขากำลังพูดคุยโทรศัพท์เรื่องส่วนตัวโดยปล่อยให้คาเมะเข้าไปหาจินที่ห้องพักศิลปินด้านหลังเวทีคอนเสิร์ตตามลำพังนั้นเกิดเรื่องอะไรขึ้นบ้าง

“โคคิ อย่า!!!!!!”

“คาเมะถอยไป!!! ถ้าวันนี้ไม่ได้ชกหน้ามัน ฉันนอนไม่หลับแน่!!!!!”

เสียงห้วนห้าวตะโกนกร้าวอย่างเดือดดาล โมโหจนเกินจะอดทนแทบไม่อยากเชื่อเลยว่าคนทรยศที่หักหลังKAT-TUNนั้นยังสามารถเลวร้ายได้ถึงขนาดลงไม้ลงมือกับคนที่ตัวเองเคยเรียกอย่างเต็มปากเต็มคำว่าเป็นแฟนกัน ถึงแม้ว่าจินจะทำเรื่องที่ไม่น่าให้อภัยมากแค่ไหน แต่คาเมะก็ไม่เคยว่าร้ายจินให้ใครได้ยินลับหลัง ไม่แม้แต่จะแสดงความรู้สึกในแง่ลบทั้งที่ใครต่อใครต่างก็รู้ดีอยู่แก่ใจว่าคนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด เจ็บปวดมากที่สุดก็คือตัวของคาเมะนั่นเอง.... แล้วหมอนั่นเคยมารับรู้อะไรบ้าง นอกเสียจากสร้างรอยแผลให้คนที่ดีแสนดีกับตัวเองต้องเสียใจหนแล้วหนเล่าไม่รู้จักจบจักสิ้นเสียที

“ฉันบอกว่าอย่ายุ่งกับเขายังไงเล่า!!!!!”

“คาเมะ!!!!??”

“............คาซึ?”

ชายหนุ่มสองคนซึ่งกำลังเผชิญหน้ากันต่างหยุดชะงักลงทันควันเมื่อน้ำเสียงแหบหวานสั่นเครือเปล่งดังเป็นเชิงสั่งห้ามไม่ให้มีการทำร้ายร่างกันเกิดขึ้น.... แร๊พเปอร์เลือดร้อนประจำวงยังคงเงื้อหมัดค้างขณะเรียกขานชื่อของไอดอลตัวเล็กที่เห็นชัดว่าเป็นฝ่ายถูกอาคานิชิ จินรังแกอย่างคาดไม่ถึงว่าจนป่านนี้แล้วยังมีแก่ใจจะปกป้องไอ้คนเห็นแก่ตัวนี้อยู่อีก แตกต่างกับร่างสูงที่ได้ยินเสียงร้องห้ามนั้นแล้วก็พลันเกิดความหวังขึ้นในใจว่าบางทีคาเมะอาจจะยอมให้อภัยแก่สิ่งที่เขาเพิ่งกระทำลงไปโดยขาดความยั้งคิด แต่ทว่า ทุกสิ่งทุกอย่างก็ไม่ได้เป็นไปดังที่นักร้องหนุ่มปรารถนา

“ฉันไม่อยากให้นายทำร้ายเขาเพราะเขาไม่ใช่จิน..........ไม่ใช่อาคานิชิ จินคนเดิมที่พวกเราเคยรู้จักอีกต่อไปแล้ว.......เพราะฉะนั้น นายจะทำร้ายคนแปลกหน้าที่ไม่มีความเกี่ยวข้องอะไรกับฉันและKAT-TUNไม่ได้เป็นอันขาด!!!”

ช่องว่างและความเหินห่างแทรกเข้ามาอย่างกะทันหันหลังจากที่การทะเลาะโต้เถียงและการทำร้ายจิตใจของคนรักอย่างที่ไม่สามารถยกโทษให้จบสิ้นลง ร่างเล็กตรงเข้าขัดขวางแกะมือของโคคิซึ่งยังคงกำคอเสื้อของจินออกแล้วดันเพื่อนร่วมวงให้ถอยห่างจากคู่กรณีด้วยสีหน้าเรียบนิ่งเย็นชาราวกับหุ่นรูปปั้นที่ปราศจากอารมณ์ความรู้สึกใดๆทั้งปวง.... หากหัวใจของคนที่ถูกตราหน้าว่าเห็นแก่ตัวและทรยศกลับเจ็บร้าวเสียยิ่งกว่าโดนชกหน้า เพราะเหตุผลของคาเมะนั้นไม่ใช่เพื่อปกป้อง ไม่ใช่ความห่วงใยกลัวว่าแฟนหนุ่มจะได้รับบาดเจ็บ หากแต่เป็นการยืนยันตอกย้ำทางอ้อมว่าระหว่างอาคานิชิ จินและคาเมะนาชิ คาซึยะนั้นหมดสิ้นความสัมพันธ์ฉันท์คนรักต่อกันแล้ว

“ถ้านายพูดอย่างนั้น พวกเราก็กลับกันเถอะ”

.


.


.

ภาพสุดท้ายที่เขาจดจำได้หลังเหตุการณ์ในวันนี้จบลง ก็คือคาซึยะซึ่งถูกโคคิจูงมือเดินกลับไปขึ้นรถ ไม่แม้แต่จะชำเลืองมองมายังคนที่ถูกปล่อยให้รู้ซึ้งถึงรสชาติของการถูกทอดทิ้งว่ามันขมขื่นทรมานมากมายเพียงใด

ทั้งที่เชื่อและพยายามคิดมาโดยตลอดว่าตนเองไม่ใช่ฝ่ายผิด สามารถใช้ชีวิตอยู่ต่อไปโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพิงอาศัยใคร คิดว่าพรสวรรค์และโอกาสที่ได้รับจะนำความสำเร็จมาให้โดยที่ตัวเขาไม่ต้องร้องขออ้อนวอนให้คนรักซึ่งทั้งเห็นแก่ตัวและใจแคบอย่างคาเมะนาชิ คาซึยะมานึกใยดี ถึงได้ใช้คำพูดหยาบคายและใช้ความรุนแรงโต้ตอบออกไปเช่นนั้น

แต่ยามเมื่อสิ่งสำคัญที่มิอาจสูญเสียโบยบินจากไปจากมือคู่นี้จริงดังคำท้าทาย แค่เพียงจะรั้งขอให้กลับมาก็ยังจนปัญญาหมดหนทาง กลายเป็นไอ้ขี้แพ้ที่เก่งแต่ปากเหมือนอย่างที่อีกฝ่ายว่าเอาไว้จริงๆ

ทุกถ้อยคำที่เอื้อนเอ่ยโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ด้วยเจตนาโง่ๆที่ต้องการระบายอารมณ์ชั่ววูบกำลังย้อนคืนมาทำร้ายเขาอย่างแสนสาหัส

+++เพียงอยากพูดคำว่า ‘ฉันขอโทษ’ แต่คาซึยะก็อยู่ห่างไกลจนเกินกว่าจะกลับมารับฟังความในใจของเขาเสียแล้ว+++


..............................


....................


...........

“รอยนี่.... ไอ้จินมันเป็นคนทำใช่ไหม?”

โคคิตัดสินใจเอ่ยถามถึงรอยช้ำเป็นทางยาวบนแก้มซ้ายของคาเมะที่ดูเหมือนจะห้อเลือดบวมเป่งขึ้นมา ชายหนุ่มเปิดลิ้นชักเก็บของหน้าคอนโซลรถยนต์ควานหาของจำพวกคูลสเปรย์หรือผ้าเย็นมาให้อีกฝ่ายใช้ประคบบรรเทาอาการเจ็บให้ทุเลาลงในเบื้องต้นก่อนจะพากลับไปหายาแก้ฟกช้ำทาซ้ำในภายหลัง.... แม้จะไม่เห็นเหตุการณ์ชัดเจนในตอนที่อาคานิชิ จินลงไม้ลงมือกับน้องรักของเขา แต่โคคิก็รู้แน่แก่ใจว่าสภาพจิตใจของคนที่นั่งอยู่ด้านข้างเขาในเวลานี้ก็คงยับเยินไม่แพ้ใบหน้าที่ไม่ว่าจะพยายามอย่างไรก็ไม่มีทางซ่อนร่องรอยของความเสียใจเอาไว้ได้มิดชิด

“คงเจ็บมากสินะ คาเมะ?”

“ไม่เป็นไรหรอก.... ก็แค่รอยเล็กๆ อีกไม่กี่ชั่วโมงก็หายไปเองนั่นละ คงไม่ทำให้ฉันถึงตาย แล้วฉันก็บ้าเองที่ไปตบหมอนั่นก่อน”

“ถึงนายจะตบไอ้จินมันก่อน แต่มันก็ไม่มีสิทธิ์ตบนายคืนเว้ย!!!”

คาเมะหัวเราะไม่จริงจังกับคำพูดของโคคิที่แก้ต่างแทนเขาขณะเล่าท้าวความถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเพียงเล็กน้อย พลางส่งกุญแจรถยนต์ฮอนด้าไฮบริดจ์ให้อีกฝ่ายรับเอาไปสตาร์ทเครื่องในตำแหน่งคนขับแทนตนเอง ส่วนตัวเขาปรับเอนเบาะที่นั่งลงแล้วพิงหลังหันหน้าออกนอกหน้าต่างด้วยท่าทางเหนื่อยล้าเต็มกลืนจนไม่อยากพูดคุยกับใคร.... ผิวแก้มตรงบริเวณที่ถูกมือของจินเหวี่ยงลงมากระทบยังคงปวดแสบปวดร้อนไม่จาง รู้สึกราวกับว่ารอยปื้นแดงน่าเกลียดน่ากลัวเหล่านั้นมันจะประทับติดแน่นอยู่กับตัวเขาไปชั่วชีวิตเช่นเดียวกับแผลบอบช้ำข้างในหัวใจ

“โทษทีนะ ฉันไม่น่าปล่อยให้นายไปหาหมอนั่นคนเดียวเลย”

คุณชายทานากะถอนหายใจอย่างสำนึกผิดคิดว่าตนเองนั้นก็เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้คาเมะต้องเจ็บตัว เพราะเสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์สายสำคัญ เขาจึงบอกให้น้องเล็กของKAT-TUNที่ยูอิจิฝากฝังให้ช่วยดูแลเดินเข้าไปยังห้องพักด้านหลังเวทีก่อนโดยไม่คาดคิดเลยว่าทั้งคู่จะโต้เถียงกันรุนแรงและจบลงด้วยการทำร้ายร่างกาย.... ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาเห็นสองคนนั้นทะเลาะทะเลาะกัน แต่ก็ไม่มีเลยสักหนที่เรื่องราวมันจะบานปลายจนถึงขั้นแตกหัก หากคาเมะก็ยังคงปากแข็งปฏิเสธทำท่าทางเหมือนหงุดหงิดที่โคคิเซ้าซี้ไม่เลิกก่อนจะหลับตาลงนอนพักไม่อยากนึกถึงเหตุการณ์ซึ่งเพิ่งผ่านพ้นไปอีก

“ก็บอกว่าไม่เป็นอะไรไงเล่า.... นายนี่ก็พอกันเลยนะ ฉันแค่เคยมีแฟนเป็นผู้ชาย แต่ไม่ได้เป็นเด็กผู้หญิงสักหน่อย เลิกทำเหมือนว่าฉันเป็นสาวน้อยนางเอกในหนังสือการ์ตูนนากาโยชิเสียทีเถอะ!!!”

“ถ้าเสียใจ จะร้องไห้ก็ได้นะ.... รับรองว่าจะไม่เอาไปบอกใคร”

ถึงจะพูดออกไปแบบนั้นแต่ก็ไม่มีปฏิกิริยาโต้ตอบใดๆจากร่างขาวจัดภายใต้เสื้อโค้ทตัวหนาที่ยกขาขึ้นชันกับเบาะแล้วแสร้งทำทีเป็นนอนหลับ ใบหน้าน่ารักผินหันไปอีกทางราวกับจงใจไม่ให้ใครสังเกตเห็นถึงสัญลักษณ์ของความโศกเศร้า แม้แต่โคคิเองก็สุดที่จะรู้ได้ว่าคาเมะนั้นร้องไห้จริงอย่างที่เขาเปิดโอกาสให้ได้ระบายอารมณ์หรือไม่....

เพราะรู้ดีว่าคนอย่างคาเมะนาชิ คาซึยะ ให้ตายก็ไม่ยอมเสียศักดิ์ศรีร้องไห้สะอึกสะอื้นฟูมฟายงอแงเหมือนเด็กเล็กๆแค่เพียงเพราะผู้ชายเฮงซวยคนเดียว ดังนั้น นอกจากการปลอบใจด้วยวิธีนี้ เขาก็นึกไม่ออกแล้วว่าจะยังพอมีหนทางไหนที่จะสามารถแบ่งเบาความทุกข์จากหัวใจของอีกฝ่ายได้บ้าง แต่ในเมื่อเจ้าตัวเลือกที่จะปฏิเสธไม่ยอมแสดงความอ่อนแอออกมาให้ใครเห็น ทานากะ โคคิจึงทำได้แค่เพียงขับรถออกจากนิสเซเธียเตอร์อย่างระมัดระวังแล้วพาคาเมะไปส่งที่แมนชั่นโดยไม่ซักถามอะไรให้น้องเล็กของKAT-TUNต้องรำคาญใจอีก


 




“ขอบคุณมาก สามปีที่ผ่านมาคงเหนื่อยกันไม่น้อยเลยสินะ”

“เช่นกันครับ.... ต้องขอขอบคุณทีมงานทุกคนด้วยที่คอยสนับสนุนพวกเรา หวังว่าจะได้ร่วมงานกันอีกนะครับ”

งานเลี้ยงฉลองปิดรายการCartoon KAT-TUNที่เริ่มออกอากาศตั้งแต่ช่วงปี2007จนถึงเทปสุดท้ายซึ่งมีกำหนดออนแอร์ในเดือนมีนาคมปี2010ถูกจัดขึ้นหลังเสร็จสิ้นการบันทึกเทปในสตูดิโอของสถานีโทรทัศน์NTV สมาชิกในวงสลับกันออกมากล่าวขอบคุณไดเรคเตอร์ โปรดิวเซอร์และสต๊าฟที่ต่างก็ร่วมมือร่วมแรงกันเป็นอย่างดีตลอดระยะเวลาสามปีเต็มก่อนจะส่งท้ายกันด้วยปาร์ตี้แบบไม่เป็นทางการ....

อาหารและเครื่องดื่มนานาชนิดสั่งตรงจากภัตตาคารชื่อดังถูกนำมาจัดวางเรียงรายบนโต๊ะตัวยาวที่ใช้สำหรับประชุมบรีฟงาน ทั้งKAT-TUNเมมเบอร์และทีมงานทุกคนต่างร่วมกินดื่มพูดคุยและถ่ายรูปด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสเพื่อฉลองให้กับคืนวันที่เคยเหนื่อยยากลำบากมาด้วยกัน ไม่มีใครเลยที่จะเก็บตัวอยู่นิ่งเฉยท่ามกลางบรรยากาศที่อบอวลด้วยกลิ่นอายของความสนุกสนาน ยกเว้นเสียก็แต่อาคานิชิ จิน สมาชิกคนหนึ่งในวงซึ่งเพิ่งมีกำหนดขอพักงานส่วนรวมเพื่อไปเปิดแสดงโซโลไลฟ์ในต่างประเทศช่วงกลางปีโดยที่ยังไม่รู้อนาคตแน่นอนว่าจะกลับมาเป็นตัวAของKAT-TUNอีกครั้งหรือไม่

ชายหนุ่มร่างสูงโครงหน้าหล่อเหลาคมคายเป็นที่ต้องตาของทีมงานหญิงถูกทิ้งให้นั่งอยู่ที่มุมหนึ่งของสตูดิโอซึ่งแปรสภาพห้องจัดเลี้ยงตามลำพัง มือหนารับเอาแก้วเบียร์ที่รินจนเต็มจากพวกหล่อนมาดื่มรวดเดียวแล้วก็นิ่งเงียบไม่พูดคุยอะไรจนไม่มีใครกล้าเข้าไปรบกวนอีก.... ดวงตาสีดำสนิทจ้องมองไปยังร่างเล็กที่รายล้อมด้วยผู้คนมากมาย ริมฝีปากที่ยิ้มหัวเราะ หยอกล้อกับเพื่อนร่วมวงและสต๊าฟคนอื่นๆอย่างร่าเริง ลูกแก้วนัยน์ตาสีน้ำตาลสุกใสสะท้อนภาพคู่สนทนาอย่างสนอกสนใจ แต่ไม่มีเลยแม้สักเพียงเศษเสี้ยววินาทีที่คาเมะจะหันมาแสดงอาการรับรู้ว่าอาคานิชิ จินยังคงมีตัวตนอยู่ ณ ที่แห่งนี้

“ถ้าแม้แต่คาเมะยังไม่อยากยุ่งด้วย หมอนั่นก็คงหมดหวังจะกลับมาเข้าหน้าใครในKAT-TUNได้แล้วล่ะ”

“ถึงจะไม่ชอบที่ไอ้จินมันทำแบบนั้น แต่นี่ไม่เกินไปหน่อยเหรอ?”

นากามารุ ยูอิจิเอ่ยแทรกขึ้นมากลางวงเป็นเชิงตำหนิถึงปฏิกิริยาที่เมมเบอร์อีกสี่คนแสดงออกอย่างชัดเจนต่ออดีตเพื่อนร่วมวงซึ่งลาออกไปแล้วอย่างไม่เป็นทางการ เพราะอุปนิสัยชอบความเรียบง่ายเกลียดเรื่องบาดหมางทะเลาะเบาะแว้งจึงทำให้เขารู้สึกอึดอัดใจไม่น้อยกับสถานการณ์ปัจจุบัน ด้วยความคิดที่ว่าคนเราสามารถแตกต่างทางอุดมการณ์ได้โดยไม่จำเป็นต้องแตกแยก ซึ่งสวนทางกันกับเจตนารมณ์ของอุเอดะ ทัตสึยะและคนที่เหลือโดยสิ้นเชิง

“แล้วยังไงล่ะ.... นายจะมาโวยวายเอาอะไรมิทราบ คนที่ทำร้ายคาเมะ ทำร้ายพวกเราทุกคนก็คือหมอนั่น ฉันคงไม่ใจดีมากพอถึงขนาดเดินเข้าไปปั้นหน้ายิ้มทักทายคนที่ตบหน้าน้องชายฉันเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้หรอก!!”

“ใจดีนักก็ไปคุยกับมันเองสิ แล้วไม่ต้องมาใช้คาเมะอีกนะ!!!”

ยิ่งนึกถึงเรื่องที่โคคิเก็บมาเล่าให้ฟังว่าเกิดเรื่องเลวร้ายอะไรขึ้นบ้างในวันที่คาเมะหอบช่อดอกไม้ไปหาพ่อนักร้องเทวดาที่นิสเซเธียเตอร์ตามคำขอร้องของใครบางคน อุเอดะก็ยิ่งโมโหจนแทบอยากจะวิ่งเข้าไปต่อยหน้าเอาคืนให้สาสมกับที่หมอนั่นบังอาจทำกับน้องเล็กสุดที่รัก ซ้ำยังอยากเผื่อแผ่หมัดพิฆาตมาให้ไอ้ตัวต้นคิดสักสองเปรี้ยงโทษฐานออกไอเดียจนได้เรื่องแล้วยังมีหน้ามาหาว่าพวกเขาทำเกินไปอีกต่างหาก แต่ไอดอลขวัญใจประจำค่ายJEกลับส่ายศีรษะห้ามทัพเพราะไม่อยากให้นากามารุและอุเอดะต้องมาผิดใจกันเพราะเรื่องของตน

“ทัตจัง.... ช่างเถอะ”

“ลูกเต่าเอ๊ย~~ มานี่มา.... กอดหน่อยๆๆๆ”

โคคิถลาเข้ามากอดคาเมะพลางลูบหัวเด็กหนุ่มหน้าตาน่าเอ็นดูอย่างนึกสงสาร แต่ด้วยกิริยาท่าทางชวนหัวนั้นกลับแลดูเหมือนเทเลทับบี้พี่รองตัวสีเขียวกอดน้องเล็กตัวสีแดงเสียมากกว่า เดือดร้อนถึงมนุษย์เควายอย่างทางุจิ จุนโนะสุเกะที่เห็นอะไรลักษณะคล้ายการ์ตูนหลอกเด็กแล้วอดใจไม่ไหว ต้องขอเข้ามามีส่วนร่วมด้วยการแปลงร่างเป็นเทเลทับบี้ตัวสีเหลืองไล่กอดทั้งคาเมะและโคคิกันวุ่นวาย.... ฝ่าเท้าใหญ่ยันร่างของยีราฟทางุจิให้ถอยห่างก่อนที่มันจะเปลี่ยนเป็นการกระโดดดร๊อปคิกโชว์ต่อหน้าธารกำนัล เรียกเสียงระเบิดหัวเราะดังครืนระลอกใหญ่บ่งบอกถึงมิตรภาพและความแน่นแฟ้นของเหล่าเมมเบอร์KAT-TUNที่ถึงแม้จะเหลือกันเพียงแค่ห้าคน หากพวกเขากลับรักใคร่ห่วงใยซึ่งกันและกันไม่ต่างจากสมาชิกในครอบครัว

“ให้ฉันกอดด้วยคนเซ่!!!!!!!”

“ไอ้จุนโนะ ออกไปเลยแก ฉันกับคาเมะจะสวีทกัน!!!!”

“อะไรกันเล่า.... พวกนายอย่าใจร้ายกับฉันนักจะได้ไหม!!!???”

“ไม่ได้โว้ย ฮ่าๆๆๆๆ!!!!”


.


.

“เป็นไงบ้างวะ ดูสีหน้าไม่ค่อยดีเลย?”

“ก็.........เรื่อยๆล่ะมั้ง”

อาคานิชิ จินพยักหน้ารับแกนๆขณะที่นากามารุปลีกตัวออกมาจากกลุ่มเพื่อนเพื่อถามไถ่สารทุกข์สุกดิบของเขาหลังที่แทบไม่ได้พูดคุยอะไรกันเลยตลอดเวลาที่อัดรายการนอกจากสคริปท์ที่โปรดิวเซอร์เตรียมเอาไว้ให้.... แม้ไม่มีใครมาบอกให้ได้ยินโดยตรง แต่จินก็พอรู้อยู่แก่ใจว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นในวันนั้นคงเป็นที่รับรู้กันในKAT-TUNว่าตัวเขาได้ทำเรื่องที่ไม่น่าให้อภัยอะไรลงไปบ้าง ทุกคนจึงแสดงท่าทีเหินห่างเสมือนว่าเขาเป็นคนนอกที่ไม่มีใครต้องการ หากเขาเองก็รู้สึกละอายจนเกินกว่าจะเดินเข้าไปหาคาเมะเพื่องอนง้อขอคืนดีทั้งๆที่ได้ฝากคำพูดร้ายกาจและบาดแผลเอาไว้กับคนรักด้วยน้ำมือของตนเอง

“ถ้านายเดินเข้าไปขอโทษ คาเมะมันก็คงไม่ใจแข็งนักหรอก.... เห็นพวกนายสองคนกลายเป็นแบบนี้แล้ว ฉันเองก็พลอยไม่สบายใจไปด้วย”

“ก็แค่เรื่องทะเลาะเพราะความคิดเห็นเรื่องงานไม่ตรงกันเท่านั้นเองไม่ใช่เหรอ.... นายก็คิดในมุมของนาย คาเมะก็คิดในมุมของเขา ทำไมถึงไม่ลดทิฐิลงแล้วกลับมาคุยกันดีๆล่ะ ใช่ว่าพวกนายจะเกลียดกันจริงๆเสียที่ไหน?”

“..........ไม่รู้สิ บางทีคาซึเขาอาจจะเกลียดฉันแล้วก็ได้”

เบียร์เต็มแก้วหายลงลำคอไปในรวดเดียวราวกับว่าผู้ดื่มต้องการใช้ไอเย็นของมันดับความร้อนรุ่มข้างในอกให้บรรเทาเบาบาง เสียงทุ้มพร่าเปล่งเบาไม่ชัดถ้อยคำยามเมื่อก้อนแข็งฝืดเฝื่อนกำลังแล่นขวางจุกกลางหลอดลมให้เขาหายใจติดขัดเหมือนคนกำลังจมน้ำใกล้ตาย....

ท่ามกลางมหาสมุทรอันแสนเวิ้งว้าง โดดเดี่ยวและหนาวเหน็บจับถึงขั้วหัวใจ แต่คนเพียงคนเดียวที่เปรียบเสมือนดังทุ่นช่วยชีวิตกลับลอยห่างออกไปทุกที จนคนโง่เขลาอย่างอาคานิชิ จินไม่สามารถตามไปไขว่คว้าเอาความรักซึ่งแหลกสลายจนแทบไม่เหลือชิ้นดีกลับคืนมาได้อีกแล้ว



胸に秘めた決意に 寄りかかった新しい君
僕は何も知らないで そばにいるようで いなくて
失った後で気づくなんて遅いよ
記憶の彼方へと君を手放した
離れても 夜明けは 光を連れて来るから
涙をとかして 想い伝わるまで
生き急ぐことさえ 君のためだと思ってた
もし世界の裏 離れても 途絶えない絆 感じて



เมื่อตัวเธอที่แปรเปลี่ยนเป็นคนใหม่ตัดสินใจที่จะเดินไปตามจุดหมายปลายทางอันมาจากส่วนลึกของหัวใจ

ตัวฉันไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าจะอยู่เคียงข้างเธอได้อีกหรือไม่

ในยามที่ฉันสูญเสียเธอ กลับเพิ่งตระหนักว่ามันคงสายจนเกินไป

ณ ที่แห่งหนึ่งในความทรงจำที่ห่างไกล แต่ทว่า ฉันจำเป็นจะต้องปล่อยมือของเธอเสียแล้ว

ถึงแม้จะแยกห่างจากกัน หากมันกลับนำมาซึ่งแสงสว่างในตอนย่ำรุ่ง

ปลดปล่อยหยาดน้ำตาให้หลั่งริน จนกระทั่งความรู้สึกนึกคิดได้ถูกส่งผ่านออกมา

ฉันเคยมีชีวิตอยู่อย่างเร่งรีบ คิดว่าทั้งหมดนั้นเพียงเพื่อเธอ

ทว่า ในยามที่เราสองต่างมีชีวิตอยู่กันคนละฟากฝั่งของโลกใบนี้ ขอแค่เธอรู้สึกถึงสายสัมพันธ์ที่จะคงเป็นนิรันดรนี้ก็เพียงพอ


Faraway....



To be continue on PROMISE SONG

Behind The Scene 2008/2009/2010 *End*
- [FIC]WORLD BIG TOUR ~Behind The Scene~ [27 กุมภาพันธ์ 2556 21:55 น.]
- [FIC]WORLD BIG TOUR ~Behind The Scene~ [27 กุมภาพันธ์ 2556 21:55 น.]
- [FIC]WORLD BIG TOUR ~Behind The Scene~ [27 กุมภาพันธ์ 2556 21:55 น.]
- [FIC]WORLD BIG TOUR ~Behind The Scene~ [27 กุมภาพันธ์ 2556 21:55 น.]
- [FICTION]Break The Record~Behind the scene~ [27 กุมภาพันธ์ 2556 21:55 น.]
- [FICTION]Break The Record~Behind the scene~ [27 กุมภาพันธ์ 2556 21:55 น.]
- [FICTION]Break The Record~Behind the scene~ [27 กุมภาพันธ์ 2556 21:55 น.]
- [FICTION]Queen Of Pirates ~Behind the scene~ [27 กุมภาพันธ์ 2556 21:55 น.]
- [FICTION]Queen Of Pirates ~Behind the scene~ [27 กุมภาพันธ์ 2556 21:55 น.]
- [FICTION]Queen Of Pirates ~Behind the scene~ [27 กุมภาพันธ์ 2556 21:55 น.]
ดูทั้งหมด

ความคิดเห็นที่ 1
I loved that this celine outlet came to me from across the oceans,goyard outlet that she had a history.Giuseppe Zanotti Who was the lady in Japan who carried her? Was the she a valentino replica from a lover,gucci replica acquire that most unbecoming smell.At valentino outlet online , handbags are king.valentino outlet store The brand might now make full lines of ready-to-wear,valentino outlet outerwear, valentino online , accessories and jewelry.

But if the true religion outlet are selling, none of that other stuff really matters. With the new true religion outlet online that debuted as true religion outlet store part of the brand's Fall true religion jeans collection this morning,true religion jeans outlet that shouldn't be a problem.cheap true religion Many of the new true religion replica in this collection were petite trunks,true religion outlet online store some of which were customizable;true religion replica jeans they looked like they'd be perfect

Moncler CLEARANCE instead of something that someone might actually carry. Moncler doudoune ardent fans have long collected the moncler outlet online store trunks to display in their homes,moncler outlet I can see the Instagrams now.The functional moncler factory outlet were also a treat.moncler outlet online and although the stone-studded ones were a moncler replica for my taste, the rest of the group more than made up for it.moncler outlet store A particular favorite was the white Alma,chanel replica for which the brand is known.www.truereligionoutlets.net/
ชื่อ : gucci   E-mail : WQM@163.COM    วันที่ : 2 ธันวาคม 2558 09:08 น.
IP : 103.233.80.XXX

  แสดงความคิดเห็น

ตัวหนา ตัวเอียง ตัวขีดเส้นใต้ ตัวขีดกลาง ชิดซ้าย กึ่งกลาง ชิดขวา รูปภาพ ลิ้งก์ ขนาดต้วอักษร สีต้วอักษร

ชื่อ: *
E-mail : *
ไม่ต้องการแสดง Email
รหัสตรวจสอบ : Security Image
* กรุณากรอกรหัสที่อยู่ในรูป

Copyright by http://www.alizzykame.com
2006-2015
Engine by MAKEWEBEASY