ดูสินค้าในตะกร้า    แจ้งการชำระเงินออนไลน์   
  
   FICTION BOOK (17)
   WEBBOARD
สถิติผู้เข้าชม
 ขณะนี้มีผู้เข้าใช้ 3
 ผู้เข้าชมในวันนี้ 166
 ผู้เข้าชมทั้งหมด 1,006,939
กรุณาฝาก Email ของท่าน
  เพื่อรับข่าวสาร ที่น่าสนใจ
7 มีนาคม 2564
อา จ. อ. พ. พฤ ศ. ส.
 
10  11  12  13 
14  15  16  17  18  19  20 
21  22  23  24  25  26  27 
28  29  30  31       
             
  Behind The Scene 2008/2009/2010 *End*
[FIC]WORLD BIG TOUR ~Behind The Scene~
[27 กุมภาพันธ์ 2556 22:08 น.]จำนวนผู้เข้าชม 1909 คน
4th Track : promise song




‘ก็บอกว่าจะไปเรียนต่อแค่ไม่กี่เดือน ไม่ใช่ว่าจะบ๊ายบายกันตลอดชีวิตเสียหน่อย’

โกหก!!!



‘การที่ฉันกับนายได้มาพบกันมันเหมือนกับเป็นปาฏิหาริย์’

‘ที่ที่ฉันจะกลับไปคือสถานที่ซึ่งท่วงทำนองของเธอกำลังบรรเลง’

โกหก!!!


‘ขอโทษนะที่ทำให้ต้องเป็นห่วง แต่ฉันจะไม่จากนายไปไหนอีกแล้วล่ะ’

โกหก!!!


‘KAT-TUNจะต้องมีกัน6คน และนายก็คือคนที่สำคัญที่สุดสำหรับฉัน’

นี่ก็เรื่องโกหกเหมือนกันอีกแล้วใช่ไหม!!??

.


.



คำพูดพวกนั้นไม่เคยมีความหมาย ตราบใดที่หัวใจของคนเราไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นกับวาจาที่เคยได้ลั่นออกมาจากปากของตัวเอง

จะให้เชื่ออะไรกับคำสัญญาของคนที่ไม่เคยรักษาสัญญา

เพราะอาคานิชิ จินก็เป็นแค่คนโกหกคนหนึ่งเท่านั้น!!!





“Caramel Macciatio ไซส์Mediumที่สั่งไว้ได้แล้วค่ะ”

หลังเสียงเรียกเตือนของพนักงานสาวในร้านStarbuckสาขารปปงงิฮิลล์ดังขึ้น ชายหนุ่มร่างสูงในชุดเสื้อวอร์มผ้าเจอร์ซีก็จ่ายค่ากาแฟและครัวซองค์สำหรับเป็นอาหารมื้อเช้าให้กับตนเอง แล้วเดินแหวกเสียงร้องอุทานอย่างตื่นเต้นของลูกค้าคนอื่นๆที่เข้ามาใช้บริการโดยไม่คาดฝันว่าจะได้พบกับศิลปินสังกัดจอห์นนี่ซึ่งกำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ถึงพฤติกรรมและผลงานอยู่ในขณะนี้

กาแฟผสมคาราเมลซึ่งค่อนข้างหวานแต่เมื่อผ่านลิ้นของเขาแล้วมันกลับขมเฝื่อนไปทั่วทั้งลำคอ เช่นเดียวกับสายลมช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิที่อยู่ๆก็พลันหนาวเหน็บไม่ต่างกับเวลาที่หิมะกำลังโปรยปราย ดอกซากุระที่ผลิบานตลอดสองข้างทางร่วงโรยไปอย่างเงียบเหงาไม่แตกต่างอะไรกับชีวิตของอาคานิชิ จินในตอนนี้ ถึงแม้ว่าจะมีเพื่อนฝูงรายล้อม ยกย่องให้เป็นเหมือนดวงดาวที่ส่องสว่างอยู่ท่ามกลางผู้คนซึ่งไม่มีอะไรโดดเด่นน่าสนใจ หากมันก็เป็นเพียงความฉาบฉวยที่มีชื่อเสียงและผลประโยชน์เป็นตัวแปร.... ใช่ว่าเขาจะไม่รู้ว่าถ้าหากอาคานิชิ จินเป็นคนธรรมดา ไม่ใช่นักร้องเด็กปั้นของค่ายJEที่มากด้วยชื่อเสียงและอิทธิพล ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาได้รับในขณะนี้ก็คงเป็นได้แค่ความฝันลมๆแล้งๆเช่นกัน

ตลอดระยะเวลากว่าหนึ่งเดือนเต็มหลังจากที่ประกาศข่าวเรื่องการพักงานยูนิตเพื่อไปแสดงโซโลคอนเสิร์ตที่อเมริกา ไม่มีคืนไหนเลยที่เขาจะสามารถข่มตานอนลงได้โดยไม่นึกถึงเหตุการณ์ที่นิสเซเธียเตอร์หลังจบไลฟ์รอบสุดท้าย จนบางครั้งยังรู้สึกว่าตนเองเหมือนเป็นโรคประสาทอ่อนๆชนิดที่ต้องดื่มเหล้าย้อมใจหรือทำอะไรก็ได้เพื่อให้หลับได้ตามปกติ

ฝันร้ายที่ถาโถมเข้ามาพร้อมกับเสียงของคาซึยะซึ่งประณามว่าเขาเป็นคนโกหกวนเวียนไปมาเสมือนเทปวิดิโอที่กรอกลับจนยืดยาน โดยมีจิตใต้สำนึกคอยโต้เถียงว่าเขาไม่ได้อยากเป็นคนโกหก แต่ใครจะสามารถคาดเดาอนาคตที่ตั้งอยู่บนความไม่แน่นอนได้



‘ไม่มีสัญญาณตอบรับจากเลขหมายที่ท่านเรียก............’

มือถือเครื่องสีดำถูกเก็บเข้ากระเป๋ากางเกงเมื่อผลลัพธ์ในการโทรออกนั้นยังคงเหมือนเดิม เสียงสัญญาณปลายทางถูกตัดเข้าระบบตอบรับอัตโนมัติบ่งบอกให้รู้ว่าเจ้าของโทรศัพท์IPhoneสีขาวที่มีเขาเพียงคนเดียวที่รู้เบอร์เรียกเข้าได้ปิดตายเครื่องมือสื่อสารเครื่องนี้ไปแล้ว....

อารมณ์โกรธเคืองที่มีต่อผู้คนรอบกายแปรเปลี่ยนเป็นความหดหู่อย่างพูดไม่ออกบอกไม่ถูก ผืนอกหนาทอดถอนลมหายใจด้วยความกลัดกลุ้ม ความฝันที่เคลื่อนเข้ามาใกล้หากกลับต้องแลกเปลี่ยนด้วยความรักที่หลุดลอยห่างออกไปทุกชั่วขณะ ท้องฟ้าสีครามว่างเปล่าไร้ก้อนเมฆ แก้วกาแฟที่ถูกวางทิ้งเอาไว้จนน้ำแข็งละลายจืดชืด หากต้องจำทนอยู่ในสภาพเวิ้งว้างโดดเดี่ยวเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ อีกไม่นานตัวเขาก็คงระเหยกลายเป็นหมอกควันและสูญสลายไปท่ามกลางสายลมบั้นปลายฤดูใบไม้ผลิอันแสนเงียบเหงาอย่างแน่นอน



..........



นิชิกิโด เรียวถอนหายใจอย่างปลงตกให้กับเพื่อนเจ้าปัญหาซึ่งกรอกเตอกิล่าเพียวๆลงคอไปกว่าครึ่งค่อนขวดพลางส่งเสียงตะโกนโหวกเหวกฟังไม่ได้ศัพท์แข่งกับเสียงเพลงจากบูทดีเจด้านนอกโซนVIP เคราะห์ดีที่สถานบันเทิงยามราตรีย่านรปปงงิในคืนกลางสัปดาห์นั้นผู้คนค่อนข้างบางตา เขาจึงหมดห่วงเรื่องที่จะมีแฟนเพลงหรือคนรู้จักมาพบเห็นภาพไม่น่ามองที่อาจทำให้พวกเขาทั้งกลุ่มตกที่นั่งลำบากในภายหลังได้.... ใบหน้าหล่อจัดแดงก่ำแลดูไร้สติสัมปชัญญะในขณะที่มือข้างหนึ่งแทบจะยกคอขวดแก้วทรงเหลี่ยมจุกปากเป็นที่น่าเอน็จอนาถเสียยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด จนกระทั่ง ชิโรตะ ยูหันมาบุ้ยใบกระซิบกระซาบเป็นเชิงขอร้องให้เขาจัดการกับเพื่อนร่างสูงที่สภาพไม่ต่างจากคนป่วยเป็นโรคพิษสุราเรื้อรังซึ่งอาการกำลังกำเริบนั้นเสียที

“ทำอะไรสักอย่างสิวะแก จะปล่อยให้มันทำตัวเป็นถังเหล้าเคลื่อนที่ไปถึงเมื่อไร?”

“ปัญหาของมัน อะไรๆก็ของมัน แล้วฉันจะไปพูดอะไรได้วะ?”

หนุ่มโอซาก้าบอกปัดด้วยความเบื่อหน่ายเพราะรู้ดีว่าจะห้ามคนเมาไม่ให้กินเหล้านั้นยากเสียยิ่งกว่าห้ามผู้หญิงมีประจำเดือนไม่ให้หงุดหงิดเสียอีก ยิ่งนึกถึงต้นสายปลายเหตุที่ทำให้อีกฝ่ายดื่มเหล้าต่างน้ำย้อมใจตั้งแต่ยังไม่สี่ทุ่มก็ยิ่งสมเพชเวทนาจนไม่รู้จะด่าอย่างไร....

จำได้ว่าคราวก่อนก็เพิ่งจะเล็คเชอร์ไปว่าให้กลับไปคุยกันด้วยเหตุผลและอย่าใช้อารมณ์ แต่ไม่ทันไร ละครรักอาคาคาเมะที่เคยหวานเลี่ยนก็กลับกลายเป็นหนังบู๊แอคชั่นดราม่าถึงขั้นเลือดตกยางออกในที่ชุมชน แม้ว่าจะสามารถปิดเรื่องนี้ไม่ให้ไปถึงหูผู้ใหญ่ในค่ายและนักข่าวได้ แต่ผลกระทบจากการทะเลาะเบาะแว้งก็เลวร้ายไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

“บอกแล้วว่าให้คุยกันดีๆ อย่าใช้อารมณ์ เอะอะไม่พอใจก็ฟาดปากกันกลางที่สาธารณะ ทีนี้ใครจะไปช่วยมันได้ล่ะ”

“แต่คาเมะนาชินี่ก็ใช่ย่อยนะ เห็นพวกJoshบอกว่าปากจัดน่าดู”

ชิโรตะทำท่าห่อไหล่อย่างเข็ดขยาดเมื่อนึกถึงคำบอกเล่าจากเพื่อนต่างชาติที่อยู่ในเหตุการณ์ หลายครั้งหลายคราวที่ได้ฟังกิตติศัพท์ความร้ายกาจของน้องเล็กแห่งKAT-TUNจากปากยามะพี เขาก็ยังไม่ปักใจเชื่อมากนักเพราะคิดว่าคนไม่ชอบหน้ากันก็ย่อมไม่พูดจาในแง่ดีถึงกันอยู่แล้ว แต่เมื่อมาเกิดกรณีศึกษาของจินที่มีพยานรู้เห็นนับสิบแล้วจะไม่เชื่อได้อย่างไรไหว หากนิชิกิโดก็เพียงแค่แค่นเสียงทับถมใส่คนที่นั่งดวดเหล้าตาเยิ้มอย่างนึกสมน้ำหน้า

“คนหนึ่งปากร้าย อีกคนมือหนักตีนหนัก ก็สมกันดีแล้วนี่!!”

“เฮ้ย.... ไอ้เรียว แกดูนั่น!!!”

ฉับพลัน มือใหญ่เกือบเท่าครึ่งกระดาษเอสี่ก็ฟาดลงกลางหลังจนชายหนุ่มจากฝั่งคันไซแทบสำลักวอดก้าครุยเซอร์ออกทางปาก ก่อนที่เพื่อนลูกครึ่งสเปนจะทำท่าชี้นิ้วเรียกให้เขามองดูอะไรบางอย่างที่น่ากลัวเสียยิ่งกว่าผี.... มิยาโอะ โจจิ นักเทนนิสอดีตเพื่อนในกลุ่มที่ถูกจับด้วยข้อหาเกี่ยวกับยาเสพติดกำลังโบกไม้โบกมือมาทางพวกเขา ซ้ำยังเดินเข้ามาใกล้ด้วยความสนิทสนมคุ้นเคย สร้างความหวั่นวิตกให้กับเหล่าอิเคเมนซึ่งเคยถูกต้นสังกัดหมายหัวเอาไว้เพราะเกรงว่าจะพลอยฟ้าพลอยฝนตกเป็นข่าวว่าพี้ยาไปด้วย

“มันไม่ได้โดนกักบริเวณอยู่เหรอวะ ทำไมถึงโผล่หัวมาที่นี่ได้?”

“ยังไงก็ช่างเหอะ.... แกกับฉันต้องกันไอ้หมอนั่นออกไปจากกลุ่มเราให้ได้ ขืนมีพวกเล่นยามานั่งด้วย ท่านประธานรู้เข้ามีหวังซวยหมู่แน่ๆ”

นิชิกิโดเร่งสั่งการบอกกล่าวเพื่อนที่เหลือให้เข้าประจำการป้องกันเขตแดน หัวสมองพยายามนึกหาคำพูดเชิญฝ่ายตรงข้ามกลับบ้านอย่างประนีประนอมที่สุดเพื่อไม่ให้ต้องขุ่นข้องหมองใจกัน แต่ทว่า อาคานิชิ จินกลับหัวเราะตัวงอ เมาหนักจนไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรกับใครก่อนจะลุกขึ้นตะโกนโหวกเหวกเรียกมิยาโอะ โจจิให้มานั่งด้วยกัน ลืมคำสั่งคาดโทษจากคุณจอห์นนี่ไปสนิทใจ ท่ามกลางสายตาของเพื่อนร่วมก๊วนปาร์ตี้ที่ได้แต่อ้าปากค้างเพราะห้ามไม่ทัน

“เฮ้!!!!! โจจิ มานั่งนี่สิ!!!!!!!!”

“นั่นไง ไม่ทันแล้วโว้ย!!!!!”




“เห็นในข่าวบอกว่าจะไปแอลเออีกแล้วเหรอ โชคดีจังเลยนะ?”

“โชคดีกับผีน่ะสิ.... ทั้งโดนด่า ทั้งโดยรังเกียจหาว่าเป็นไอ้เห็นแก่ตัว ทิ้งเพื่อน ทิ้งเมียเพราะอยากดัง ขนาดหมาที่บ้านยังไม่อยากเข้าใกล้เลย!!!”

ร่างสูงเอนหลังหงายราบลงไปกับเบาะหนังสีแดงสดขณะที่ปากก็เอ่ยประชดราวกับกำลังโกรธคนทั้งคนที่ไม่เข้าข้างตนเอง เป็นเรื่องธรรมดาที่หลังการแถลงข่าวพักงานยูนิตจะต้องมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์และแรงต่อต้านจากแฟนคลับซึ่งต้องการเห็นKAT-TUNอยู่กันพร้อมหน้า6คนครบตัวอักษร แต่สิ่งที่เขาทนไม่ได้ก็คือแรงประท้วงจากคนใกล้ตัวที่สะท้อนกลับมาในรูปของการด่าทอ เมินหน้าหนี ไม่รับโทรศัพท์จนถึงขอตัดความสัมพันธ์.... ทั้งที่ก้มหัวพูดขอโทษในห้องประชุมแล้วแต่ก็ยังไม่จบ มิหนำซ้ำคาซึยังตามมาหาเรื่องถึงที่นิสเซเธียเตอร์ ด่าจนสะใจแล้วก็ตบหน้า พอเขาตอบโต้บ้างก็กลายเป็นผู้ร้ายในสายตาคนอื่นทันที เขาผิดอะไรนักหนาอย่างนั้นหรือถึงต้องมาทำกันแบบนี้?

“เอาน่า ได้อย่างมันก็ต้องเสียอย่าง ยังไงนายก็ยังLucky in game”

มิยาโอะ โจจิหัวเราะเบาะในลำคอพลางเอื้อมมือรับเบียร์บัดไวเซอร์ที่โอนเนอร์ของร้านนำมาบริการเป็นพิเศษ ด้วยความที่หายหน้าหายตาไปนานบวกกับข่าวอื้อฉาวที่กลายเป็นเรื่องใหญ่โตจึงทำให้คนที่เคยรู้จักกันต่างแวะเวียนมาทักทายหนุ่มนักเทนนิสไม่ขาดระยะ เมื่อฝูงชาขนาดย่อมเริ่มซาลงไป จินจึงเป็นฝ่ายถามสารทุกข์สุกดิบของเพื่อนบ้างทั้งๆที่เตอกิล่ายังไม่ห่างมือ

“ว่าแต่นายเถอะ ช่วงนี้แทบจะไม่ได้ลงแข่งเลยนี่ แล้วหายหัวไปไหนมาตั้งนาน?”

“ก็เพราะเรื่องคราวนั้นนั่นแหละ ฉันเลยโดนโค้ชสั่งกักบริเวณ พอครบกำหนดออกมาได้ ฉันก็ตรงมาที่นี่ก่อนเลย”

ร่างหนาผิวสีแทนยกเบียร์อเมริกันขึ้นดื่มดับกระหายรวดเดียวแทบเกลี้ยงขวด ปลดปล่อยความรู้สึกอัดอั้นจากการถูกกักตัวเอาไว้แต่ข้างในแมนชั่นแคบๆใจกลางเมืองตามลำพังนานหลายเดือน

“การที่ต้องทำอะไรตามใจคนอื่น อยู่ในกรอบที่คนอื่นกำหนดให้นี่มันน่าอึดอัดชะมัดยาด.... ฉันฝึกเทนนิสมาตั้งแต่เด็กก็เป็นเพราะความต้องการของพ่อแม่ ตื่นเช้ามาก็ต้องซ้อมจนบ่ายจนค่ำ บางวันก็ถึงดึกดื่น ทั้งๆที่ฉันเองก็มีอะไรอีกหลายอย่างที่อยากทำเพื่อตัวเองบ้าง”

“พูดออกไปยังไงก็ไม่มีใครเข้าใจความรู้สึกของฉันหรอก เอาแต่บอกว่าถ้าไม่เล่นเทนนิสแล้วจะไปทำมาหากินอะไร.... ถูกจับแล้วโดนแบนตลอดชีวิตก็ดีเหมือนกัน คนพวกนั้นก็จะได้เลิกยุ่งกับฉันเสียที”

ประโยคคำพูดเหมือนระบายความทุกข์กระทบใจคนฟังเข้าอย่างจัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการไม่มีอิสระและต้องทำตามความต้องการของคนอื่นอยู่ตลอดเวลา นักร้องหนุ่มพยักหน้าหงึกหงักจนหัวคลอนราวกับว่าเห็นคล้อยตามที่โจจิพูดไปเสียทุกอย่างประหนึ่งว่าฟ้าได้ประทานเพื่อนที่มีความรู้สึกนึกคิดแบบเดียวกันมาให้.... ร่างสูงดีดตัวลุกพรวดขึ้นจากเบาะโซฟา ขยับเข้าไปตบบ่ามิยาโอะ โจจิเป็นเชิงปลอบใจโดยที่สภาพของตนเองนั้นดูไม่จืดยิ่งกว่าหลายเท่า น้ำเสียงทุ้มห้าวประกาศกร้าวว่าจะอยู่เคียงข้างสหายรักร่วมชะตากรรมไปตราบจนชั่วฟ้าดินสลาย

“ช่างแม่งดิ อย่างน้อยนายก็มีพวกฉันเป็นเพื่อนนะเว้ย”

“ความทุกข์มันก็ยังอยู่ที่เดิม อยู่ที่ว่าเราเลือกที่จะวิ่งเข้าไปชน หรือหนีจากมันไปอย่างเงียบๆ แต่สำหรับฉัน ความอดทนมันมากเกินพอแล้ว”

มิยาโอะเอนหลังพิงพนักโซฟาก่อนจะล้วงเอาบุหรี่มวนสีน้ำตาลยี่ห้อที่จินไม่ค่อยคุ้นตานักออกมาจากกระเป๋ากางเกง ทันทีที่ไฟจุดติดส่งกลิ่นควันฉุนประหลาดออกมาเขาก็เข้าใจได้ในทันทีว่ามันคือบุหรี่ยัดไส้เนื้อแบบเดียวกับที่ทำให้เจ้าตัวโดนหิ้วไปโรงพักเมื่อหนก่อน.... นักเทนนิสหลับตาลงอย่างผ่อนคลาย รอยยิ้มเคลิ้มฝันปรากฏขึ้นบนใบหน้าที่เต็มไปด้วยร่องรอยของความทุกข์ เสียงหัวเราะเบาๆกับเสียงฮัมเพลงในลำคอบ่งบอกถึงหัวสมองอันว่างเปล่าลืมเลือนเรื่องเลวร้ายไปจนหมดสิ้น แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้านั้นมีโทษร้ายแรง แต่ด้วยสติสัมปชัญญะรับรู้ผิดชอบชั่วดีได้ถูกฤทธิ์แอลกอฮอลล์ครอบงำไปกว่าครึ่ง ให้ทำอย่างไรก็ได้ ขอเพียงแค่เขาจะสามารถหลบหนีเสียงประณามและความเกลียดชังที่คนรอบข้างสาดเทเข้าใส่ได้บ้าง

“ไอ้นั่น........มันช่วยให้นายหนีความทุกข์ได้จริงเหรอวะ?”

“จะมาหนีด้วยกันไหมล่ะ อะไรที่ทำให้นายทุกข์ใจก็ลืมๆมันไปเสีย ยังไงเราก็ไม่มีวันเปลี่ยนแปลงโลกนี้ให้หมุนตามใจชอบได้ ก็ป่วยการเปล่าที่จะไปยื้อมันเอาไว้แล้วมานั่งเสียใจอยู่คนเดียว?”

คำเชิญชวนที่ฟังดูราวกับเสียงกระซิบของปิศาจกระตุ้นเร้าจิตใจที่อ่อนไหวต่อคำวิพากษ์วิจารณ์อยู่เป็นทุนเดิมให้เอนเอียงออกจากเส้นแบ่งของความถูกต้องและความผิดพลาด ทุกประโยคคำพูด ทุกสายตาที่จ้องมองมาอย่างโกรธเคืองยังคงวนเวียนอยู่ข้างในห้วงสามัญสำนึก รอคอยไอควันจากใบกัญชาที่แฝงตัวมาในคราบของบุหรี่ธรรมดาบดบังให้เลือนหาย.... แต่ทว่า

.



.


“โทษทีนะ โจจิ!!!”

มือลึกลับเอื้อมมาจากทางด้านหลังฉวยบุหรี่สอดไส้สิ่งแปลกปลอมให้พ้นจากปากของอาคานิชิ จินแล้วขว้างลงพื้น ใช้เท้าเหยียบจนดับเละเทะต่อหน้าต่อตากลุ่มเพื่อนเที่ยวต่างชาติ มิยาโอะกระโจนลุกขึ้นตื่นจากภวังค์ซึ่งกำลังเคลิ้มคล้อยได้ที่โผตรงเข้ากระชากคอเสื้อคนที่เข้ามาแส่ด้วยแรงโมโหเดือดจนถึงขีดสุด ทั้งภาวะกดดันในใจผสานกับฤทธิ์กัญชาทำให้เขาไม่สามารถยับยั้งอารมณ์และการกระทำของตัวเองได้ มือใหญ่ที่จับไม้แร็คเก็ตจนหยาบกร้านกำหมัดเงื้อขึ้นสูงหมายจะชกหน้าหนึ่งในไอดอลของค่ายJEแต่ก็ถูกคนอื่นลากตัวออกห่างมาเสียก่อน แต่กระนั้น มิยาโอะ โจจิก็ยังคงกรรโชกเสียงห้วนถามเอาเรื่องเหมือนคนคลุ้มคลั่ง

“ทำบ้าอะไรของนายวะ นิชิกิโด!!!??”

“ฉันว่านายเอาเวลาพร่ำเพ้อเรื่องพวกนี้ไปเข้าสถานบำบัดให้หายขาดแล้วค่อยกลับมาดีกว่านะ.... จะคิดอะไรเข้าข้างตัวเอง ฉันไม่ว่า แต่อย่ามาดึงคนอื่นให้เขาตกต่ำไปกับนายด้วยเลย!!!”

หนุ่มโอซาก้าพูดเสียงเรียบ ทั้งตัดบท ทั้งด่าทิ้งทวนให้กับพฤติกรรมอันเหลือรับของอีกฝ่ายที่นอกจากจะเลิกยาไม่สำเร็จ ซ้ำยังหาเหตุผลข้างๆคูๆมาแถว่าที่ต้องเสพยานั้นเป็นความผิดของคนอื่น แต่ที่ไม่อยากเชื่อยิ่งกว่าก็คือนอกจากอาคานิชิ จินจะไม่ห้ามปรามแล้ว ยังประสาทกลับคิดไปได้ว่าโจจินั้นตกที่นั่งเดียวกันกับตัวเอง เป็นพวกชีวิตอาภัพแสนเศร้าบัดซบจนต้องหาทางออกแบบสิ้นคิดเหมือนกัน ซึ่งไอ้เจ้าว่าที่ศิลปินโกอินเตอร์ก็ลุกขึ้นตะโกนด่าเรียวปาวๆแลดูเสียสติพอกันกับนักเทนนิสขี้ยา ไม่ได้สำนึกเลยแม้แต่น้อยว่าเกือบทำความผิดขั้นรุนแรงที่มีผลต่อหน้าที่การงานและอนาคตไปแล้ว

“ไอ้เรียว พูดอะไรแบบนั้นวะ.... โจจิเป็นเพื่อนเรานะเว้ย แกเข้าใจไหม คำว่าเป็นเพื่อนกันน่ะ!!!???”

“เออ เข้าใจ!!! แต่คนเป็นเพื่อนกันก็ไม่จำเป็นต้องเห็นดีเห็นงามเข้าข้างกันไปหมดทุกอย่าง โดยเฉพาะถ้ามันเป็นเรื่องที่จะทำให้ตัวแกหรือใครต้องใครต้องฉิบหายวายป่วงไปด้วย!!!!”

เมื่อพูดกันดีๆแล้วไม่เข้าใจ คำต่อไปก็ย่อมต้องขึ้นเสียงด่าให้ตรงจุด นิชิกิโด เรียวพยายามนับหนึ่งถึงสิบในใจ บอกตัวเองว่าอย่าโกรธคนบ้าอย่าถือสาคนเมา แต่ถ้าหากเมาแล้วพาลอาละวาดพูดจาโหวกเหวกแถมยังช่างประชดประชันกวนบาทาอย่างเจ้านี่ ครั้นจะปล่อยเลยตามเลยโดยไม่สั่งสอนก็แลดูกระไรอยู่

“ก็แกมันโชคดีกว่าฉันนี่หว่า.... เพื่อนในยูนิตแกก็ดี คนรอบตัวก็เข้าอกเข้าใจแกไปหมดทุกอย่าง ไม่เหมือนฉันกับโจจิที่ถูกบังคับให้ทำโน่นทำนี่ตามความต้องการของคนอื่น.......ฉันก็มีสิ่งที่ตัวเองอยากทำ แล้วถ้าฉันจะทำตามความฝันมันผิดตรงไหนวะ......ทำไมพวกแกต้องมาห้ามฉันด้วย!!!!???”


“ฉันตบคาซึยะแล้วยังไงล่ะ!!?? ก็หมอนั่นมันดื้อด้าน พูดจาไม่รู้เรื่องเองนี่ แถมยังทำเป็นอวดดีมาบอกเลิกฉันก่อนอีก......ชีวิตฉันมันจบแล้วโว้ย ไม่มีอะไรให้เสียอีกต่อไปแล้ว!!!!!”

“แม่ง......เมาแล้วพูดไม่รู้เรื่องนี่หว่า”

ชิโรตะหันมาพึมพำอย่างปลงตกเมื่อจินดูท่าจะเตลิดกู่ไม่กลับ จากความไม่พอใจที่โจจิโดนไล่กลับบ้านกลายมาเป็นเปรียบเทียบชะตาชีวิตตัวเองกับคนอื่น ลามเรื่อยไปถึงเรื่องของคาเมะนาชิ คาซึยะที่ไม่ได้มาร่วมรู้เห็นอะไรในคืนนี้ด้วย.... นักร้องวงKanjani8สบถด่าไม่ดังนักให้กับสารพัดความยุ่งยากที่เกิดขึ้นทั้งที่ตัวเขาก็แค่อยากจะมาดื่มสังสรรค์กับเพื่อนฝูงตามปกติ หากต้องมาตามล้างตามเช็ดปัญหาของอาคานิชิ จินเหมือนพ่อแม่ที่มีลูกเป็นอันธพาลประจำโรงเรียนอย่างไรก็อย่างนั้น

“แกเอาโจจิกลับไปเก็บด้วย ยู.... ไอ้บ้านี่เดี๋ยวฉันจัดการเอง!!!”


.........................


...................


..............

“แค่กๆๆๆ!!!!!! ทำบ้าอะไรของแกวะ ไอ้เรียว!!!!??”

น้ำเย็นจัดจากอ่างล้างมือสาดเข้าใส่ใบหน้าหล่อจัดแดงก่ำต่อเนื่องเป็นชุดจนแทบสำลัก เรียกสติสัมปชัญญะที่หดหายไปกว่าครึ่งค่อนให้กลับเข้าที่เข้าทางได้ชะงัด.... อาคานิชิ จินไอโขลกเอาของเหลวที่กลืนลงลำคอไปโดยไม่ทันตั้งตัวออกก่อนจะหันกลับมาสาปส่งเพื่อนตัวเตี้ยหน้าดุที่บังอาจทำตัวเป็นขาโหดลากตนเองเข้ามาในห้องน้ำเพื่อเอาน้ำก๊อกเย็นๆราดอย่างไร้เหตุผล ข้างในศีรษะยังคงปวดตุบเต้นตามจังหวะชีพจรจึงพอรู้ว่าตัวเขาดื่มหนักกว่าปกติจึงอาจพูดจามึงมาพาโวยไปบ้าง แต่ถึงอย่างนั้น จินก็รู้สึกไม่พอใจอยู่ดีที่เรียวมายืนคุมเชิงเขาเหมือนเป็นผู้ต้องหาก่อคดีร้ายแรงโดยที่ในมือยังถือขวดพลาสติกซึ่งกรอกน้ำเอาไว้จนเต็ม

“สร่างหรือยัง ถ้ายังจะได้แถมให้อีกรอบ?”

“พอแล้ว!!!!”

ร่างสูงขมวดคิ้วหน้ายุ่งดึงชายเสื้อยืดที่สวมอยู่ขึ้นมาเช็ดคราบน้ำออกจากใบหน้าระหว่างที่นิชิกิโดเริ่มต้นเทศนา ริมฝีปากได้รูปบิดเม้มอย่างโกรธเคืองพลางทำท่าจะเดินหนีออกจากพื้นที่สี่เหลี่ยมคับแคบ หากก็ถูกเรียวดึงเอาไว้ไม่ให้ลอดประตูผ่านไปได้

“รู้ตัวหรือเปล่าว่าเกือบทำอะไรลงไป ลำพังเรื่องเก่าๆก็ฉาวจนคนที่บริษัทตามเก็บให้ไม่ไหว ยังริอาจจะเล่นยาอีก.... แค่นอนกอดขวดเหล้ากลิ้งเกลือกอยู่กลางร้านก็ทุเรศมากพออยู่แล้ว อยากหมดอนาคตกลายเป็นไอ้ขี้ยาว่างงาน สังคมรังเกียจเหมือนอย่างโจจิมันหรือไง?”

“อีแค่บุหรี่ไส้เนื้อกระจอกๆ ลองครั้งเดียวไม่เป็นไรหรอกน่า ฉันก็แค่อยากสบายใจขึ้นเท่านั้น!!!”

“ถ้าครั้งเดียวมันไม่เป็นไรจริง แล้วเขาจะกำหนดให้มันเป็นของผิดกฎหมายไปทำไม.... เรียนน้อยแล้วอย่ามาทำเป็นห่ามนักเลย!!!”

เมื่อหมดปัญญาจะเถียงสู้ ร่างสูงใหญ่ก็ทรุดลงนั่งพิงกำแพง ท่อนขาใหญ่ยกขึ้นชันเข่าซบหน้าอย่างหมดอาลัยตายอยากในชีวิต ประกอบกับสภาพเปียกปอนเหมือนตัวอะไรสักอย่างตกน้ำก็ยิ่งทำให้อาคานิชิ จินในเวลานี้แทบไม่แตกต่างอะไรเลยกับคนเรือแตกที่กำลังเคว้งคว้างลอยคออยู่กลางมหาสมุทรอย่างโดดเดี่ยว

“ถามจริงเหอะ แกทุกข์ใจอะไรนักหนาวะ.... สิ่งที่แกเคยหวัง เคยฝันก็ได้มาจนแทบจะครบหมดแล้วนี่ ยังไม่พอใจอะไรอีก?”

นิชิกิโด เรียวย่อตัวนั่งลงกับพื้นตามเพื่อนซี้ต่างวงซึ่งสภาพจิตใจนั้นส่อเค้าทำท่าจะย่ำแย่ไม่แพ้สภาพภายนอก น้ำเสียงห้วนที่เมื่อครู่ก่นด่าสั่งสอนไม่ปรานีทอดอ่อนลงขณะเอ่ยถามถึงต้นสายปลายเหตุที่ส่งผลให้อีกฝ่ายทำตัวหดหูน่าสังเวชได้ถึงเพียงนี้ ถึงแม้จะรู้อยู่รางๆว่าอย่างไรก็คงหนีไม่พ้นเรื่องของคาเมะที่เป็นปัญหาลูกโซ่พันกันยุ่งเหยิงนับตั้งแต่จินเลือกไปเปิดโซโลไลฟ์ที่อเมริกาแทนที่จะอยู่กับKAT-TUN

“.......คาซึ.......ทิ้งฉันไปแล้ว.......”

“ฉันพยายามโทรหาเขาไม่รู้กี่ร้อยกี่พันหน แต่ยัยโอเปอร์เรเตอร์เฮงซวยนั่นก็เป็นคนรับสายตลอด.....ถึงจะอยากคุย อยากเจอ อยากเห็นหน้ามากแค่ไหนก็ทำไม่ได้.......แบบนี้จะไม่ให้ฉันทุกข์ใจยังไงไหว!!!??”

“ฉันนึกว่าแกจะเห็นเรื่องไปอเมริกาสำคัญกว่าคาเมะเสียอีก ถ้ารักขนาดนั้นแล้วทำไมไม่ทะนุถนอมให้ดีตั้งแต่แรกล่ะ?”

“ฉันรู้ว่าตัวเองผิดที่อารมณ์ร้อนไปแบบนั้น แต่คาซึก็ไม่ควรจะใช้คำพูดหาเรื่องดูถูกฉันเหมือนกันนี่.... ถึงจะเที่ยว จะเมายังไง แต่ฉันก็จริงจังกับไลฟ์ในอเมริกามากนะเว้ย คำพูดของเขาที่หาว่าฉันมันก็ดีแต่ทำปากเก่งไปวันหนึ่งๆ มันทำให้รู้สึกเหมือนโดนหยามน้ำหน้าว่าเป็นแค่ไอ้กระจอกที่ไม่มีทางทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันได้”

“ก็เพราะว่ารักไม่ใช่เหรอ ถึงได้อยากให้เขาเข้าใจ อยากให้เขาอยู่เคียงข้าง.....ฉันก็เป็นของฉันแบบนี้.......แค่อยากมีอิสระบ้าง ออกมาทำงานเดี่ยว อยากเป็นศิลปินอย่างเต็มตัว แต่ไม่ได้อยากเสียคนรักเสียเพื่อนสักหน่อย”

อาร์ทิสหนุ่มผู้ขึ้นชื่อลือชาในความหัวดื้อระบายสิ่งที่อัดอั้นอยู่ในใจออกมาจนหมดเปลือก.... ไม่ใช่แค่คาซึยะที่เจ็บเพราะถูกทำร้าย หากตัวเขาเองก็รู้สึกเจ็บทั้งกายและใจไม่แพ้กัน ความมุ่งมั่นที่ไม่เคยมีใครมองเห็น ซ้ำยังถูกเหยียดหยามตราหน้าก็ไม่ต่างอะไรเลยกับฝุ่นผงอันแสนไร้ค่าที่เพียงลมพัดผ่านก็ปลิวหาย ไม่ได้ขอให้คนทั้งโลกมาสนับสนุนเพราะหวังแค่อยากให้คนที่ตนเองรักคอยอยู่เป็นกำลังใจให้จนกว่าเขาจะบรรลุถึงเป้าหมายที่วาดฝัน

“ถึงต้องอยู่ห่างกันแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเลิกรักนี่หว่า ทำไมถึงไม่เข้าใจกันบ้างวะ!!??”

“ไม่ใช่ว่าจะเข้าข้างคนอื่นหรอกนะ แต่ไม่คิดบ้างเหรอว่าเพราะคาเมะรักแกมาก เขาถึงได้ไม่อยากให้แกไป?”

คนฟังโคลงศีรษะยักไหล่ไปตามเรื่องตามราวด้วยเพราะเห็นว่าคนจุดชนวนนั้นไม่ใช่ใครอื่นที่ไหนไกล หากแต่เป็นร่างสูงที่ตัดพ้อรำพันอยู่ตรงหน้าเขานั่นเอง.... การไล่ตามความฝันนั้นไม่ใช่เรื่องผิด และการลาออกจากวงเพื่อทำงานเดี่ยวก็เป็นเหตุผลส่วนตัวที่ว่ากันไม่ได้หากท่านประธานมีคำสั่งอนุมัติตามคำขอ แต่สิ่งที่อาคานิชิ จิน พลาดอย่างใหญ่หลวงก็คือการถนอมน้ำใจคนรอบข้างซึ่งต้องเดือดร้อนเพราะการตัดสินใจของตนเอง หากจนกระทั่งถึงตอนนี้ที่ถูกคนรักยื่นคำขาดขอยุติความสัมพันธ์แล้ว ยกเว้นเรื่องตบคาเมะ เจ้าหมอนี่ก็ยังเอาแต่คิดว่าความขัดแย้งทั้งหมดทั้งมวลที่เกิดขึ้นนั้นเป็นความผิดของคนอื่นอยู่วันยังค่ำ

“โลกนี้มันไม่ได้หมุนรอบตัวแกคนเดียวนะ.... แกหวังจะให้คนอื่นมาเข้าใจเห็นใจแก แล้วตัวแกเข้าใจความรู้สึกของเขามากน้อยแค่ไหนกันเชียว แกบอกว่าไม่ชอบการถูกบังคับ แต่ที่แกกำลังทำก็คือบังคับให้คาเมะยอมรับการตัดสินใจของแกอย่างไม่มีเงื่อนไข พอเขาต่อต้านบ้าง แกก็หาว่าเขาไม่ดี.... คาเมะมันไม่ใช่ของตายสำหรับแกนะ”

“ฉันก็ไม่เคยบอกว่าหมอนั่นเป็นของตายนี่!!”

“ไม่เคยพูดก็จริง แต่การกระทำของแกมันใช่ว่ะ”

ปลายนิ้วใหญ่จิ้มเข้ากลางหน้าผากกว้างจนใบหน้าหล่อเหลาโงนเงนไปมาเหมือนตุ๊กตายักษ์หน้างอคอหัก ก่อนจะย้ำให้อาคานิชิ จินได้รู้สึกตัวเสียทีว่าสาเหตุที่ความขัดแย้งระหว่างตัวเองกับคาเมะ รวมถึงเมมเบอร์คนอื่นๆของKAT-TUNนั้นบานปลายกลายเป็นเรื่องใหญ่จนถึงตอนนี้มันเป็นเพราะอะไรกันแน่

“ก่อนที่จะตัดสินใจ คนที่แกเอาเรื่องพวกนี้มาปรึกษาด้วยก็คือโคบาทาเคะซัง แล้วก็พวกฉัน แต่แกไม่ได้บอกคาเมะสักคำจนกระทั่งถึงกำหนดเส้นตายที่ทางUTBให้มา ทำเหมือนไม่เห็นหัวกันแล้วอยู่ดีๆก็จะไปยัดเยียดให้เขายอมรับได้ยังไงวะ.... แค่เพราะว่าเขารักแก เขาก็เลยต้องยอมไปหมดทุกเรื่องงั้นเหรอ? เมียนะโว้ย ไม่ใช่ทาส!!!”

“......................”

ประโยคเตือนสติแทงลงกลางใจดำลึกเสียยิ่งกว่าคมมีดพาลให้ร่างสูงก้มหน้านิ่งยอมจำนนต่อคำกล่าวโทษทุกกรณี รู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาในอกยามเมื่อนึกถึงความเป็นจริงตามที่เพื่อนสนิทพูดให้เขาตระหนักและสำนึกให้ถี่ถ้วน.... เพราะเขารู้ตัวดีว่าเคยสัญญาเอาไว้กับคาเมะว่าจะไม่จากไปไหนอีก จึงพยายามเลี่ยงที่จะบอกอีกฝ่ายตามตรงมาโดยตลอดว่าได้รับข้อเสนอให้ไปอเมริกา หากพอไม่สามารถเอาชนะความทะเยอทะยานเมื่อความฝันลอยลงมาใกล้มือรอให้เอื้อมคว้า ลงท้ายก็เป็นคนโกหกที่ไม่เคยรักษาสัญญาแต่กลับจะมาเรียกร้องให้คนอื่นเข้าใจตัวเองโดยไม่มองในมุมกลับเลยว่าทั้งคาเมะและKAT-TUNเมมเบอร์ก็รู้สึกผิดหวังไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน


คำพูดที่บอกกับคาซึยะ บอกกับทุกคน ทำให้เขากลายเป็นคนไม่รักษาสัญญา และคำสัญญาของคนที่ไม่เคยรักษาสัญญาก็ไม่ได้ต่างอะไรกับขยะก้อนหนึ่งที่ไม่ควรค่าแก่การเก็บเอามาใส่ใจ

หากรู้ล่วงหน้าว่าการวิ่งไล่ตามความฝันจะทำให้ตนเองและคนรอบข้างต้องเจ็บปวดมากขนาดนี้ เขาก็คงเลือกที่จะปิดหูปิดตาอยู่นิ่งเฉย แต่เพราะว่ามันไม่มีทางเป็นไปได้ ตราบใดที่หัวใจของเขายังกระหายในความสำเร็จและคำยกย่องในฐานะศิลปินซึ่งมากด้วยความสามารถและพรสวรรค์

แต่ทว่า ความกระหายนั้นมันก็ได้ทำร้ายคนที่เขาเคยบอกว่ารักมากที่สุด แค่เพียงเอ่ยคำขอโทษก็ยังเป็นเรื่องที่ยากลำบากเกินกว่าจะทำได้



“จะว่าไป มันก็ไม่ใช่ว่าแกผิดอยู่ฝ่ายเดียวหรอก คาเมะมันก็แรงใช่น้อยเสียเมื่อไรล่ะ แต่ถ้าแกรักเขาถึงขนาดนี้ กลับไปง้ออีกทีก็ไม่เสียหลายมั้ง”

“จะมาตบตีเอาชนะกันให้มันได้อะไรขึ้นมา สู้พบกันคนละครึ่งทาง เอาใจเขามาใส่ใจเราตั้งแต่แรกก็หมดเรื่องแล้ว.... อายุก็ปาเข้าไป20กว่าทั้งคู่ เลิกทำตัวเป็นเด็กๆกันสักที รักก็ส่วนรัก งานก็ส่วนงาน แยกแยะกันหน่อย แล้วก็อย่าไปฟังไอ้พีมันมากนัก มันช่างยุก็เพราะไม่ชอบคาเมะ แกเองก็รู้ดีนี่”

ที่ปรึกษาจำเป็นเปลี่ยนหน้าที่มาเป็นปลอบใจเมื่อเห็นว่าอาคานิชิ จินคงจะได้รับบทเรียนราคาแพงที่เจ้าตัวต้องหลาบจำไปอีกนาน ทั้งนิสัยเอาแต่ใจแถมยังหัวรั้นไม่เข้าเรื่องเข้าราวคงได้หายขาดไปพักใหญ่ แต่เจ้าเพื่อนตัวโตก็ยังไม่เลิกโวยวายที่โดนแฟนสลัดรักชนิดหน้าก็ยังไม่อยากมอง

“ฉันบอกแกแล้วไงว่าคาเมะไม่ยอมคุยกับฉัน......เบอร์ที่โทรเข้าประจำมันปิดเครื่องมาเดือนนึงแล้ว ไปหาที่ห้องทีไรก็ไม่เคยอยู่ คนอื่นๆในวงก็ติดต่อไม่ได้..........”

“แล้ววิธีง้อมันมีแค่โทรศัพท์หากัน หรือให้คนอื่นช่วยตามตัวคาเมะมาให้แค่สองอย่างหรือไง IPhoneซื้อมาตั้งแพงก็ใช้ให้เป็นประโยชน์สิวะ เขาไม่ได้ผลิตมาให้เดินถือแกว่งเล่นนะโว้ย!!”

ฝ่ามือหนักๆตบผัวะลงกลางกะโหลกที่ปกคลุมด้วยเส้นผมพองฟูยุ่งเหยิงเปียกน้ำก่อนจะแย่งเอาโทรศัพท์สีดำยี่ห้อดังอันสุดแสนจะไฮเทคออกมาจากกระเป๋ากางเกงยีนเพื่อนแล้วกดเข้าเว็บมือถืออย่างคล่องแคล่ว ทำเอาเจ้าของIPhoneตัวจริงได้แต่อ้าปากค้างอย่างคาดไม่ถึงว่านิชิกิโด เรียวจะมีทักษะด้านการใช้อินเตอร์เน็ตและเครื่องมือสื่อสารสูงถึงขนาดนี้....

หนุ่มคันไซรัวนิ้วยุกยิกอยู่ครู่เดียวก็โยนโทรศัพท์สีดำกลับมาให้จินอ่านข้อมูลบนจอซึ่งปรากฏหน้ากระดานสนทนาของแฟนคลับKAT-TUNบนเว็บไซต์แห่งหนึ่ง ตารางงานอัดรายการ สัมภาษณ์นิตยสารและทัวร์คอนเสิร์ตยาวเหยียดตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคมถึงสิ้นเดือนสิงหาคม นัยน์ตาสีเข้มกวาดมองหาวันที่ซึ่งใกล้เคียงกับปัจจุบันที่สุดจากด้านบน นับว่าโชคยังเข้าข้างอยู่บ้างที่ไม่ใช่งานถ่ายแบบซึ่งเป็นงานนอกหรือคอนเสิร์ตรอบหัวเมืองประเทศราชที่เขาไม่สามารถตามไปเฝ้าได้

“28 April Rehearsal…. Saitama Stadium?”

“เออ ทีนี้ก็พูดกับเขาดีๆ อย่าทะเลาะกันอีกล่ะ ฉันช่วยแกได้แค่นี้แหละ!!”

อาคานิชิ จินพยักหน้ารับ สายตายังคงจ้องหน้าจอIPhoneในขณะที่หัวสมองนึกหาวิธีการตามง้อคนตัวเล็กแต่ใจแข็งยิ่งกว่าหินให้หายโกรธ.... แม้จะรู้ว่าคงไม่ง่ายนักกับการชดเชยความผิดที่ได้ทำลงไป แต่เขาก็จะพยายามให้ถึงที่สุดเพื่อให้ได้หัวใจของคาซึยะคืนมา พิสูจน์ให้อีกฝ่ายได้รับรู้ว่าแท้จริงแล้วความรักที่เคยมีให้แก่กันนั้นยังคงอยู่ ไม่ได้เลือนหายหรือแปรผันไปพร้อมกับความฝันหรือคำสัญญาที่ถูกบิดเบือน




ออกาไนเซอร์ปกหนังประทับโลโก้Hermesเปิดพลิกไปมาเพื่อตรวจดูตารางงานที่แน่นขนัดยาวเหยียดไปจนถึงปลายปี ทั้งคอนเสิร์ต ถ่ายแบบและรายการโทรทัศน์ประเดประดังซ้อนทับกันจนแทบไม่มีเวลาหยุดพักผ่อน ต้องตื่นแต่เช้าและกลับถึงห้องหลังเที่ยงคืนทุกวัน อาบน้ำเสร็จหัวถึงหมอนก็หลับเป็นตายเพราะความเมื่อยล้า เช่นเดียวกับที่KAT-TUNเมมเบอร์ที่เหลือกำลังหลับอยู่บนรถคันใหญ่ซึ่งวิ่งตรงจากโตเกียวไปยังไซตามะ.... ถึงแม้ร่างกายของเขาจะไม่ได้เป็นเหมือนเครื่องจักรที่วิ่งรอกได้ตลอดทั้งวันโดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย แต่การทำงานหนักก็ช่วยให้เขาลืมเรื่องทุกข์ในใจที่เกี่ยวกับอดีตคนรักไปได้บ้าง อย่างน้อยก็ชั่วระยะเวลาหนึ่งที่มีกล้องมาจ่ออยู่ตรงหน้า

เมื่อใดก็ตามที่อยู่เงียบๆตามลำพัง ภาพเหตุการณ์ที่นิสเซเธียเตอร์ก็มักจะย้อนกลับเข้ามาราวกับเป็นเดจาวูอย่างไรก็อย่างนั้น กับคนที่เคยพบเจอกันอยู่ทุกวันแต่กลับต้องมาเหินห่าง ต่อให้ใจแข็งมากแค่ไหนก็ย่อมต้องรู้สึกเจ็บแปลบในใจอย่างที่มิอาจหลีกเลี่ยง.... หลายครั้งหลายคราวที่เขาเผลอเฝ้ามองโทรศัพท์มือถือเครื่องเดิมพลางรอคอยให้มันส่งเสียงเรียกเข้าดังขึ้นมา กว่าจะนึกขึ้นได้ว่าปิดสวิตซ์มันทิ้งเอาไว้นานจนเป็นเดือนเวลาก็ล่วงไปหลายนาที ปลายนิ้วชะงักค้างอย่างชั่งใจว่าจะเปิดรับสัญญาณดีหรือไม่ สุดท้ายแล้วก็ได้แต่บอกกับตัวเองว่าเปล่าประโยชน์ที่จะคิดถึงอาคานิชิ จิน ในเมื่อความฝันเรื่องการออกเดบิวท์ยังต่างประเทศได้เปลี่ยนหัวใจของผู้ชายคนนั้นไปเสียแล้ว

“คาเมะนาชิคุง ลงมาได้แล้ว”

“ขอบคุณมากนะครับที่มาส่ง”

ทันทีที่เดินทางมาถึงSaitama Stadium ผู้จัดการหน้าดุซึ่งทำหน้าที่ดูแลสมาชิกในวงก็ส่งเสียงเรียกชายหนุ่มห้าชีวิตที่ต่างก็ยังสะลืมสะลืออยู่บนรถให้ลงมากันโดยพร้อมเพรียง คาเมะรีบเก็บออกาไนเซอร์และIPhoneเครื่องสีขาวซึ่งไม่ได้เปิดใช้งานลงในกระเป๋าสัมภาระแล้วขยับตามหลังโคคิลงจากรถไป แต่ก็ถูกลุงแก่ขี้สงสัยอย่างนากามารุ ยูอิจิเอ่ยถามสอดรู้เมื่อสังเกตเห็นขอบตาซึ่งขึ้นเป็นรอยสีแดงคล้ำเหมือนตัวทานุกิบนใบหน้าขาวจัด

“เมื่อกี้ไม่ได้หลับเลยนี่.... ไม่ง่วงเหรอ?”

“ฉันแอบหลับในอยู่น่ะ นายไม่เห็นเองต่างหาก”

เจ้าตัวเล็กยิ้มเนือยตบไหล่พี่ใหญ่ของวงก่อนจะวิ่งตามเมมเบอร์คนอื่นเข้าไปข้างในห้องแต่งตัวด้านหลังฮอลล์ ปล่อยให้นากามารุส่ายศีรษะถอนอกถอนใจด้วยความเป็นห่วงไปตามประสา ชั่วแวบหนึ่งก็อดคิดขึ้นมาไม่ได้ว่าถ้าหากอาคานิชิยังอยู่ด้วยกันที่นี่ บางทีบรรยากาศการทำงานก็อาจไม่อึมครึมหม่นหมองและคาเมะก็คงร่าเริงไม่ซึมเศร้าเหมือนอย่างทุกวันนี้



“3.... 2.... 1.... ผิดอีกแล้ว!!!!!”

โคคิตะโกนลั่นมาจากแถวหลังทันทีที่คาเมะหมุนตัวผิดจังหวะจนออกท่าต่อไปช้ากว่าใครเพื่อน ตามติดมาด้วยเสียงถอนหายใจของเหล่าสมาชิกKAT-TUNและBack Dancerเมื่อต้องย้อนไปซ้อมยังจุดเดิมอีกเป็นรอบที่สี่ ตัวต้นเหตุของความผิดพลาดก้มหน้าลงอย่างสำนึกผิดที่เผลอใจลอยจนทำให้คนอื่นๆต้องพลอยลำบากไปด้วยพลางยกมือขึ้นประนมเป็นเชิงบอกกล่าวว่าตนเองนั้นไม่ได้มีเจตนา

“ขอโทษที.... รับรองว่ารอบหน้าไม่ผิดแล้วชัวร์ๆ”

“เอาเถอะ ยังไงวันนี้ก็แค่รอบซ้อม จะผิดคิวไปบ้างก็ไม่เป็นไรหรอก”

อุเอดะพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉยขณะเดินไปประจำยังจุดเปิดตัวหลังจบVTR ทั้งโคคิ จุนโนะและยูอิจิก็ไม่ได้ต่อว่าต่อขานอะไรนอกเสียจากบอกให้คาเมะตั้งสมาธิกับงานให้ดีกว่าเป็นที่อยู่.... ฝ่ามือขาวตบลงบนแก้มทั้งสองข้างเบาๆเพื่อเรียกสติให้กลับคืนมา เสียงเพลงDon’t you ever stopดังขึ้นอีกครั้งท่ามกลางจังหวะการเคลื่อนไหวที่เข้ารูปเข้ารอยมากขึ้นกว่าหนก่อน ถึงกระนั้นก็ยังเรียกว่าเป็นทอปฟอร์มไม่ได้อยู่ดี


“วันนี้รุ่นพี่คาเมะแปลกไปเยอะเลยนะ ดูเหม่อๆยังไงชอบกล ไม่สบายหรือเปล่าเนี่ย?”

นากามะ จุนตะ หนึ่งในสมาชิกของคันไซจูเนียร์หันไปขอความเห็นจากเพื่อนร่วมรุ่นซึ่งถูกเลือกให้มาเป็นแบ็คชั่วคราวของKAT-TUNระหว่างรอบซ้อม เพราะตามปกติแล้วสถิติการผิดของคาเมะนาชิ คาซึยะนั้นถือว่าต่ำมากเมื่อเปรียบเทียบกับเมมเบอร์คนอื่นๆ อีกทั้งไม่ค่อยอยู่กับร่องกับรอยพลังงานที่เคยมีอยู่อย่างเหลือเฟือก็แลดูลดน้อยอย่างน่าประหลาดใจ ไม่ว่าใครที่ได้พบเห็นก็คงต้องรู้สึกผิดสังเกตเช่นเดียวกัน แต่ทว่า คิริยามะ อาคิโตะกลับยืนกอดอกจ้องมองการแสดงบนเวทีที่ตนเองไม่ได้มีส่วนรวมในช่วงนั้นก่อนจะกล่าวถึงต้นตอที่มาของเรื่องรางด้วยน้ำเสียงทรงภูมิความรู้

“เพราะรุ่นพี่อาคานิชิน่ะสิ”

“รุ่นพี่อาคานิชิทำไมเหรอ ก็เห็นว่าจะไปอเมริกานี่?”

เด็กหนุ่มมองหน้าคิริยามะเพื่อนซี้พลางขมวดคิ้วอย่างนึกสงสัยใคร่รู้รอคอยคำอธิบายเพิ่มเติมจากอีกฝ่าย ซึ่งอาคิโตะก็ไม่รอช้าเร่งรีบเปิดเผยข้อมูลเด็ดที่เขารับฟังมาจากทามาโมริ ยูตะแห่งวงKis My Ft.2ที่สนิทสนมกันโดยไว

“ไอ้จะไปน่ะไม่มีใครว่าหรอก แต่ก่อนที่จะแถลงข่าวเรื่องโซโลอย่างเป็นทางการ พวกคันโตจูเนียร์เขาลือกันว่ารุ่นพี่อาคานิชิกับรุ่นพี่คาเมะทะเลาะกันใหญ่โต แล้วก็เลิกกันแล้วด้วย”

“หา เลิกกันแล้วเรอะ!!!!???”

จุนตะร้องอุทานเสียงลั่นอย่างไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน แทบทำใจไม่ได้กับความจริงที่ว่าคู่รักซึ่งเป็นเหมือนตำนานของค่ายJEต้องมาถึงกาลปาวสานล่มสลายไม่เป็นท่าเมื่อโดนอุปสรรคสำคัญที่เรียกว่าLos Angelesขัดขวาง หากยังไม่ทันที่พวกเขาจะได้พูดคุยอะไรกันต่อ เสียงตำหนิลึกลับที่ลอยมาจากทางด้านหลังก็ทำให้เด็กหนุ่มทั้งสองจากวงB.A.D.ต้องตกตะลึงหนักยิ่งกว่าเก่า

“นี่ พวกนาย.... เป็นเด็กเป็นเล็กแท้ๆ แอบนินทารุ่นพี่แบบนี้ใช้ได้ที่ไหนกัน?”

“เฮ้ย!!!!!!!???”


+++เพราะรุ่นพี่หนึ่งในสองคนที่ถูกกลายมาเป็นหัวข้อบทสนทนานั้นมายืนอยู่ด้านหลังของพวกเขาแล้ว+++




.........................
...................
..............
I don’t know what to do, what to do
ตอนนี้ตัวฉันกำลังทำอะไรอยู่?
I don’t know what to do, what to do
Lost My Way มีชีวิตอยู่ท่ามกลางความสับสน




ร่างเล็กในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวเข้ารูปคลุมทับด้วยผ้าสีดำซับในสีแดงเหมือนอย่างท่านเคาทน์แดร็กคูล่าปรากฏโฉมขึ้นบนเวทีเรียกเสียงกรีดร้องจากแฟนเพลงที่แห่แหนกันเข้ามาชมการแสดงคอนเสิร์ตรอบซ้อมให้ดังกระหึ่มทั่วSaitama Stadium รอยยิ้มแพรวพราวอย่างแวมไพร์หนุ่มอวดคมเขี้ยวปลอมเพื่อความสมจริงขณะที่ร่างกายขยับไปตามจังหวะดนตรีเร้าใจซึ่งเป็นเพลงโซโลเก่าของตนเองตั้งแต่สมัยDream Boy2009 หากด้วยรูปแบบการนำเสนอที่แตกต่างออกไปอย่างน่าสนใจก็สามารถสะกดสายตาได้ไม่ยากเลย....

บั้นเอวแสนเซ็กซี่โยกสะบัดเร่าร้อนประกอบซาวน์เอฟเฟคที่ทำขึ้นมาเป็นพิเศษ ดวงตาเรียวรีคู่สวยจับจ้องปรายไปยังกลุ่มผู้ชมด้านล่างราวกับกำลังจะสื่อความนัยว่าทุกคนคือเหยื่ออันโอชะที่จะต้องตกหลุมรักเขาทันทีที่ได้ชมการแสดงชุดนี้ ท่อนแขนกลมกลึงผายออกให้สัญญาณแก่เด็กคันไซจูเนียร์เข้ามาประจำที่ หากก็ต้องชะงักไปเมื่อมีบางสิ่งบางอย่างผิดแปลกไปจากตอนซ้อมบล็อคกิ้ง


“เอ๊ะ!!??”

กลุ่มBack Dancerก้าวเข้ามาพร้อมด้วยหน้ากากอำพรางใบหน้าส่วนดวงตา ส่งผลให้เจ้าของช่วงแสดงเดี่ยวเสียจังหวะไปเล็กน้อยแต่ก็ยังพอควบคุมสถานการณ์และร้องเพลงต่อไปได้โดยไม่ให้คนดูรู้สึกผิดสังเกต ท่วงท่าที่ต้องอ้อล้อยั่วเย้ากันดำเนินต่อเนื่องในขณะที่คาเมะยังคงวิตกว่าเกิดอะไรขึ้นกับเพลงโซโลของตนเอง แล้วทำไมพวกคันไซจูเนียร์ถึงได้ทำอะไรแผลงๆแบบนี้โดยไม่บอกเขาล่วงหน้า แต่ทว่า หนึ่งในกลุ่มเด็กแบ็คกลับตรงเข้ามาประชิดแล้วหมุนตัวหันหลังให้ด้านหน้าเวทีทั้งที่ไม่มีท่านี้อยู่ในคิวที่เคยซ้อม

แม้จะตระหนักดีว่ามิอาจโบยบินขึ้นไปบนท้องฟ้าสูงที่เบื้องบน
แต่ทำไมข้างในอกถึงได้ร้อนรุ่มนัก?



กลิ่นน้ำหอมFuel for lifeของDieselลอยปะทะจมูกยามเมื่อริมฝีปากหยักได้รูปที่แสนคุ้นตาเคลื่อนเข้ามาใกล้จนแทบจะแนบชิด ก้อนเนื้อข้างในอกเต้นรัวยิ่งกว่าเสียงทำนองเพลงขณะสบมองนัยน์ตาสีดำสนิทที่โผล่พ้นหน้ากากซึ่งสวมบดบังช่วงบนของใบหน้า....

ทุกสัดส่วนของร่างกายตอบสนองต่อสัมผัสของร่างสูงตรงหน้าราวกับเป็นความคุ้นเคยที่เขารู้จักดี เสียงทุ้มต่ำแทรกผ่านBacking Trackกระซิบแผ่วอยู่ข้างริมหูหากมันกลับชัดเจนเหลือเกินในความรู้สึกของคาเมะนาชิ คาซึยะ แม้เป็นเพียงแค่ชั่วระยะเวลาสั้นๆก่อนที่ท่อนVerseและHookของเพลงLost my wayจะจบลงเพื่อเข้าสู่อินโทรที่สอง แต่มันก็ยาวนานมากพอที่จะทำให้กำแพงน้ำแข็งซึ่งก่อตัวภายในหัวใจตลอดหนึ่งเดือนเต็มหลอมละลายลงด้วยประโยคสั้นๆประโยคเดียว


Everyday, Every night, Every time
ฉันกำลังค้นหาบางสิ่ง
Any day, Anything, Anywhere
การที่ต้องอยู่เพียงลำพัง มันทำให้ฉันรู้สึกพะวง
ท่ามกลางโลกที่แสนบิดเบี้ยวใบนี้.... ฉันกำลังค้นหา My Way



ชายหนุ่มปริศนาที่คาเมะรู้ดึว่าเป็นใครหายตัวไปในครึ่งหลังของเพลงโดยที่ไม่กลับขึ้นมาบนเวทีSaitama Stadiumอีก คาเมะแสดงต่อจนจบช่วงโซโลและNakamaru’s Clinic Skitแล้วรีบตามกลับเข้าไปยังด้านหลังสเตจก็พบเห็นเพียงไดเร็คเตอร์และโปรดิวเซอร์ผู้ดูแลคอนเสิร์ตกำลังต่อว่าเด็กคันไซจูเนียร์ที่ใส่หน้ากากและถุงมือขึ้นไปเต้นโดยไม่บอกไม่กล่าว คาเมะจึงช่วยออกหน้าแก้ต่างให้ว่าเป็นแผนเซอร์ไพรส์ของเขาเองที่อยากจะลองอะไรใหม่ๆ เรื่องยุ่งยากคราวนี้ถึงได้จบลงด้วยดี หากเด็กหนุ่มน้องเล็กของKAT-TUNก็ยังคงกวาดสายตามองหาบุคคลแปลกปลอมที่ยังไม่น่าจะไปไหนได้ไกล

“นากามะ คิริยามะ.... หมอนั่นไปไหนแล้ว?”

“อ่ะ.....ถ้าหมายถึงรุ่นพี่อาคานิชิล่ะก็ พวกผมก็ไม่รู้เหมือนกันครับ”

“หาอะไรอยู่รึ แวมไพร์ทไวไลท์เต่าน้อยที่แสนเร่าร้อน?”

“เงียบปากไปเลย ทางุจิ!!!!”

คาเมะตอบปัดอย่างรำคาญเมื่อทางุจิ จุนโนะสุเกะทะเล่อทะล่าเข้ามากึ่งถามกึ่งปล่อยมุขในเวลาที่เขากำลังเดินพล่านไปทั่วเพื่อหาผู้ชายคนนั้นให้เจอ เพราะนอกจากนากามะและคิริยามะซึ่งปล่อยให้คนนอกเข้ามาแทรกตำแหน่งบล็อคกิ้งโดยพลการแล้ว ดูเหมือนจะไม่มีใครรู้มาก่อนเลยว่าอาคานิชิ จินนั้นมาปรากฏตัวที่นี่ ทำเอาหนุ่มหล่อร่างสูงซึ่งชอบทำตัวไม่เต็มเต็งถึงกับโอดครวญด้วยความน้อยใจที่อีกฝ่ายไม่ใยดีตนเลยสักนิด

“ไรว้า........คนเขาอุตส่าห์ถามดีๆนะ”

“ไปเปลี่ยนชุดสิ คาเมะ.... เดี๋ยวต้องออกเพลงต่อไปนะ”

โคคิหันมาบอกเตือนก่อนจะตบหัวร่างสูงที่เอาแต่KYไม่เลิกไปหนึ่งที คาเมะจึงจำต้องล้มเลิกความตั้งใจแล้วรับเอาเสื้อผ้าที่ฝ่ายคอสตูมยื่นมาให้.... ถึงแม้ว่าข้างนอกห้องเปลี่ยนชุดจะโกลาหลวุ่นวายขนานใหญ่กับคอนเสิร์ตรอบซ้อมที่ไม่ค่อยลงตัวนัก เสียงเพลงก่อนถึงช่วงอังกอร์ดังกระหึ่มขึ้นอีกครั้งกลบทุกความคิดที่เกี่ยวข้องกับอาคานิชิ จินเพื่อตั้งสติให้จดจ่ออยู่กับหน้าที่และความรับผิดชอบ
......แต่ทว่า เสียงที่ดังก้องสะท้อนภายในโสตประสาทกลับไม่เลือนหายไปด้วยเสียที......



‘………...เพราะว่าฉันรักเธอ (愛してるから)’


.................




เสียงกีตาร์โปร่งดังลอดออกมาจากช่องประตูพร้อมด้วยสัญญาณจากเครื่องอินเตอร์คอมที่แจ้งเตือนว่ามีคนอยู่ข้างในห้องพาให้เรียวคิ้วบางขมวดมุ่นลงเล็กน้อย ใบหน้าซึ่งค่อนข้างกระเดียดไปทางน่ารักน่าเอ็นดูอย่างเด็กหนุ่มมากกว่าจะหล่อเหลาคมคายแสดงอาการลังเล มือขาวจัดชะงักค้างอยู่ตรงช่องสำหรับเสียบคีย์การ์ดราวกับกำลังชั่งใจว่าจะเข้าไปหรือถอยออกห่างทั้งที่ข้างในนั้นก็เป็นห้องพักส่วนตัวของตนเองแท้ๆ เพราะคนที่มารอคอยอยู่ก่อนนั้นไม่ใช่ใครที่ไหน นอกเสียจากร่างปริศนาภายใต้หน้ากากอำพรางที่เขาพลิกแผ่นดินตามหาเมื่อหลายชั่วโมงก่อน

ไม่ว่าเมื่อไรก็มิอาจคาดเดาพฤติกรรมและสิ่งที่ซุกซ่อนอยู่ในหัวใจและสมองของอาคานิชิ จินได้ นึกจะมาก็มา นึกจะไปก็ไป เอาแต่ความต้องการของตัวเองเป็นที่ตั้งโดยไม่เคยคำนึงถึงใจคนที่ถูกบังคับปั่นหัวไปตามกระแสอารมณ์ซึ่งไม่สามารถเอาแน่เอานอนได้ แต่เขาก็รู้สึกเหนื่อยเกินกว่าที่จะต่อว่าอีกฝ่ายถึงเรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างช่วงการแสดงโซโลซึ่งเกือบทำให้เพลงLost My Wayล่มไม่เป็นท่า คงจะเป็นการดีกว่าหากคาเมะเลือกกลับไปนอนบ้านพ่อแม่โดยไม่ต้องพบหน้าจิน อย่างน้อยพวกเขาก็จะได้ไม่ต้องทะเลาะหรือมีเรื่องอื่นให้หมางใจมากขึ้นอีก….

หากยังไม่ทันที่คาเมะจะหมุนตัวกลับลงลิฟท์ไปยังลานจอดรถของแมนชั่น บานประตูที่เขาครุ่นคิดอยู่นานว่าจะเปิดมันดีหรือไม่ก็พลันแง้มออกเผยให้เห็นเค้าหน้าของคนที่เหินห่างกันไปแสนนาน น้ำเสียงทุ้มนุ่มผิดแผกไปจากครั้งสุดท้ายที่พูดคุยเอ่ยคำทักทายแรกในรอบหนึ่งเดือนเต็ม

“ยินดีต้อนรับกลับบ้าน”

“รู้ได้ยังไงว่าฉันกลับมาแล้ว?”

ร่างเล็กย้อนถามแสร้งปั้นท่าทีให้แลดูเย็นชามึนตึงเสมือนว่ายังคงผูกใจเจ็บไม่ลืมเหตุการณ์ที่นิสเซเธียเตอร์ หากอดีตชายคนรักกลับยิ้มอย่างอ่อนโยนพลางจรดปลายจมูกโด่งรั้นถือวิสาสะสูดหอมผิวแก้มเนียนละเอียดโดยไม่รอฟังคำบอกอนุญาต ทั้งๆที่ต่างฝ่ายต่างก็หมดพันธะไม่ได้เป็นอะไรกันแล้ว

“ก็ฉันรอนายอยู่ตลอด.... มีเหรอจะไม่รู้”

“เข้ามาข้างในก่อนเถอะ”

มือหนาจัดแจงโอบรอบบั้นเอวคอดภายใต้ไลท์โค้ทสำหรับป้องกันอากาศเย็นช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิแล้วพาคนตัวเล็กกว่าให้เดินเข้ามาภายในห้อง.... โคมไฟบริเวณห้องนั่งเล่นสว่างจ้าแสบตา บนพื้นมีกระดาษแบบบรรทัดห้าเส้นเขียนโน๊ตขยึกขยือวางเกลื่อนกลาดอยู่เต็มพร้อมด้วยกีตาร์โปร่งซึ่งเป็นของเขาเองกับที่เขี่ยบุหรี่ซึ่งมีเศษขี้เถ้าพูนจนเกือบเต็ม คาเมะนั่งลงบนโซฟาด้านหน้าจอโทรทัศน์พลางมองดูบรรยากาศรอบกายด้วยความรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ราวกับว่าวันก่อน ห้องของเขาเป็นเหมือนถ้ำน้ำแข็ง แต่ในวันนี้มันกลับอบอุ่นไม่ต่างจากบ้านอิฐหลังน้อยซึ่งก่อเตาผิงอย่างดี ถึงกระนั้นเขาก็สุดที่จะล่วงรู้ได้ว่ากองไฟเล็กๆที่ลุกโชนส่องสว่างอยู่ข้างกายจะมอดดับลงเมื่อไร

อาคานิชิ จินก้มๆเงยๆสำรวจดูสารพัดของกินในตู้เย็นที่เขาหิ้วมาตุนจากร้านสะดวกซื้อจนแทบล้นออกมาด้านนอก อะไรก็ตามที่คาซึยะเคยกินเคยหยิบหรือบอกว่าอร่อยล้วนแล้วแต่ถูกกวาดใส่ตะกร้าจนเกลี้ยงหมายเอาใจไอดอลหน้าหวานซึ่งเพิ่งเสร็จสิ้นจากคอนเสิร์ตรอบซ้อมใหญ่ที่ไซตามะให้หายเหน็ดเหนื่อย ชายหนุ่มหันไปมองร่างบนโซฟาพลางเอ่ยถามในขณะที่สองมือยังคงง่วนอยู่กับการเปิดขวดน้ำแร่Perrierเทใส่แก้วให้อีกฝ่ายบริการเสิร์ฟถึงที่นั่งพร้อมด้วยสลัดสำเร็จรูปในกล่องพลาสติกและขนมหวานของโปรดชุดใหญ่

“คาซึกินอะไรมาหรือยัง ฉันซื้อของที่นายชอบเอาไว้เยอะแยะเลย.... เอาพุดดิ้งคาราเมลไหม ฉันจะหยิบให้?”

“นายมาทำอะไรที่นี่ เราเลิกกันแล้วไม่ใช่หรือไง?”

ถ้อยคำตัดรอนหยุดการเคลื่อนไหวของมือหนาได้ทันควัน จินเงยหน้าขึ้นมองคนรักซึ่งราวกับกำลังผิดหวังและเสียใจกับคำพูดที่ได้ยิน แต่คาเมะก็แค่เพียงหลบสายตาหันหนีไปอีกทางก่อนจะบอกกล่าวเป็นเชิงสั่งทิ้งท้าย

“เสร็จธุระก็เก็บของแล้วเอาคีย์การ์ดวางไว้บนโต๊ะด้วย หลังจากคืนนี้ นายคงไม่จำเป็นจะต้องใช้มันอีก”

ถึงแม้ว่าจะเสแสร้งทำเป็นเพิกเฉยไม่สนใจ หากแววตาขอคาเมะนาชิ คาซึยะขณะย้ำถึงความสัมพันธ์ซึ่งจะไม่มีวันกลับมาเป็นเหมือนเดิมกลับบ่งบอกความรู้สึกหม่นเศร้ามากกว่าจะแลดูเข้มแข็งอย่างที่เจ้าตัวพยายามฝืนแสดงออก.... อาคานิชิ จินลุกขึ้นตามไปนั่งลงเคียงข้างคนรักของเขาที่ยังคงยืนกรานขอตัดรอนอย่างไร้เยื่อใยทั้งที่สีหน้าอากัปกิริยาที่แท้จริงสวนทางกับคำพูดและการกระทำโดยสิ้นเชิง สองแขนโอบเอาร่างขาวจัดมาตระคองกอดแนบแน่นจากทางด้านข้างทดแทนคำตอบว่าเขามิอาจยอมรับว่าความสัมพันธ์และความรักที่มีให้แก่กันนั้นหมดสิ้นลงไปแล้ว มือข้างหนึ่งวางทาบลงบนเนื้อแก้มฝั่งซ้ายตรงที่เขาเคยเหวี่ยงฟาดกระทบจนมันขึ้นรอยแดงช้ำด้วยความโมโหลืมตัว แม้ว่าบาดแผลในวันนั้นจะเจือจางจนมองไม่เห็น แต่จินก็รู้ดีว่าคาซึยะยังคงเจ็บปวดเพราะความหยาบคายและความเห็นแก่ตัวของเขาอยู่ไม่น้อย

“ตรงนี้.... ยังเจ็บอยู่เหรอ?”

“เปล่า ที่เจ็บน่ะมันตรงนี้ต่างหากล่ะ.... เจ็บอย่างที่ไม่ว่าอะไรก็ลบล้างสิ่งที่นายเคยทำกับฉันออกไปไม่ได้”

นักร้องหนุ่มถามเสียงแผ่ว ก่อนที่คาซึยะจะตอบปฏิเสธพลางเลื่อนมือข้างเดิมของจินวางลงบนตำแหน่งเดียวกันกับก้อนเนื้อหัวใจ ทั้งน้ำเสียง ทั้งเนื้อประโยคส่งผ่านทุกอณูของความเจ็บช้ำอย่างที่ไม่สามารถลบเลือน.... ยิ่งหวนนึกถึงเหตุการณ์เมื่อวันนั้นก็รู้สึกว่าตนเองนั้นช่างเลวร้ายเหลือเกินที่ทำกับร่างในอ้อมแขนซึ่งเคยออกปากว่ารักที่สุดได้ถึงเพียงนี้ หากว่าเขาจะสงบสติอารมณ์และหัดเข้าใจจิตใจของคาซึยะเหมือนอย่างที่นิชิกิโดบอกตั้งแต่แรก บางทีพวกเขาก็อาจไม่ต้องเผชิญกับสถานการณ์คล้ายมองหน้ากันไม่ติด ไม่สามารถเชื่อใจหรือคำพูดของอีกฝ่ายได้อีกต่อไปเช่นนี้

“ก่อนหน้านี้ ฉันมันเห็นแก่ตัว เอาแต่คิดถึงความต้องการของตัวเองฝ่ายเดียวจนลืมนึกถึงจิตใจของนาย แถมยังโง่แสนโง่ คิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นความผิดของทุกคนที่ไม่อยากให้ฉันไปอเมริกา แต่ไม่เคยย้อนดูตัวเองเลยว่าที่ผ่านมาได้ใช้คำพูดและการกระทำเหมือนคนบ้าไร้สติทำร้ายใครไปบ้าง.... ถึงแม้ว่าสิ่งที่ทำลงไปแล้วจะไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ แต่ฉันก็ไม่รู้ว่าจะยังมีทางไหนที่จะเรียกเอาความรู้สึกที่เสียไปและความรักของนายกลับคืนมา นอกจากพูดคำว่าขอโทษ.........”

“ฉันไม่รักษาสัญญา ฉันเป็นคนไม่ดี.... คาซึจะให้ฉันทำยังไงก็ได้ จะให้ขอโทษอีกสักร้อยครั้งพันครั้ง หรือจะฆ่าฉันให้ตายอยู่ตรงนี้ก็ยอม.......ขอโทษ.......ขอโทษ..............”

“อย่าทำแบบนี้เลย จิน มันไม่มีประโยชน์หรอก”

ท่ามกลางอ้อมกอดที่รัดแน่นราวกับเชือกป่านที่พันธนาการหัวใจของคาเมะนาชิ คาซึยะไม่ให้หลุดพ้นไปจากวังวนของความรักที่สุขเพียงชั่วข้ามคืนแล้วก็กลับมาทุกข์สลับเปลี่ยนไปมาไม่มีที่สิ้นสุด น้ำเสียงแหบพร่าเปล่งผ่านลำคอแห้งแสบระคายพยายามบอกกล่าวให้ชายหนุ่มล้มเลิกความตั้งใจเพื่อที่ต่างฝ่ายจะได้เป็นอิสระต่อกัน ไม่ต้องฝืนทนอยู่กับคำสัญญาที่ไม่ได้มีความหมายใดๆให้จดจำอีก แต่อาคานิชิ จินก็ยิ่งดิ้นรนไม่ยอมแพ้คำปฏิเสธ สองแขนแกร่งเหนี่ยวรั้งคนรักเอาไว้ไม่ให้จากไป ใบหน้าคมซบลงบนลาดไหล่ ทุ่มเททุกสิ่งที่เขามีเพียงเพื่อต่อเวลารักษาความรักครั้งนี้

“ความเห็นแก่ตัวของฉันทำร้ายหัวใจของนาย ทำลายความรักของเรา ฉันสำนึกผิดแล้วจริงๆ......จากนี้ไปจะไม่ทำให้คาซึต้องเจ็บอีก ฉันขอสัญญา”

“กี่ครั้งกี่หนแล้วที่คำสัญญาของจินมักจะตามมาด้วยการผิดสัญญา แล้วมันจะยังเหลือคุณค่าอะไรให้ฉันต้องเชื่อมั่นกับคำพูดพล่อยๆที่แม้แต่เจ้าของยังไม่เคยมองเห็นความสำคัญพวกนั้นอีก.... กระทั่งคำบอกรักที่นายเพิ่งพูดกับฉันก็ยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่ามันจะได้เชื่อไหม?”

“ถึงแม้ว่าคำสัญญาของฉันจะกลายเป็นแค่คำพูดพล่อยๆที่หาความน่าเชื่อถือไม่ได้ในสายตาของนาย แต่ความรักที่ฉันมีให้คาซึยังคงอยู่ในหัวใจดวงนี้เสมอไม่เคยเปลี่ยนแปลง.... ไม่ว่าอีกกี่ร้อยกี่พันคำสัญญาจะถูกลืมเลือนหรือไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม ฉันก็จะยังคงรักนายคนเดียวอยู่แบบนี้”

คาเมะนั่งนิ่งทำเมินเฉยไม่ตอบสนองต่อประโยคถ้อยคำขอร้องจากคนที่เขาเคยเชื่อใจหากท้ายที่สุดก็กลับหักหลังและทำร้ายกันเพียงเพราะอยากเดินตามความฝันบนเส้นทางที่แยกห่างออกไป รอยแผลที่กรีดฝังลึกลงในใจมันมากเกินกว่าที่อ้อมกอดผิวเผินและคำพูดขอไปทีจะช่วยเยียวยาได้เหมือนอย่างที่ผ่านมา.... ต่อให้ยังรักจินมากแค่ไหน เขาก็จำเป็นที่จะต้องหักห้ามใจผลักไสผู้ชายคนนี้ออกไปจากชีวิตให้ได้ หากเป็นแค่เพียงเพื่อนร่วมสังกัดไม่ใช่คนรัก ไม่ว่าอีกฝ่ายจะตระเวนเที่ยวดื่มเหล้าไม่เว้นแต่ละคืน ตกเป็นข่าวกับนางแบบสาวคนไหนหรือจะไปทำอะไรที่อเมริกา ก็ไม่ใช่เรื่องที่คนนอกอย่างเขาต้องห่วงใยหรือเสียใจอีก

“...........ขอโทษ”

“........รักนะ........ขอโทษนะ ให้อภัยฉันอีกสักครั้งได้ไหม?”

ฝ่ามือหนาจับเอามือเล็กเย็นเฉียบมากุมเอาไว้แนบอกกว้าง ให้สัมผัสถึงจังหวะการเต้นของก้อนเนื้อข้างในอกเบื้องซ้ายซึ่งคงหยุดนิ่งไม่ไหวติงหากคนตรงหน้าหนีจากไปจากชีวิตของเขาจริงดังคำยืนกราน.... ไม่ใช่เพราะกลัวความโดดเดี่ยว ไม่ใช่เพราะกลัวว่าตัวเองจะเหงา ไม่ใช่เพราะกลัวว่าจะไม่มีใครมาสนใจหรือให้ความสำคัญ หากแต่เป็นเพราะคาซึยะคือคนรักที่เขามิอาจสูญเสียไปได้

“นายยังรักฉันอยู่ใช่ไหม คาซึ?”

“.....................”

ใบหน้าใสร้อนผ่าวยามเมื่อชายหนุ่มกระซิบถามย้ำถึงความจริงในหัวใจของเขา ไม่แม้แต่จะสะบัดมือใหญ่อันแสนอบอุ่นที่กอบกุมมือของเขาอย่างอ่อนโยนทิ้ง.... ประโยคคำถามสั้นๆที่ถึงแม้จะบอกปัดไปว่าเปล่า หากคาเมะก็ไม่สามารถโกหกตัวเองได้สำเร็จ หากไม่รักก็คงไม่เจ็บ แต่เพราะรักมากถึงได้รู้สึกเสียใจมากเป็นเงาตามตัว แล้วถ้าเลือกที่จะเลิกราไม่ขอยุ่งเกี่ยวต่อกัน ความปวดร้าวนั้นมันจะเลือนหายไปจริงหรือ?

+++หรือว่ามันจะยิ่งทำให้เขาต้องทุกข์ทรมานมากกว่าที่เป็นอยู่?+++



“ที่อยากจะบอกให้รู้ไว้ก็คือ ฉันยังไม่ลืมทุกคำพูด ทุกอย่างที่นายเคยทำเอาไว้กับฉันและKAT-TUN.... เพียงแต่ว่าฉันเหนื่อยเกินกว่าที่จะโกรธนายแล้วต่างหาก”

“แต่ถ้าฉันให้อภัยนายง่ายๆ เดี๋ยวก็โดนหาว่าใจอ่อนเกินไป หรือไม่ก็บอกว่านายยังไม่ได้ชดใช้อะไรที่สาสมกับความผิดเลย เพราะฉะนั้น ฉันก็คงยังยกโทษให้นายไม่ได้หรอก”

ไอดอลตัวเล็กถอนหายใจพลางเบี่ยงตัวออกจากอ้อมกอดที่รัดรึงแนบแน่น ก่อนจะพูดขึ้นโดยไม่ยอมสบตาอีกฝ่ายซึ่งกำลังรอคอยฟังคำตอบอย่างใจจดใจจ่อ แม้เนื้อความและห้วงอารมณ์โกรธเคืองที่มีต่อชายคนรักจะบรรเทาเบาบางลงไปมากตั้งแต่ได้ยินคำบอกรักที่Saitama Stadium รวมถึงคำขอโทษจากใจจริงซึ่งพร่ำซ้ำแล้วซ้ำเล่าเสมือนผืนดินที่ค่อยๆถูกคลื่นกระแสน้ำกัดเซาะจนอ่อนยวบลงในที่สุด แต่ทว่า เหตุผลของคำปฏิเสธในคำรบสุดท้ายก็ส่งผลให้เรียวคิ้วหนาได้รูปต้องขมวดมุ่นด้วยความสงสัย

“หน้าไหนมันเป็นคนพูดกันล่ะ?”

“ไม่รู้สิ แต่คิดว่าต้องมีแน่ๆ”

คาเมะพึมพำราวกับบ่นตัดพ้อทั้งที่ยังคงไม่เงยหน้าขึ้น ใบหูเล็กและผิวแก้มขาวแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อราวกับว่าต้องใช้ความพยายามอย่างมากเพื่อตัดใจให้อภัยแก่อาคานิชิ จินทั้งๆที่ใจหนึ่งก็ยังอยากโกรธอยากลงโทษชายหนุ่มให้มากกว่านี้ แต่เมื่อหัวใจยังคงเต็มเปี่ยมไปด้วยความรักและหัวสมองก็ยังคงหวนนึกถึงความทรงจำดีๆที่มีร่วมกันมาตลอดระยะเวลาเกือบสิบสองปี จนกระทั่งพวกเขากลายเป็นส่วนหนึ่งของกันและกันอย่างที่มิอาจขาดหายและไม่มีสิ่งอื่นใดสามารถเข้ามาทดแทน ปณิธานที่ตั้งมั่นก็กลับพังทลายลงอย่างราบคาบ....

เมื่อได้ฟังดังนั้น อาคานิชิ จินก็เปลี่ยนสีหน้าจากหม่นเศร้าปางตายไปเป็นยิ้มแย้มรื่นเริงแทบจะในทันที หากคาเมะกลัวว่าจะโดนข้อครหาว่าใจอ่อนเกินควร เขาก็ยินดีจะช่วยแบ่งเบาความกลัดกลุ้มนั้นเอาไว้ด้วยข้อต่อรองอันแสนแปลกประหลาดที่คิดขึ้นมาเอง

“ถ้าอย่างนั้น ฉันให้เวลาคาซึโกรธต่ออีกสิบวินาที พอนับถอยหลังครบแล้ว เราสองคนคืนดีกันนะ?”

“10.... 9.... 8.... 7.... 6.... 5....”

“.............สุดท้ายนายก็ยังเอาแต่ใจอยู่ดี”

วูบหนึ่งที่คาเมะรู้สึกโมโหตัวเองที่ไม่เคยใจแข็งกับผู้ชายคนนี้ได้ตลอดรอดฝั่ง แต่จะให้เขาทำอย่างไรได้ในเมื่อรักแล้วก็จำเป็นต้องเจ็บ หากพอคิดว่าจะไม่รักก็กลับยิ่งเจ็บมากกว่าอีกหลายร้อยหลายพันเท่า.... ถ้าสิ่งนี้คือสิ่งที่เรียกขานว่าโชคชะตา เขาก็คงไม่มีทางเลือกอื่นใดอีกแล้วนอกเสียจากยอมจำนนต่อความรัก

“3.... 2.... 1.....หมดเวลางอนแล้ว”

ทันทีที่สัญญานับถอยหลังสิบวินาทีจบลง ความทุกข์ทรมานและความเสียใจที่ต่างต้องทนแบกรับมาตลอดระยะเวลาหนึ่งเดือนเต็มที่เหินห่างก็แปรผกผันกลายเป็นรอยยิ้มซึ่งเกิดจากความเข้าใจและการให้อภัย.... กลีบปากนุ่มหยุ่นแสนหวานถูกประกบย้ำหนแล้วหนเล่า เต็มเติมหัวใจที่เปลี่ยวเหงาและอ้างว้างด้วยความรักที่จะไม่มีวันถูกบิดเบือนเหมือนเช่นคำสัญญาในวันวาน คาเมะปล่อยกายให้อิงแอบอยู่ในอ้อมแขนของคนที่เขาทั้งรักและทั้งเกลียดอย่างที่สุดพลางแหงนเงยใบหน้าสวยขึ้นรับสัมผัสนุ่มนวลที่รุกล้ำคลอเคลียประหนึ่งคำออดอ้อนร้องขอคืนดี กระหวัดเกี่ยวเอาทุกอณูของความคิดถึงส่งผ่านไปให้คนตรงหน้าได้รับรู้ว่ายามที่ต้องห่างไกลนั้นเขารู้สึกโหยหาสัมผัสนี้มากเพียงใด

เพียงตัดสินใจละวางทิฐิและความอยากเอาชนะ ก้อนหินหนักอึ้งที่ทับถมอยู่ข้างในอกก็พลันมลายหายไป

รัก โกรธ ทะเลาะ ขอโทษและคืนดี ถึงแม้จะรู้สึกเบื่อหน่าย แต่มันก็ทำให้ต่างฝ่ายต่างเข้าใจความรู้สึกนึกคิดของกันและกันมากขึ้น

ไม่ใช่เพราะอ่อนแอหรือลืมง่าย แต่เป็นเพราะรักมาก ถึงได้เลือกที่จะยอมเข้าใจและปล่อยให้เรื่องบาดหมางผ่านเลยไปเป็นเพียงอดีตที่ไม่น่าจดจำ

ความรักระหว่างอาคานิชิ จินและคาเมะนาชิ คาซึยะก็คงเป็นเช่นนี้


.



.


.

“Yellow Gold…. ชื่อเพลงฟังดูน่าหมั่นไส้จังนะ จะเอาไปใช้ในไลฟ์ที่โน่นเหรอ?”

คาเมะนอนเอกขเนกอยู่บนพื้นกลางห้องพลางหยิบเอากระดาษบรรทัดห้าเส้นที่จินเขียนบันทึกคอร์ดกีตาร์พร้อมเนื้อเพลงอย่างคร่าวๆขึ้นมาอ่านเล่น ในขณะที่ชายหนุ่มยังคงง่วนอยู่กับการเทียบเสียงตั้งสายเครื่องดนตรีใหม่.... ชื่อเพลงและเนื้อหาซึ่งบ่งบอกถึงชีวิตที่สดใสรุ่งโรจน์เป็นสีเหลืองทอง แต่แต่งขึ้นในช่วงเวลาที่ชีวิตของพวกเขากำลังหดหู่ได้ระดับ รวมถึงอนาคตของKAT-TUNที่สั่นคลอนเพราะขาดสมาชิกคนสำคัญพาลให้คาเมะอดที่จะอยากเหน็บแนมแบบไม่จริงจังขึ้นมาไม่ได้

“ก็แค่ส่วนหนึ่งเท่านั้นแหละ ตอนนี้ฉันกำลังคิดธีมของไลฟ์แล้วก็วางแปลนที่เกี่ยวกับสเตจโชว์ คิดว่าตอนที่เข้าไปประชุมคราวหน้าคงจะเอาไปเสนอให้พวกทีมงานของทางUTBเขาพิจารณาดู”

ศิลปินซึ่งกำลังข้ามขั้นจากความเป็นไอดอลไปสู่เส้นทางของการเป็นอาร์ทิสอย่างเต็มตัวพูดตอบทั้งที่ยังไม่เงยหน้าขึ้นจากเครื่องดนตรีในมือ หากน้ำเสียงของเขาก็แฝงไว้ด้วยความตื่นเต้นภาคภูมิใจอย่างที่ไม่สามารถเก็บซ่อนได้มิดเมื่อทุกสิ่งที่เคยเป็นเพียงฝันลมๆแล้งๆกำลังจะกลายมาเป็นความจริง ก่อนที่จะฉุกคิดขึ้นได้ว่าไม่ควรพูดจาเหมือนอวดอ้างเรื่องนี้ต่อหน้าคาเมะที่เป็นเมมเบอร์ของKAT-TUNซึ่งต้องพลอยเดือดร้อนเพราะการตัดสินใจขอพักงานกลางคันและอาจรวมถึงการลาออกจากวงอย่างกะทันหันของเขา

“..............ขอโทษนะ ทั้งเรื่องทัวร์เอเชียของKAT-TUNแล้วอะไรก็อีกหลายๆอย่าง”

“ช่างเถอะ ไม่ต้องขอโทษแล้วล่ะ.... คนมันจะไป รั้งยังไงมันก็ต้องไปอยู่วันยังค่ำ”

ร่างขาวจัดโบกมืออย่างไม่ใส่ใจแล้วจึงลุกขึ้นนั่งเช็ดผมที่เพิ่งสระเสร็จมาหมาดๆด้วยผ้าขนหนูเนื้อดี ในเมื่อเขาทำใจกับความเปลี่ยนแปลงและทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นได้แล้ว คำขอโทษและการสำนึกผิดก็ไม่มีความจำเป็นใดๆอีก เหลือเพียงแค่ความกังวลว่าอีกฝ่ายนั้นจะเป็นอย่างไรหากต้องทำงานตามลำพังในสถานที่ที่เรียกว่าคุ้นเคยได้ไม่เต็มปาก ทั้งการปรับตัว ความความพยายามที่ต้องมีมากขึ้นเมื่อสิ่งที่เคยรับผิดชอบร่วมกันหกคนกลับกลายเป็นเรื่องของคนๆเดียว ต่อให้บอกว่าเป็นงานของใครของมันจะไม่ก้าวก่ายซึ่งกันและกัน แต่ลึกๆแล้วคาเมะก็ยังเป็นห่วงกลัวว่าอีกฝ่ายจะไม่ไหวไปเสียก่อน

“แต่ในเมื่อตัดสินใจแล้วว่าจะเลือกเดินทางโน้นก็ต้องทำให้ดีที่สุด อย่าเหลวไหลเหมือนเมื่อตอนที่อยู่กับKAT-TUNล่ะ.... อยู่คนเดียวก็ต้องรู้จักดูแลตัวเอง เพราะนับจากนี้ไป นายจะไม่มีเพื่อนร่วมวงคอยออกหน้าหรือช่วยเหลือในเวลาที่เกิดความผิดพลาดอีกแล้ว”

“เฮ้อ.... นี่ฉันคงห่วงนายมากเกินไปจนน่ารำคาญใช่ไหมเนี่ย?”

ร่างเล็กถอนใจอีกครั้งเมื่อเริ่มรู้สึกตัวเองนั้นคงจะพูดพล่ามเกินเลยในสิ่งที่จินเบื่อหน่ายที่จะฟังเต็มทน ก่อนจะลุกเดินตรงไปยังตู้เย็นแล้วหยิบเอานมสดออกมารินใส่แก้วดื่ม พยายามสลัดเอาความคิดเกี่ยวกับเรื่องงานของจินออกไปให้พ้นจากหัวสมองอันแสนว้าวุ่นกระวนกระวาย.... อาคานิชิ จินวางกีตาร์ลงแล้วลุกขึ้นจากพื้นตามไปกอดคนตัวเล็กที่กำลังวิตกกังวลจากทางด้านหลัง แนบริมฝีปากกับผิวเนื้อแก้มที่ทั้งนุ่มนิ่มและหอมยวนใจ ไม่ได้รู้สึกรำคาญเลยแม้แต่น้อยที่ได้ยินได้คำฟังคำบอกเตือนซึ่งเอื้อนเอ่ยออกมาเพราะความรักที่มีให้แก่กัน แผ่นMDที่หยิบติดมือมาด้วยถูกยื่นส่งให้ไอดอลหน้าหวานพร้อมด้วยคำอธิบายถึงความสำคัญของของขวัญชิ้นพิเศษนี้

“แผ่นนี้ ฉันยกให้คาซึ”

“มันเป็นเดโมของเพลงที่ฉันแต่ง.... นายจะเอาไปใช้ยังไงก็ได้ จะเขียนเนื้อร้องแบบไหนก็แล้วแต่ ฉันยินดีที่จะฟัง”

เพราะก่อนหน้านี้เขาไม่เคยสนใจ ไม่เคยคิดที่จะรับฟังความรู้สึกของใครจนเป็นผลให้เกือบต้องสูญเสียคาซึยะไป ดังนั้น หากเป็นสิ่งที่คนรักของเขาอยากพูดหรืออยากระบายอารมณ์ แม้ว่ามันจะเป็นถ้อยคำกระทบกระเทียบแดกดันที่ร้ายกาจแสบระคายหูมากสักเพียงไหน เขาก็จะยินยอมรับฟังโดยไม่ขอโต้เถียงเลยแม้สักเพียงคำเดียว

“แล้วถ้าฉันเขียนว่า ‘อย่าไปเลยนะ จิน’ แล้วนายจะไม่ไปหรือเปล่า?”

“พูดเล่นน่ะ.... ฉันไม่เขียนอะไรแบบนั้นลงไปหรอก ขอบใจมากนะสำหรับเดโม หวังว่าเที่ยวนี้จะไม่มีใครแย่งเพลงที่นายแต่งให้ฉันไปร้องตัดหน้าในคอนเสิร์ตของตัวเองอีกนะ”

คาเมะหัวเราะเบาโคลงศีรษะเป็นเชิงล้อเล่นอย่างน่าเอ็นดู แต่ทว่า ประโยคที่หยั่งเชิงออกไปก่อนหน้านั้นก็นำพาให้ร่างสูงเริ่มไขว้เขวว่าอันที่จริงแล้วคาซึยะยังโกรธเขาอยู่หรือไม่กันแน่

“..............คาซึ?”

“ฉันจะไม่ขอคำสัญญา จะไม่หวังว่าสักวันหนึ่งนายจะกลับมา จะไม่พูดว่าโกรธหรือผิดหวังที่นายทิ้งฉันและKAT-TUNไป.... ขอแค่จินได้ทำในสิ่งที่เห็นว่าดีที่สุดสำหรับตัวเอง มีความสุขในวันนี้เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเสียใจในภายหลังก็พอแล้ว เรื่องอื่นน่ะช่างมันเถอะ”

“แต่อย่าลืมว่าการตัดสินใจของนายในครั้งนี้มันทำให้ใครอีกหลายๆคนที่รักนายและสนับสนุนนายในฐานะสมาชิกคนหนึ่งของKAT-TUNต้องเสียใจ เพราะฉะนั้น พยายามกับความฝันและโอกาสที่ได้รับมาแล้วให้เต็มที่ อย่าให้น้ำตาของพวกเขาต้องสูญเปล่า”

รอยยิ้มน่ารักปรากฏขึ้นบนใบหน้าขาวกระจ่าง ทั้งให้กำลังใจและย้ำเตือนให้ชายคนรักของตนตระหนักให้ดีถึงความรู้สึกของคนอีกนับแสนนับล้านซึ่งส่งผลให้อาคานิชิ จินได้มีวันนี้ ในขณะเดียวกัน ท่อนแขนเต็มตึงก็โอบรอบกายนักร้องหนุ่มทดแทนคำบอกกล่าวว่าตัวเขาจะอยู่ตรงนี้ไม่หนีจากไปไหน.... ภายในอกที่เคยวูบโหวงและว้าเหว่อ้างว้างเมื่อความรักที่ประคับประคองมาด้วยกันเกือบต้องสูญหายเพราะความโง่เขลาและเห็นแก่ตัวของเขาเอง บัดนี้ได้กลับอุ่นซ่านตื้นตันกับความรักความห่วงใยที่คาซึยะมอบให้ ทั้งที่มากมายมหาศาลแต่เขากลับไม่เคยสัมผัสและรับรู้ถึงการมีอยู่ของมัน ก็สมควรแล้วที่จะต้องได้รับบทเรียนให้หลาบจำไปจนวันตาย

“ถึงแม้ฉันจะไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของKAT-TUN ไม่ได้อยู่เคียงข้างนายตลอดเวลา แต่เรื่องระหว่างเราสองคนก็จะไม่เปลี่ยนแปลงไปใช่ไหม?”

“ต่อให้คนทั้งโลกจะหันหลังให้ จะถูกโกรธถูกเกลียดก็ไม่เป็นไร ขอแค่ยังมีคาซึที่เข้าใจฉันก็พอ”

“เชื่อฉันเถอะนะ.... ฉันจะกลับมาหาคาซึ แค่คาซึคนเดียวเท่านั้น”

เสียงทุ้มกระซิบออดอ้อนแผ่วเบา หมายอยากเรียกศรัทธาและความเชื่อมั่นในฐานะคนรักของคาเมะนาชิ คาซึยะให้กลับคืนมา แต่ทว่า เด็กหนุ่มกลับทอดรอยยิ้มจางพลางตีต้นแขนของอีกฝ่ายเบาๆเป็นเชิงดุว่าคนที่ชอบพูดสัญญาพร่ำเพรื่อโดยไม่จำเป็น

“บอกแล้วไงเล่าว่าไม่ต้องสัญญา ไม่ต้องรับปากอะไร”

“เรื่องอื่นในอนาคต ฉันไม่รู้.... แต่ความรักที่มีต่อนาย ฉันจะรักษาเอาไว้ให้ดีและจะไม่มีวันผิดคำพูดอีกเป็นอันขาด”

สองร่างเปลือยเปล่าที่เหินห่างกันมาแสนนานกลับแนบชิดอีกครั้งท่ามกลางแสงสีเหลืองนวลจากดวงจันทร์ช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิที่สาดส่องเข้ามายังห้องพักส่วนตัวของคู่รักที่ผูกพันกันด้วยสายใยซึ่งไม่มีวันตัดขาด คำรักพร่ำพรรณามิอาจบรรเทาความคิดถึงได้ดีเท่ารสจูบลึกซึ้งและสัมผัสวาบหวามรัญจวนใจอันเป็นภาษากายที่เปรียบเสมือนคำสัญญาว่าไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน หรือจะห่างไกลจะมากสักเพียงไร สถานที่แห่งเดียวที่อาคานิชิ จินจะกลับมาก็คือที่ที่มีคาเมะนาชิ คาซึยะรอคอยอยู่เท่านั้น

และมันก็จะเป็นเหมือนดังคำสัญญา.... ตลอดไป

.........................

...................

..............

กระดาษโน้ตแผ่นเล็กที่เทาขาวซึ่งยับเยินเล็กน้อยเพราะถูกฉีกออกจากสันห่วงของสมุดออกาไนเซอร์Hermesยังคงถือนิ่งค้างอยู่ในมือของอาคานิชิ จินเมื่อเขาเดินทางออกจากสนามบินนาริตะไปยังLos Angelesในช่วงเช้าของวันที่ 9 พฤษภาคม 2010

บทกลอนที่สัมผัสใจความตรงกับแผ่นเดโมที่เขามอบให้ถูกอ่านทวนซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนท่องได้ขึ้นใจ แต่เขาก็ยังอยากมองดูลายมือต้นฉบับซึ่งคาเมะตั้งใจเขียนมาตลอดทั้งคืน

ความในใจที่อีกฝ่ายอยากบอก และเขายินดีที่จะรับฟังกำลังซึมซับลงสู่ก่อนเนื้อในผืนอกด้านซ้าย เหมือนดังคำสัญญาซึ่งจะคงอยู่ข้างในนั้น

ถึงแม้ว่าคาเมะจะไม่ต้องการ หากเขาก็จะทะนุถนอมรักษามันเอาไว้ไม่ให้คำพูดที่รับปากต้องถูกบิดเบือนอีก

เพราะไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน หรือจะต้องเหินห่างกันนานเท่าไร

......เขาก็จะกลับมา......



CLOSE MY EYES あの日に聴いた 名も無き歌声 君が口ずさんでた
どんなに時が経っても 色褪せずに 僕らを繋いでいるよ
今でも君を思い出しては 何度も何度も答えを探すけど

FARAWAY 離れてる場所で 誰よりも優しく強く 今も
歌っている あの日と変わらない 途切れない小さなメロディ
FAREWELL 見慣れない景色に 戸惑いもほんのちょっとあるけど
その時には 大切な言葉が そっと守ってくれる

YESTERDAY 突然じゃない でも信じられない 足跡が分かれた日
何も言えないままで うつむいてた 弱さを隠しきれずに
最後にくれた その「ありがとう」が明日へと繋がる希望に変わるから

FARAWAY この風に乗せて 君だけに届けたい言葉達
聴こえてるかい? あの日と変わらない 途切れない小さなメロディ
FAREWELL 別々の道で 同じ色の花をまた探そうよ
道に迷い くじけそうな時に しるしになるように

記憶の欠片 そっと集めよう 少しずつ 壊さないように
I WISH いつか一つになって 大切な思いに変わる

FARAWAY 離れてる場所で 誰よりも優しく強く 今も
歌っている あの日と変わらない 途切れない小さなメロディ
FAREWELL 約束の歌は いつまでも 心の奥深くに響き渡り
そして歩き出すよ また出会える日まで

また出会える日まで



Close My Eyes พลางนึกถึงคืนวันเหล่านั้นที่ได้ฟังเพลงที่ไม่มีชื่อซึ่งเธอเปล่งขานออกมา
แม้ว่าเวลาจะผ่านไปเนิ่นนานสักเพียงใด สิ่งที่ผูกพันเราเอาไว้ก็จะไม่เลือนหาย แต่ตราบจนกระทั่งถึงตอนนี้ ฉันก็ยังเฝ้าค้นหาคำตอบไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งว่าทำไมตัวเองถึงได้คิดถึงเธอนัก

Faraway ณ สถานที่ซึ่งอยู่ห่างออกไป เธอซึ่งอ่อนโยนและเข้มแข็งกว่าใครทั้งหมด เวลานี้ก็ยังคงร้องเพลงอยู่ เฉกเช่นเดียวกับในวันนั้น
เป็นท่วงทำนองเล็กๆที่จะไม่มีวันขาดหายไป

Farewell เธอมุ่งไปยังสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย ถึงแม้ว่าจะรู้สึกคล้ายว่าทนไม่ไหว แต่ในเวลานั้น คำพูดอันแสนสำคัญก็ยังคงได้รับการปกป้องรักษา

Yesterday มันไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน เพียงแต่มันไม่น่าเชื่อเลยว่าจะมีวันที่รอยเท้าของเราแยกห่างออกจากกัน
ฉันไม่สามารถที่จะเอื้อนเอ่ยอะไรออกไปได้ ไม่กล้าแม้แต่จะเหลียวมองดูเธอ แต่กระนั้นก็มิอาจเก็บงำความอ่อนแอของตัวเอง

คำพูดที่ว่า “ขอบคุณ” ซึ่งเธอบอกกับฉันในครั้งสุดท้ายได้แปรเปลี่ยนไปเป็นความหวังที่จะนำพาฉันไปสู่วันพรุ่งนี้

Faraway ฉันขอฝากถ้อยคำถึงเธอไปกับสายลมนี้

ท่วงทำนองเล็กๆที่ไม่ขาดหายเปล่งดังเฉกเช่นเดียวกับในวันนั้น เธอจะได้ยินมันบ้างไหมนะ?

Farewell ถึงแม้ว่าเราจะก้าวเดินกันคนละเส้นทาง แต่ต่างคนก็ยังคงตามหาดอกไม้สีเดียวกันซึ่งจะช่วยนำทางในยามที่เราพบกันหนทางที่มืดมน

เศษเสี้ยวของความทรงจำถูกเก็บรวบรวมทีละน้อยเพื่อไม่ให้มันตกหล่นไป

I wish สักวันหนึ่งข้างหน้ามันจะกลายเป็นความรู้สึกอันแสนสำคัญที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

Faraway ณ สถานที่ซึ่งอยู่ห่างออกไป เธอซึ่งอ่อนโยนและเข้มแข็งกว่าใครทั้งหมด เวลานี้ก็ยังคงร้องเพลงอยู่ เฉกเช่นเดียวกับในวันนั้น

เป็นท่วงทำนองเล็กๆที่จะไม่มีวันขาดหายไป

Farewell ไม่ว่าเมื่อใดก็ตาม บทเพลงแห่งคำสัญญาจะสะท้อนก้องอยู่ภายในส่วนลึกของจิตใจ

ดังนั้น จงก้าวเดินต่อไปข้างหน้า ตราบจนกว่าจะถึงวันที่เราได้พบกัน




ตราบจนกว่าจะถึงวันที่เราได้พบกัน....



WORLD BIG TOUR -Behind the scene-

END


 

Behind The Scene 2008/2009/2010 *End*
- [FIC]WORLD BIG TOUR ~Behind The Scene~ [27 กุมภาพันธ์ 2556 22:08 น.]
- [FIC]WORLD BIG TOUR ~Behind The Scene~ [27 กุมภาพันธ์ 2556 22:08 น.]
- [FIC]WORLD BIG TOUR ~Behind The Scene~ [27 กุมภาพันธ์ 2556 22:08 น.]
- [FIC]WORLD BIG TOUR ~Behind The Scene~ [27 กุมภาพันธ์ 2556 22:08 น.]
- [FICTION]Break The Record~Behind the scene~ [27 กุมภาพันธ์ 2556 22:08 น.]
- [FICTION]Break The Record~Behind the scene~ [27 กุมภาพันธ์ 2556 22:08 น.]
- [FICTION]Break The Record~Behind the scene~ [27 กุมภาพันธ์ 2556 22:08 น.]
- [FICTION]Queen Of Pirates ~Behind the scene~ [27 กุมภาพันธ์ 2556 22:08 น.]
- [FICTION]Queen Of Pirates ~Behind the scene~ [27 กุมภาพันธ์ 2556 22:08 น.]
- [FICTION]Queen Of Pirates ~Behind the scene~ [27 กุมภาพันธ์ 2556 22:08 น.]
ดูทั้งหมด

ความคิดเห็นที่ 1
แล้วมันก็จบลงด้ขยคำว่า โกหก เหมือนเดิม
อ่านแล้วจะร้องไห้ อินไป 555
ชื่อ : x_x    วันที่ : 16 กันยายน 2556 00:29 น.
IP : 115.87.151.XXX

  แสดงความคิดเห็น

ตัวหนา ตัวเอียง ตัวขีดเส้นใต้ ตัวขีดกลาง ชิดซ้าย กึ่งกลาง ชิดขวา รูปภาพ ลิ้งก์ ขนาดต้วอักษร สีต้วอักษร

ชื่อ: *
E-mail : *
ไม่ต้องการแสดง Email
รหัสตรวจสอบ : Security Image
* กรุณากรอกรหัสที่อยู่ในรูป

Copyright by http://www.alizzykame.com
2006-2015
Engine by MAKEWEBEASY