ดูสินค้าในตะกร้า    แจ้งการชำระเงินออนไลน์   
  
   FICTION BOOK (17)
   WEBBOARD
สถิติผู้เข้าชม
 ขณะนี้มีผู้เข้าใช้ 3
 ผู้เข้าชมในวันนี้ 224
 ผู้เข้าชมทั้งหมด 979,549
กรุณาฝาก Email ของท่าน
  เพื่อรับข่าวสาร ที่น่าสนใจ
29 พฤศจิกายน 2563
อา จ. อ. พ. พฤ ศ. ส.
10  11  12  13  14 
15  16  17  18  19  20  21 
22  23  24  25  26  27  28 
29  30           
             
  Short Fiction & One Shot
[MPREG]++AKAME'S FAMILY++ HELLO DADDY,HELLO MOMMY
[9 มีนาคม 2556 10:59 น.]จำนวนผู้เข้าชม 6898 คน
AKAME'S FAMILY
(Jin x Kazuya)
Fiction By AlizzyKame(Lilly&Butterfly)



~Hello daddy, hello mommy~




‘ฉันรู้ว่าสักวันหนึ่ง เรื่องแบบนี้มันจะต้องเกิดขึ้น...........’

‘ไม่ว่าตัวฉัน หรือแม้กระทั่งKAT-TUN ไม่มีใครอยากเป็นตัวถ่วงของนายหรอกนะ จิน.... ถ้าคิดว่าเลือกทางนั้นแล้วมันจะทำให้นายมีความสุข ได้เดินตามความฝัน ได้ทำในสิ่งที่ชอบ นายก็ไปเถอะ’

‘เก็บความหวังดีของนายเอาไว้ให้คนที่เขาต้องการดีกว่า ฉันดูแลตัวเองได้.... ขอบใจ’




คำพูดที่ตนเองเคยลั่นเอาไว้ต่อหน้าใครคนหนึ่งเมื่อหลายเดือนก่อนแล่นย้อนกลับไปกลับมาเหมือนแผ่นเสียงตกร่อง เช่นเดียวกับเสียงหัวใจที่กำลังเต้นไม่เป็นส่ำขณะที่หน่วยตาเรียวจ้องมองแท่งพลาสติกสีขาวซึ่งกำแน่นเอาไว้ในฝ่ามือ.... 

ลำคอแห้งผากในขณะที่เหงื่อเม็ดโตไหลซึมออกมาตามไรผมจนเปียกชุ่ม รู้สึกได้ว่ามือเท้าของเขาเย็นเฉียบเป็นก้อนน้ำแข็ง ท้องไส้ปั่นป่วนพาลจะขย้อนเอาของเก่าออกมาทั้งๆที่เมื่อครู่ก็เพิ่งอาเจียนไปชุดใหญ่ ปกติแล้วเขาออกจะแข็งแรง ร้อยวันพันปีแทบไม่เคยเจ็บไข้ได้ป่วย ครั้งสุดท้ายที่คนอย่าง คาเมะนาชิ คาซึยะ เกิดอาการพิสดารทางร่างกายแบบนี้ก็ตั้งแต่สมัยขึ้นเวทีPOP JAMในฐานะตัวKของKAT-TUNครั้งแรกนั่นล่ะ

แถบสีม่วงปรากฏขึ้นสองขีดหลังจากที่คาเมะจุ่มเจ้าชุดอุปกรณ์ลงในปัสสาวะไปแล้วประมาณ5นาที ร่างขาวลนลานคว้าเอาเอกสารคู่มือขึ้นมาอ่านผลการทดสอบ ตัวหนังสือยุ่บยั่บอัดแน่นมาในกระดาษแผ่นเล็กกำลังจะทำให้เขาบ้าตาย แต่นั่นก็ยังไม่มากเท่ามหันตภัยครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิตซึ่งถูกแขวนเอาไว้กับจำนวนขีดบนชุดทดสอบการตั้งครรภ์หรือที่เรียกว่าHCG Pregnancy Test

“ในกรณีที่ขึ้น2ขีด เท่ากับผลการตรวจเป็นPositive = มีการปฏิสนธิเกิดขึ้น...........ซึ่งหมายความว่า ‘ตั้งครรภ์’ ”

“หมายความว่า....... ‘ตั้งครรภ์’” 

ไอดอลหนุ่มขวัญใจสาวน้อยสาวใหญ่ยันคุณลุงแฟนเบสบอลหน้าซีดเผือดบ่งบอกถึงอาการช็อคสุดขีด ริมฝีปากสั่นระริกอ่านทวนประโยคสั้นๆซ้ำเพื่อให้แน่ใจว่าตนเองไม่ได้ตาฝาด สมองเบลอหรือดูซีรีส์เกาหลีมากจนเพี้ยน.... แต่ไม่ว่าจะพยายามสะบัดหัว ขยี้ตา ตบแก้มตัวเอง อย่างไร ผลเทสต์ก็ยังคงปรากฏแถบสีม่วง2ขีด และตัวคันจิ孕むก็ยังคงแปลว่าตั้งครรภ์อยู่เช่นเดิม


ตั้งครรภ์....?

ตั้งครรภ์............???

ตั้งครรภ์..........................!!!????



“อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกก!!!!!!!!!!!”






“ลูกสาวผมเป็นแฟนคลับของคุณ ถ้ายังไงช่วยเซ็นลายเซ็นลงบนCDเป็นของขวัญให้แกหน่อยได้ไหมครับ?” 

หลังจากที่รถแท็กซี่หยุดจอดนิ่งสนิทบริเวณหน้าตึกที่ทำการของบริษัทเอเจนซี่ไอดอลชายที่เรียกได้ว่าทรงอิทธิพลที่สุดบนเกาะญี่ปุ่น โชเฟอร์วัยกลางคนก็หันมาเอ่ยขออนุญาตพร้อมทั้งยื่นปากกาและแผ่นCDมินิอัลบั้มใหม่ล่าสุดซึ่งเพิ่งวางจำหน่ายเมื่อไม่กี่วันก่อนให้ผู้โดยสารที่เขาเพิ่งรับมาจากสนามบินฮาเนดะสดๆร้อนๆช่วยเซ็นชื่อเป็นที่ระลึก

“ได้สิครับ ผมจะเซ็นให้” 

มือหนาตวัดตัวอักษรภาษาอังกฤษลวกๆลงบนหน้าปกก่อนจะส่งคืนให้คุณลุงด้วยรอยยิ้ม เนื่องจากนั่งเครื่องบินติดต่อกันนานหลายชั่วโมงแล้วต้องเดินทางมาออฟฟิศทันทีโดยไม่ได้กลับบ้านไปพักผ่อนอย่างที่ควรจะเป็น แต่พอได้เห็นว่ายังมีแฟนๆอีกจำนวนหนึ่งที่ให้การสนับสนุนผลงานของเขาในฐานะศิลปินเดี่ยวก็พลอยทำให้รู้สึกหายเหนื่อยไปได้บ้าง

“ขอบคุณที่ใช้บริการนะครับ คุณอาคานิชิ”

“เช่นกันครับ”

ร่างหนาก้าวลงมาจากรถแท็กซี่เพื่อเข้าไปภายในอาคาร แฟชั่นสไตล์LA. Boyทำเอาสต๊าฟตรงห้องโถงชั้นล่างชะงักไปเล็กน้อยกับหมวกบีนนี่ แจ็คเก็ตสีดำลายพิลึกกึกกือ กางเกงขาสามส่วนและรองเท้าผ้าใบที่ไม่เข้ากับอากาศช่วงฤดูหนาวในโตเกียวเลยสักนิด แถมยังผมฟูๆและไรหนวดบนใบหน้าพวกนั้นอีก ถ้าไม่รู้จักกันมาก่อน ไม่ว่าใครก็คงต้องคิดว่าอีตานี่ไม่ใช่ไอดอล แต่เป็นโจรสลัดที่หลุดออกมาจากเรื่อง Pirates of the Caribbean ต่างหาก

“เชิญที่ห้องประชุมเล็กชั้น5เลยค่ะ ทุกๆคนกำลังรอคุณอยู่” 

พนักงานสาวซึ่งได้รับมอบหมายจากท่านประธานให้มารอรับศิลปินในสังกัด อดีตสมาชิกไอดอลกรุ๊ปชื่อดังที่แยกตัวออกมาทำโซโล ชายหนุ่มพยักหน้าเป็นเชิงรับรู้ก่อนจะเดินตามหล่อนไปขึ้นลิฟท์ นึกสงสัยอยู่เหมือนกันว่าสาเหตุที่ประธานบริษัทเรียกเขากลับมาญี่ปุ่นด่วนนั้นคืออะไร ทั้งๆที่ปกติแล้วจะโทรศัพท์หรือส่งเมลล์ผ่านผู้ดูแลของทางWarner Music America.... แสดงว่าธุระของคุณจอห์นนี่คงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องพูดกันต่อหน้าสินะ?

ว่าแต่มันคือเรื่องอะไรกันล่ะ....?



“มาถึงแล้วเรอะ อาคานิชิ.... นั่งลงสิ ทุกคนกำลังรอYouอยู่พอดี”

ประตูไม้แผ่นหนาถูกผลักออกเผยให้เห็นห้องสี่เหลี่ยมขนาดไม่ใหญ่โตนัก โต๊ะประชุมรูปตัวUแบบ10ที่นั่งซึ่งส่วนมากจะใช้ในเวลามีตติ้งย่อยหรือบรีฟงานภายในยูนิตมีเพียงคุณจอห์นนี่ คุณแมรี่ คุณจูลี่ และอดีตเพื่อนร่วมวงพร้อมด้วยผู้จัดการส่วนตัวจับจองที่นั่งรออยู่.... ความรู้สึกตึงเครียดและกดดันอย่างที่เขาไม่ชอบตรงเข้าเล่นงานเมื่อสายตาทุกคู่จ้องมองผู้มาใหม่แทบจะเป็นตาเดียวกัน ปลดปล่อยรังสีมาคุให้ลอยฟุ้งปกคลุมชั้นบรรยากาศ ทันทีที่ท่านประธานเชื้อเชิญให้นั่งลง ชายหนุ่มก็เลือกนั่งข้างคนคุ้นเคยเพื่อความปลอดภัย

“คาเมะ.......ที่ว่าธุระด่วนนี่มันเรื่องอะไรกันเหรอ?” 

เสียงทุ้มแอบบุ้ยใบ้กระซิบถามไอดอลหน้าสวย ดูเหมือนว่าเขาจะเป็นคนเดียวที่ไม่รู้ต้นสายปลายเหตุของการประชุมด่วนซึ่งคลับคล้ายคลับคลาว่าจะสำคัญมาก ถึงได้มีสองแม่ลูกแมรี่จูลี่เข้าร่วมด้วย หากเจ้าของดวงตาเรียวสวยกลับชำเลืองมองอดีตสมาชิกKAT-TUNเพียงผิวเผิน แล้วจึงเม้มปากสะบัดหน้าหนีไปทางอื่นราวกับไม่อยากเปิดปากเสวนากับอาคานิชิ จินแม้สักเพียงคำเดียว

“.................................”

“คาเมะ?” 

ร่างสูงขานชื่ออีกฝ่ายอย่างไม่เข้าใจ ครั้งสุดท้ายที่เจอกันก็ไม่ได้ทะเลาะหรือมีเรื่องผิดใจอะไร แต่อยู่ดีๆคาเมะก็ทำท่าเหมือนว่าโกรธเกลียดเขามาสักสิบชาติโดยไม่มีสาเหตุ ครั้นพอจะถามไถ่ให้รู้เรื่อง คุณยามาดะซึ่งทำหน้าที่ดูแลตารางงานของKAT-TUNและเป็นผู้จัดการส่วนตัวของคาเมะนาชิ คาซึยะก็ลุกขึ้นยืนโค้งให้กับ3ผู้บริหารใหญ่เพื่อเปิดประเด็น พาลให้หนุ่มหล่ออินเตอร์เนชั่นแนลประจำค่ายต้องเงียบฟังตามมารยาท ทั้งที่ในใจยังสงสัยไม่หายว่าตนเองเผลอไปทำอะไรให้คนตัวเล็กไม่พอใจ

“เอาล่ะ ในที่สุดก็มากันพร้อมหน้าพร้อมตาสักทีนะ จะได้จัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นให้จบในวันนี้เลย”

“อาคานิชิคุง เมื่อ3เดือนก่อน ตอนที่เธอกลับมาญี่ปุ่นเพื่อคุยเรื่องแผนงานมินิอัลบั้ม แล้วก็ถ่ายTackey’s Channel ฉันได้ยินมาว่าหลังจบปาร์ตี้เนื้อย่างแล้ว เธอไปค้างที่ห้องของคาเมะนาชิ.... เป็นความจริงหรือเปล่า?”

“เอ๊ะ........เอ่อ.........ครับ............” 

คำถามแรกที่ได้ยินทำให้อาคานิชิ จินแปลกใจปนงุนงงอยู่ไม่น้อย ใครๆในค่ายต่างก็รู้กันดีว่าเขากับคาเมะเคยเป็นอะไรกันมาก่อน นานทีปีหนจะนอนค้างด้วยกันบ้างก็ไม่เห็นว่ามันจะเป็นเรื่องคอขาดบาดตายตรงไหน ตราบใดที่ทั้งเขาและคาเมะยังไม่มีคนใหม่ก็ไม่ถือว่าทำผิดศีลธรรม ว่าแต่ปัญหาที่คุณยามาดะพูดว่าต้องสะสางให้จบภายในวันนี้มันคืออะไร จนป่านนี้ก็ยังไม่มีใครสักคนที่จะให้ความกระจ่าง

“คือ......พอดีว่าวันนั้นผมดื่มหนักไปหน่อย ก็เลยไปค้างกับคาเมะ.......แล้วมันมีปัญหาอะไรเหรอครับ?”

“น่าปวดหัวจริงๆ ถ้ารู้ว่าจะเป็นแบบนี้ Iไม่น่าอนุญาตให้Youกลับมาญี่ปุ่นจนกว่าจะเสร็จงานทางโน้นเสียตั้งแต่แรกก็ดี.............” 

คิตากาว่า จอห์นนี่ซึ่งนั่งรอฟังคำตอบในฐานะผู้มีอำนาจตัดสินใจสูงสุดถึงกับกุมขมับส่ายศีรษะ แม้กระทั่งคุณแมรี่กับคุณจูลี่ก็ยังถอนหายใจทำท่าทางราวกับว่าเป็นความผิดมหันต์ที่ไม่สามารถให้อภัยได้.... 

คิ้วหนาได้รูปเริ่มขมวดมุ่นอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์ ตั้งแต่สมัยก่อนแล้วที่พวกผู้หลักผู้ใหญ่ในค่ายชอบทำเหมือนว่าความสัมพันธ์ระหว่างเขากับคาเมะนาชิ คาซึยะเป็นสิ่งต้องห้าม ทั้งห้ามใกล้ชิด ห้ามพูดคุยกันในที่สาธารณะ ต่อให้เป็นเรื่องงานก็ห้ามพูดถึงกันและกันโดยไม่จำเป็น ห้ามสารพัดที่จะห้าม หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เขารู้สึกเบื่อหน่ายการเป็นสมาชิกของKAT-TUNแล้วต้องเลิกกับคาเมะก็มีเรื่องพวกนี้รวมอยู่ด้วย

“เพราะเรื่องนี้ใช่ไหมครับ คุณจอห์นนี่ถึงได้เรียกผมกลับมาจากLA. ก่อนหน้านี้ผมก็ไปค้างที่ห้องคาเมะไม่รู้ตั้งกี่ครั้ง ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลยนี่นา.... แล้วก็ไม่ใช่ผมคนเดียวด้วยที่เคยไปค้าง โคคิก็เคย จุนโนะก็เคย ทัตสึยะกับยูอิจิก็เคย เพื่อนนอกวงอย่างอุจิ เทโงชิก็เคย ขนาดคนนอกค่ายอย่างเจ้านักบัลเล่ต์มิยาโอะคนนั้นก็ยังเคยไปเลย แล้วทำไมต้องทำเหมือนว่ามันเป็นเรื่องใหญ่ด้วย?”

ชายหนุ่มโพล่งออกมาอย่างเหลืออด ไม่คิดเลยว่าคุณจอห์นนี่จะเรียกเขากลับมาจากอเมริกาด้วยเหตุผลที่สุดแสนจะบัดซบ ถ้าเขาจะนอนห้องเดียวกับคาเมะนาชิแล้วมันยังไง ยังมีเพื่อนร่วมค่ายต่างค่ายก็หลายชีวิตที่เคยไปนอนค้างแมนชั่นนั้นเหมือนๆกัน แล้วมีใครคนไหนถูกเรียกมาสอบสวนอย่างกับเป็นอาชญากรแบบเขาบ้าง... 

คิดว่าเขาไม่ได้ออกงาน ออกทีวีทุกวันแล้วจะว่างมากหรือไง บินไปบินมาเพราะเรื่องไร้สาระแบบนี้เสียเวลาแต่งเพลงชะมัดยาด!!



“พูดแบบนี้ หมายความว่าจะไม่รับผิดชอบสินะ?”

“รับผิดชอบ......????” 

ไอดอลหน้าสวยเขม่นสายตามองหน้าแฟนเก่าที่เลิกรากันไปกว่าปีครึ่งเสมือนกำลังคาดโทษอีกฝ่าย ลูกแก้วสีน้ำตาลเข้มสะท้อนใบหน้าหล่อเหลาที่กำลังออกอาการงุนงงก่อนจะเปิดปากถามอย่างเอาเรื่องเอาราว ยิ่งอาคานิชิ จินแสดงออกว่าไม่เข้าใจในสิ่งที่ทุกคนกำลังพูดถึง เจ้าตัวก็ยิ่งฮึดฮัดเกรี้ยวกราดจนต้องหันมาเผชิญหน้ากับคู่กรณีตรงๆ

“คาเมะนาชิคุง เธอใจเย็นๆก่อนนะ ฉันคิดว่าพวกเราทุกคนควรจะแก้ปัญหาเรื่องนี้ด้วยกัน” 

คุณจูลี่พยายามเอ่ยปรามไม่ให้เด็กหนุ่มเซ็นเตอร์คนปัจจุบันของKAT-TUNปรี๊ดแตกกลางห้องประชุม แต่กับคุณจอห์นนี่ที่เคารพยังไม่เคยห้ามได้สำเร็จ แล้วนับประสาอะไรกับลูกสาวคุณแมรี่จะห้ามไหว

“โอ๊ย!!! ไม่ยงไม่เย็นมันแล้วครับ.... ก็ดูหมอนี่พูดสิ ฟังยังไงก็เหมือนจะปัดความรับผิดชอบชัดๆ!!!” 

คาเมะนาชิซึ่งดูคล้ายว่าจะปรอทแตกสติขาดผึงลุกขึ้นยืนชี้หน้าอาคานิชิอย่างโกรธเคือง ในขณะที่เสียงของกลุ่มผู้บริหารและผู้จัดการซึ่งพยายามเอ่ยปลอบให้เจ้าตัวสงบลงนั้นไม่สามารถทะลุถึงโสตประสาทได้อีกแล้ว สิ่งเดียวที่คาเมะต้องการในเวลานี้ก็คือคำตอบจากปากแฟนเก่าว่าจะเอาอย่างไรกันแน่ ถ้าไม่อย่างนั้นก็คงต้องแหลกกันไปข้างหนึ่ง

“อาคานิชิ จิน เรามาพูดกันอย่างลูกผู้ชายเลยดีกว่า.... นายจะเอายังไง จะรับผิดชอบการกระทำของตัวเองหรือเปล่า!!??”

“รับบ้ารับบออะไรล่ะ ฉันยังไม่รู้เลยว่านายพูดเรื่องอะไร!!??” 

เมื่ออีกฝ่ายขึ้นมาเสียงมา ร่างสูงก็กอดอกไขว่ห้างขึ้นเสียงกลับอย่างไม่ยอมแพ้ ต่อให้เป็นอดีตคนรักหรือเพื่อนสนิทก็ไม่มีสิทธิ์มาทำกิริยาหยาบคายแบบนี้ใส่เขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออยู่ในที่ประชุม แต่กระนั้น คาเมะก็ยังไม่เลิกเกรี้ยวกราดโวยวายเสียที

“อย่ามาแกล้งทำเป็นโง่นะ!!!!”

“ก็คนมันไม่รู้เรื่องนี่หว่า พูดเองเออเองเข้าใจเองอยู่คนเดียว ไม่อยากให้ฉันโง่ก็หัดพูดให้มันเคลียร์หน่อยสิโว้ย!!!!” 

หากไม่ติดว่าคนตรงหน้านั้นตัวเล็กกว่า เขาคงจับกระชากคอเสื้อชกคว่ำไปตั้งแต่วินาทีแรกที่เจ้าตัวมาทำหน้าตากวนประสาท แถมยังเอาแต่จิกเสียงตะคอกซ้ำไปซ้ำมาโดยไม่อธิบายว่ากำลังด่าเขาด้วยเรื่องอะไร.... เป็นอีกครั้งที่อาคานิชิ จินเห็นคาเมะเม้มปากพลางจ้องมองมาเหมือนกำลังประณามเขาว่าเป็นคนเลวทางสายตา คนที่เหลือภายในห้องต่างพากันเงียบกริบก่อนที่ไอดอลหนุ่มน้อยขวัญใจวงการเบสบอลจะประกาศกร้าวถึงสาเหตุของเรื่องราวทั้งหมด ไม่รอให้ผู้จัดการเป็นคนออกหน้าเจรจาเหมือนอย่างที่ตกลงกับคุณจอห์นนี่เอาไว้ตั้งแต่แรกอีกต่อไปแล้ว

“ก็เห็นๆอยู่ว่านายเป็นคนทำฉันท้อง แล้วยังจะต้องให้เคลียร์อะไรอีก.... คิดจะทำไขสือฟันแล้วทิ้งหรือไง ไอ้อ้วน!!!!”

“อะ.........อะไรนะ.........นายท้อง!!!!!???” 

ประหนึ่งว่าก้อนอุกกาบาตจากนอกโลกพุ่งเข้าชนศีรษะอย่างจัง อาคานิชิ จินเบิกตาลุกโพลงพลางย้อนถามอย่างไม่อยากเชื่อในสิ่งที่เพิ่งได้ยิน บางทีเขาอาจจะพักผ่อนน้อย หูเฝื่อนตาฝาด หรือไม่ก็ชินกับภาษาอังกฤษมากเกินไปจนแปลความหมายคำพูดของคาเมะผิด หากเมื่ออีกฝ่ายยืนกรานเสียงแข็งตอบกลับมา เขาจึงเริ่มตระหนักว่ามันคงไม่ใช่เรื่องอำกันเล่นเพื่อความสนุกสนานในค่ายอย่างแน่นอน

“เออสิวะ ไม่งั้นคุณจอห์นนี่จะเรียกนายกลับมาคุยทำไม!!!!!”

“ดะ.....เดี๋ยวก่อน...........แล้วนายท้องได้ยังไง???”

“ฉันจะไปรู้เรอะ.......ฮึก.......ตัวเองเป็นคนทำแท้ๆ!!! บอกให้ใส่ถุงยางก็ไม่ยอมใส่ กลัวไม่ได้อารมณ์ดีนักแล้วผลเป็นยังไงล่ะ สุดท้ายก็มาลำบากฉันคนเดียว!!!”

“โทษฉันได้ที่ไหน รู้ว่าฉันปล่อยข้างในแบบไม่ใส่ถุงยาง แล้วทำไมตัวเองถึงไม่รู้จักหายาคุมฉุกเฉินมากิน!!!??”

“นี่นายกำลังหาว่าฉันเป็นคนผิดใช่ไหม อาคานิชิ จิน!!!!”



“เอาล่ะๆ.... พวกเธอหยุดทะเลาะกันก่อนนะ” 

คุณแมรี่ที่อุตส่าห์นั่งเงียบอยู่นานโบกไม้โบกมือเป็นเชิงสั่งให้ยุติสงครามชั่วคราว ถึงแม้จะเคยได้ยินได้ฟังกิตติศัพท์ความแรงของพวกเมมเบอร์KAT-TUNมานาน แต่ก็เพิ่งเห็นกับตาตัวเองวันนี้ว่ามันช่างน่าปวดหัวมากแค่ไหน รู้สึกขอบคุณในความกรุณาของพระเจ้าเหลือเกินที่เธอไม่ได้มีหน้าที่รับผิดชอบเด็กในกลุ่มYou&Jโดยตรง กว่าจะยอมเงียบกันได้ก็ต้องใช้ไม้แข็งขู่ ไม่อย่างนั้นคงได้ฆ่ากันตายคาห้องประชุมแน่

“เท่าที่ฟังจากที่คุยกันก็พอสรุปได้ว่าพวกเธอสองคนซั่มกันจริง อะไรกันจริง ถ้าอย่างนั้นข้อสงสัยที่ว่าอาคานิชิ จินเป็นพ่อเด็กในท้องก็เป็นอันจบไป”

“ครั้งสุดท้ายที่อาคานิชิคุงกลับมาญี่ปุ่นก็ประมาณเกือบๆ3เดือนได้ ตรงตามอายุครรภ์ของคาเมะนาชิพอดีด้วย” 

ผู้จัดการพยายามซัมมิทสถานการณ์เพื่อให้ทุกฝ่ายเข้าใจตรงกันว่าเกิดอะไรขึ้น เอกสารผลการตรวจร่างกายซึ่งได้รับมาจากโรงพยาบาลเอกชนถูกส่งให้คุณจอห์นนี่พิจารณา แต่ก็ยังมิวายที่คาเมะนาชิ คาซึยะจะลุกขึ้นมาวีนแตกชนิดไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหม

“ยามาดะซังพูดแบบนี้มันไม่แฟร์กับผมเลยนะครับ!!” 

ร่างเล็กจิกตามองค้อนผู้อาวุโสกว่าพลางตวัดเสียงแหลมปรี๊ดใส่ ใบหน้าสวยบูดบึ้งถมึงทึงขณะไล่บี้เอาเรื่องกับยามาดะซังโทษฐานบังอาจพูดจาในทำนองว่าเขาอาจจะท้องกับคนอื่นก็ได้

“ทำไมทุกคนถึงต้องสงสัยด้วยว่าพ่อเด็กเป็นใคร ในเมื่อผมบอกแล้วว่าคนที่ทำให้ผมท้องก็คืออาคานิชิ จิน มันก็ต้องเป็นไอ้หมอนี่คนเดียวสิ.... ผมไม่ได้มั่วเซ็กส์ เปลี่ยนคู่นอนไปเรื่อยๆเหมือนใครบางคนสักหน่อย!!!”

“พูดแบบนี้จะหาเรื่องกันหรือไง คาเมะ!!??” 

คราวนี้อาคานิชิ จินกลับเป็นฝ่ายลุกขึ้นบ้าง น้ำเสียงห้วนบ่งบอกถึงอารมณ์โกรธตอกกลับอดีตคนรักซึ่งกำลังอาละวาดโวยวายเหมือนโดนผีสิงทันควัน นัยน์ตาคมดุจ้องมองคนตรงหน้าราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ หากฝ่ายคนท้องก็ใช่ว่าจะยอมลดความแรงลง ยังคงยิ้มเยาะถากถางพฤติกรรมอื้อฉาวของแฟนเก่าได้อย่างเจ็บแสบถึงขั้ว

“ฉันแค่พูดความจริง.... รับไม่ได้ล่ะสิท่า”

“ถ้าฉันมันเลวนักก็เชิญนายท้องไม่มีพ่อไปก็แล้วกัน!!!”

“อ้อ.... ทำมาพูดนั่นพูดนี่ ที่แท้ก็ไม่อยากรับผิดชอบ โธ่เอ๊ย คนอย่างนายแค่อ้าปากก็เห็นลิ้นไก่แล้ว!!!”

“อย่าคิดว่าท้องอยู่แล้วฉันจะไม่กล้านะ!!!”

“ก็เอาสิ ถ้านายกล้าชกฉันต่อหน้าคุณจอห์นนี่ก็เอาเลย!!!!”


“พวกYouหุบปากเดี๋ยวนี้!!!!”


สงครามน้ำลายเริ่มเลยเถิดกลายเป็นการท้าตีท้าต่อยต่อหน้าธารกำนัล เมื่อมุมแดงก็ช่างแรงได้ใจ ส่วนมุมน้ำเงินก็เลือดร้อนไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน บรรยากาศการเจรจาถูกปกคลุมด้วยเสียงทะเลาะโต้เถียงอีกครั้ง หนนี้ไม่ต้องรอให้ผู้จัดการ หรือสองแม่ลูกแมรี่-จูลี่ออกโรงห้ามทัพ เพราะท่านประธานใหญ่จอนห์นี่ เอช คิตากาว่าเป็นคนลงมือทุบโต๊ะประชุมเสียงดังสนั่นก่อนจะตวาดสั่งให้ตัวปัญหาทั้งสองปิดปากให้สนิทแล้วนั่งลง

“พวกYouสองคนเป็นเด็กอนุบาลหรือยังไง ทะเลาะกันอยู่ได้.... Iอยากรู้นักเชียวว่าตอนที่พวกYouชวนกันไปซั่มจะกัดกันแบบนี้ก่อนไหม!!??”

“ขะ.........ขอโทษครับ.......” 

พอโดนด่าไปหนึ่งดอกแล้วถึงได้รู้สึกตัวว่ากำลังแสดงกิริยาเกรียนแตกต่อหน้าผู้ใหญ่ คาเมะหันไปโค้งขอโทษคุณจอห์นนี่ด้วยท่าทางสำนึกผิดเป็นอย่างยิ่งแล้วทิ้งตัวนั่งลงบนเก้าอี้แต่โดยดี หากกระนั้น ก็ยังสะบัดหน้าชิชะใส่พ่ออาร์ทิสหนุ่มสุดเซอร์ไม่ยอมญาติดีด้วย คุณแมรี่ผู้ซึ่งมีประสบการณ์ตรงในการตั้งท้องและคลอดลูกจึงเป็นคนให้คำแนะนำ ตลอดจนไกล่เกลี่ยให้สองไอดอลทำสนธิสัญญาสงบศึก

“คาเมะนาชิคุง ฉันคิดว่าช่วงนี้ฮอร์โมนของเธอคงจะไม่ค่อยปกติ มันเป็นอาการทั่วไปของคนท้อง แต่ยังไงก็ช่วยสงบสติอารมณ์แล้วคุยกันด้วยเหตุผลหน่อยจะได้ไหม.... ส่วนอาคานิชิคุง ฉันเข้าใจว่าเธอคงจะตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พวกเราทุกคนก็ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนเหมือนกันว่าคาเมะนาชิจะท้อง นี่ถือเป็นเคสแรกนับตั้งแต่ก่อตั้งค่ายJohnny’s Entertainment เพราะฉะนั้น ฉันหวังว่าเธอคงจะให้ความร่วมมือจนกว่าเราจะได้ข้อสรุปว่าจะแก้ไขปัญหานี้ยังไง”

“ครับ พวกผมจะพยายาม.........” 

เมื่อสถานการณ์กลับคืนสู่ความสงบ การประชุมเพื่อหาทางออกเรื่องศิลปินตั้งครรภ์โดยไม่พึงประสงค์ก็เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง ขั้นตอนแรกก็คือต้องเช็คตารางงานของทั้งคู่เพื่อดูว่าจะมีผลดีผลเสียอย่างไรบ้างในกรณีที่คาเมะนาชิต้องการเก็บเด็กเอาไว้

“คุณยามาดะ ตารางงานของเด็กสองคนนี้มีอะไรบ้าง?”

“ของอาคานิชิก็มีซิงเกิลที่ออกในอเมริกากับมินิอัลบั้มในญี่ปุ่นที่วางขายไปก่อนหน้านี้ แต่ก็จะมีซิงเกิลใหม่ตอนปลายเดือน12 Photo ShootปกกับPVก็ถ่ายเสร็จไปเรียบร้อยแล้ว หลังจากนี้ก็จะมีงานแฟนมีตติ้ง แต่ก็คงไม่มีอะไรมาก.... จะไปยุ่งอีกทีก็คงเป็นช่วงเตรียมออกอัลบั้มเต็มกับไลฟ์ทัวร์ในอเมริกา เห็นทางWarnerแจ้งมาว่ามีแผนจะจัดทัวร์คอนเสิร์ตในเอเชียด้วย”

“ส่วนของคาเมะนาชินี่ลำบากหน่อยครับ เพราะว่าซิงเกิลใหม่เพิ่งจะวางขายไป แถมตอนนี้ยังอยู่ในช่วงเดินสายโปรโมท อัลบั้มก็กำลังจะออก ละครก็ยังไม่ปิดกล้อง รายการGOING!ก็ต้องไปจัดสดทุกอาทิตย์ อีกไม่นานก็จะเริ่มทัวร์คอนเสิร์ตของKAT-TUNแล้ว.... ตารางงานลากยาวไปจนถึงกลางปีหน้า ถ้ายกเลิกกลางคัน เห็นทีว่าคงกระทบกับหลายฝ่ายแน่”

ยามาดะซังทิ้งท้ายเอาไว้เพียงเท่านี้ ความเงียบก็ตรงเข้าเล่นงานบรรดาผู้บริหาร รวมถึงไอดอลในสังกัดพาลให้พูดไม่ออกบอกไม่ถูกไปตามๆกัน.... อย่างที่รู้กันดีว่าตอนนี้คาเมะนาชิ คาซึยะอยู่ในตำแหน่งเซ็นเตอร์ของวงKAT-TUNเพียงคนเดียวหลังจากที่อาคานิชิแยกออกไปทำโซโล ทั้งงานละคร งานเพลง งานพิธีกร พรีเซ็นเตอร์วิ่งชนจนแทบหาเวลาว่างไม่ได้ เรียกได้ว่าเป็นช่วงฟื้นตัวหลังซบเซามานาน แถมละครเรื่องล่าสุดก็เรตติ้งดีถึงขนาดมีแผนเตรียมสร้างเป็นหนังจอเงินฉายในปีหน้า ถ้าทุกสิ่งทุกอย่างต้องมาสะดุดกลางคันด้วยเหตุผลที่ว่าเจ้าตัวโดนอดีตเพื่อนร่วมวงเสกเด็กเข้าท้อง เห็นทีว่าคงได้เกิดเหตุโกลาหลครั้งใหญ่ในค่ายJohnny&Associatesอย่างแน่นอน

“ถึงตอนนี้จะยังไม่มีใครรู้เรื่อง แต่ก็ใช่ว่าเราจะปิดไปได้ตลอด”

“แต่จะปล่อยให้ไปทำงานในสภาพท้องโย้ก็คงไม่ได้เหมือนกัน เราคงต้องรีบตัดสินใจแล้วว่าจะเอายังไง”

“ในกรณีที่ต้องรักษาภาพลักษณ์ จะให้พวกนักข่าวรู้ไม่ได้เด็ดขาด”

“หมายความว่าต้องเอาเด็กออกหรือคะ บอกตามตรงว่าฉันไม่เห็นด้วยกับความคิดนี้เลยค่ะ”

“มันขึ้นอยู่กับว่าอาคานิชิกับคาเมะนาชิจะจัดการกับปัญหานี้ยังไง ถ้าพวกเขาตัดสินใจที่จะเลี้ยงลูกด้วยกัน ทางเราก็คงห้ามไม่ได้ แต่ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ต้องการรับผิดชอบหรือไม่พร้อมที่จะเป็นพ่อคนแม่คน การปล่อยให้เด็กเกิดมาก็จะส่งผลเสียมากกว่าผลดี.... อีกอย่าง ถ้าแฟนๆเกิดรับไม่ได้แล้วต่อต้านขึ้นมาก็เท่ากับว่าหมดอนาคตในวงการบันเทิงไปเลย การเป็นไอดอลมันลำบากกว่าคนทั่วไปก็ตรงนี้แหละ”
“ส่วนหนึ่งมันก็ขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาพร้อมที่จะสร้างครอบครัวร่วมกันหรือเปล่า........” 

3ผู้บริหารใหญ่และผู้จัดการยามาดะผลัดเปลี่ยนกันออกความคิดเห็น เนื่องจากเรื่องนี้เป็นประเด็นทางมนุษยธรรมซึ่งมีผลประโยชน์ของบริษัทเข้ามาเกี่ยวข้อง จะบังคับหรือตัดสินใจแทนโดยไม่ถามความเห็นเด็กในปกครองซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้วก็ไม่ได้.... สายตา4คู่เหลียวหันมามองอาคานิชิ จิน และคาเมะนาชิ คาซึยะอย่างตำหนิแต่ก็แฝงเอาไว้ด้วยความห่วงใยตามประสาคนที่เห็นกันมานานหลายปี แต่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน อนาคตในวงการ หรือแม้กระทั่งชีวิตส่วนตัว คนที่จะสามารถตัดสินใจได้ดีที่สุดก็ย่อมเป็นเจ้าตัวนั่นเอง

“มันเป็นเรื่องที่พวกYouสองคนต้องช่วยกันคิดนะ จะทำยังไงก็ลองปรึกษากันดู”


.....................................


....................


........


ท่อนขาเพรียวก้าวฉับๆตรงไปยังรถเมอร์ซิเดสสีดำราคาแปดหลักก่อนจะล้วงกุญแจออกมายิงสัญญาณปลดล็อคอัตโนมัติ กระเป๋าแบรนด์เนมใบใหญ่ถูกเหวี่ยงกองเอาไว้ตรงเบาะที่นั่งข้างคนขับ.... 

หน่วยตาเรียวแอบสังเกตเห็นเงาสะท้อนของใครบางคนจากกระจกส่องข้าง ริมฝีปากสีสดเม้มแน่นราวกับกำลังระงับอารมณ์ไม่ให้ขุ่นมัวมากไปกว่าที่เป็นอยู่ ในขณะที่ใบหน้าอ่อนใสภายใต้แว่นกันแดดสีชายังคงเรียบเฉยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ร่างเล็กหย่อนตัวลงนั่งเตรียมบิดกุญแจสตาร์ทเครื่องยนต์เพื่อไปทำงานตามตารางช่วงบ่าย ไม่อยากนึกสนใจคนรักเก่าที่ไม่ได้มีความหมายอะไรสำหรับตนแม้สักเพียงเสี้ยววินาที

“................คาเมะ” 

เจ้าของเสียงทุ้มห้าวพยายามเรียกชื่อคนตัวเล็กซึ่งเดินนำหน้าตนเองครั้งแล้วครั้งเล่า หวังเพียงให้อีกฝ่ายหันกลับมาพูดธุระที่ค้างไว้ให้รู้เรื่อง.... จินรู้ว่าคาเมะได้ยินที่เขาเรียก แล้วก็รู้ด้วยว่าเขาเดินตามมาตั้งแต่ที่ห้องประชุมจนถึงลานจอดรถ แต่สิ่งที่เขาไม่รู้ก็คือทำไมคาเมะถึงต้องทำท่าทางโมโหเกรี้ยวกราดทั้งๆที่เขายังไม่เคยพูดสักคำว่าตัวเองไม่ใช่พ่อเด็ก

“ฉันอยากคุยกับนายเรื่องลูก ช่วยหยุดฟังก่อนจะได้ไหม?” 

มือหนาจับประตูรถเอาไว้ไม่ยอมให้มันปิดลง แม้ว่าคนข้างในจะกระชากสุดแรงเกิดแล้วก็ตาม ชายหนุ่มเอ่ยถามอย่างใจเย็นพลางนึกถึงคำพูดของคุณแมรี่ที่บอกว่าคาเมะกำลังอยู่ในช่วงฮอร์โมนแปรปรวนซึ่งเป็นอาการปกติของคนท้อง แต่ทว่า ไอดอลคนสวยกลับพูดจาตัดรอนไม่ต้องการเจรจาอะไรทั้งนั้น

“ไม่ต้องห่วงหรอก รับรองว่าฉันจะไม่ทำให้นายต้องลำบากใจแน่!!”

“พูดอะไร ฉันแค่อยากรู้ว่านายคิดยังไงกับเรื่องนี้ เราจะได้หาทางออกด้วยกันว่าควรจะต้องทำยังไงต่อ”

“แล้วถ้าฉันบอกว่าอยากคลอดลูก อยากให้นายรับเป็นพ่อเด็ก อยากเลิกเป็นไอดอล เลิกทำงานในวงการบันเทิงแล้วมาสร้างครอบครัวแสนสุขกับนาย.... นายจะยอมทิ้งความฝันแล้วกลับมาญี่ปุ่นเพื่อฉันกับลูกไหมล่ะ?” 

“.................................”

อาคานิชิ จินนิ่งงันไปชั่วขณะเพราะคำถามวัดใจที่เขาไม่คาดคิดว่าคาเมะจะเอ่ยมันออกมา เพื่อที่จะทำความฝันให้เป็นจริง เขาเคยเลือกที่จะเป็นฝ่ายเดินออกไปจากKAT-TUN ออกไปจากชีวิตของคาเมะนาชิ คาซึยะมาแล้วครั้งหนึ่ง มันไม่ง่ายเลยกับการหันหลังกลับทั้งๆที่หนทางแห่งความสำเร็จนั้นกำลังทอดรออยู่เบื้องหน้า.... 

ใบหน้าหล่อฉายแววลังเลขณะจ้องมองหน้าท้องซึ่งโป่งนูนเล็กน้อยของอดีตคนรัก มันช่างฟังดูเหลือเชื่อที่จะบอกว่าเลือดเนื้อเชื้อไขของเขากำลังปฏิสนธิและเจริญเติบโตอยู่ภายในนั้น หากยังไม่ทันจะได้ตอบอะไร ฝ่ายคาเมะซึ่งปักใจเชื่อมาตั้งแต่แรกแล้วว่าผู้ชายแบบอาคานิชิ จินคงไม่อยากจะเป็นพ่อคนก็ช่วยสรุปความคิดของชายหนุ่มให้เสร็จสรรพ

“เห็นไหม นายเองก็ไม่คิดที่จะเสียสละอะไรสักอย่าง แล้วยังมีหน้ามาบอกว่าจะช่วยฉันหาทางออก.... คงคิดอยู่ล่ะสิว่านี่มันเรื่องบ้าบออะไรกัน เลิกกันไปเป็นชาติแล้ว อยู่ดีๆก็มาบอกว่าท้อง ดีไม่ดีจะคิดว่าฉันไปมั่วกับใครที่ไหนมาแล้วเอามายัดเยียดขอให้นายรับเป็นพ่อเสียด้วยซ้ำ!!”

“ฉันไม่ได้คิดแบบนั้น!!”

“แต่นายทำท่าลำบากใจ!!”

“ก็ของแบบนี้ ใครที่ไหนจะตอบได้ทันทีล่ะ มันก็ต้องมีหยุดคิดกันบ้างสิ!!” 

สิ่งเดียวที่ยึดเส้นความอดทนของร่างสูงไม่ให้ขาดสะบั้นก็คือข้อเท็จจริงที่ว่าคาเมะกำลังท้อง และคนท้องก็มักจะอ่อนไหวขี้น้อยใจมากกว่าคนปกติ แต่เขาคงจะอดทนได้นานกว่านี้ถ้าคาเมะจะกรุณาเลิกคิดล่วงหน้าไปเองฝ่ายเดียวแล้วลำเลิกเรื่องเก่าๆขึ้นมาประชด แดกดัน ถากถาง หรืออะไรก็ตามที่ทำให้เขาดูเป็นคนสารเลวโดยไม่จำเป็น.... ยังไม่ทันขาดคำก็ขุดเอาเรื่องที่เขาลาออกจากKAT-TUNมาพูดซ้ำปนกับเรื่องลูกอีก ช่างเป็นการมิกซ์2เหตุการณ์ให้กลายมาเป็นเรื่องเดียวกันได้ด้วยสกิลเหวี่ยงขั้นเทพจนคนฟังชักเริ่มเพลีย -*-

“ไม่ว่าเมื่อไร ฉันก็เป็นตัวถ่วงสำหรับนายเสมอ.... นายไม่ต้องมายุ่ง ไม่ต้องมาสนใจอะไรทั้งนั้น เชิญไปอยู่อเมริกาให้สบายใจเถอะ เด็กในท้องฉัน ฉันจัดการเองได้ จะคลอดหรือจะเอาออกมันก็เรื่องของฉันคนเดียว!!”

“ก็ชอบพูดเองเออเองอย่างนี้ไง ฉันถึงได้เบื่อนาย!!!” 

ความอดทนของคนเรามันมีลิมิต และความอดทนของอาคานิชิ จินก็เลยลิมิตไปไกลลิบโลก ในเมื่ออยากแรงใส่เขาก่อน เขาก็จะแรงกลับบ้างล่ะ.... คนท้ง คนท้องห่านเหวอะไรจะฤทธิ์เยอะขนาดนี้ ไม่สนแม่มแล้วโว้ย.....!!!

“เบื่อก็ไม่ต้องมายุ่งสิ จะไปไหนก็ไปเลย!!!”

“เออ ไปแน่!!! แล้วอย่ามาง้อหาพ่อให้ลูกทีหลังนะเว้ย!!!!” 

มือหนาเลิกยื้อประตูรถ ซ้ำยังช่วยเหวี่ยงปิดอย่างแรงจนเมอร์ซิเดสสะเทือนไปทั้งคันก่อนจะจ้ำเท้าเดินจากไปพร้อมทั้งสบถคำหยาบสไตล์จิ๊กโก๋อเมริกันไปพลาง ได้ยินเสียงแปร๋นๆด่าไล่หลังตามมาบอกว่าจะขับรถเฉี่ยวตูดเขาให้แหว่ง ชายหนุ่มนึกในใจว่าไม่ชูนิ้วกลางแถมให้ด้วยก็บุญแล้ว โดยหารู้ไม่ว่าการกระทำของตัวเองกำลังทำร้ายจิตใจใครอีกคนได้ไม่น้อยไปกว่ากัน 





“อุบ!!!!”

กลิ่นแกงกะหรี่ที่ทางทีมงานละครเตรียมเอาไว้ทำเอานักแสดงนำของเรื่องแทบขย้อนของเก่าออกมา รู้สึกขมคอผะอืดผะอมจนไม่สามารถทนอยู่ใกล้หม้ออาหารกองถ่ายได้ไหว.... 

ใบหน้าขาวซีดเผือดจนแทบไร้สีเลือดฝาดขณะที่คาเมะนาชิ คาซึยะพยายามกลั้นใจไม่อาเจียนต่อหน้าธารกำนัล ทั้งเวียนหัว ทั้งคลื่นไส้ ครั่นเนื้อครั่นตัวเหมือนจะมีไข้ตลอดเวลา ต่อให้มีเครื่องสำอางโบกทับผิวหน้าเอาไว้แบบเนียนเด้งตลอดวัน แต่ก็ยังไม่สามารถซ่อนความซีดเซียวและอาการแพ้ท้องให้พ้นสายตาเพื่อนร่วมงานได้

“คาเมะนาชิคุงเป็นอะไรไป?” 

นางแบบสาวซึ่งผันตัวมาเอาดีทางงานแสดงอย่างวาตานาเบะ อัน เอ่ยถามเมื่อเห็นว่าคาเมะหลบมุมมานั่งตามลำพังตรงเก้าอี้สำหรับรอแต่งหน้า ไม่เข้าไปร่วมรับประทานอาการกลางวันกับทีมงานและนักแสดงคนอื่นๆเหมือนเคย แถมท่าทางเพลียๆเหมือนคนป่วยอีกต่างหาก

“ไม่ทานข้าวสักหน่อยเหรอคะ ซีนต่อไปเป็นซีนแอ็คชั่นนะ ขืนไม่ทานอะไรเลย เดี๋ยวก็ไม่มีแรงหรอก”

“อันจังทานก่อนเถอะ ผมยังไม่ค่อยหิวน่ะ” 

คนถูกถามส่ายศีรษะส่งยิ้มเนือยกลับไปให้เป็นการยืนยันว่าตนเองนั้นสบายดี ถึงแม้ว่าน้ำเสียงและสีหน้าจะไม่เอื้ออำนวยสักเท่าไรนัก.... อันที่จริงแล้วเขาเองก็หิว อยากกินข้าวกินขนมเหมือนทุกคน แต่เพราะอาการคลื่นเหียนที่รุมเร้าในช่วงเกือบสองสัปดาห์ที่ผ่านมาทำให้แทบกินอะไรไม่ได้เลย แม้กระทั่งพาสต้าหรือนมรสกาแฟของโปรดก็พาลเหม็นไปหมด

“มะม้าหน้าซี๊ดดดดดซีดดดดดดด.... ไม่ฉะบายเหยอฮับ?” 

เด็กน้อยหัวแห้ววิ่งถลาพร้อมทั้งส่งเสียง120เดซิเบลมาแต่ไกลก่อนจะโถมตัวเข้ากอด ‘มะม้าบุญธรรม’ ที่เพิ่งจะมาซี้ปึ้กกันหลังจากเล่นละครเรื่องนี้.... ร่างกะจ้อยร่อยถือวิสาสะปีนขึ้นนั่งบนตักพลางยื่นหน้ายื่นตาเข้ามาใกล้เพื่อสำรวจดูว่ามะม้าป่วยจริงหรือเปล่า หรือว่าจะแค่ตาฝาดเพราะเมื่อกี้นี้ดูกองทัพมดมากเกินไป

“ฟุคุ คุณแม่บอกแล้วไงคะว่าอย่าเรียกพี่คาเมะว่ามะม้า.... ใครมาได้ยินเข้ามาจะไม่ดีนะ รู้ไหม?” 

คุณนายซุซุกิซึ่งเดินตามหลังมารีบดุสั่งสอนลูกชายทันที เกรงว่าสิ่งที่ฟุคุพูดออกไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์อาจจะทำให้ไอดอลชื่อดังจากค่ายจอห์นนี่เสื่อมเสีย เสียงเจื้อยแจ้วจึงเถียงกลับอย่างใสซื่อตามประสาเด็กชนิดไม่กลัวเลยว่าแม่บังเกิดเกล้าจะน้อยใจ

“ทามมายเรียกมะม้ามะได้อ่ะ.....ก็มะม้าคาเมะจ๋วย ฟุคุอยากได้พี่คาเมะเป็นมะม้านี่...........”

“พี่เขาเป็นผู้ชายนะลูก เรียกแบบนั้นมันเสียมารยาท”

“ไม่เป็นไรหรอกครับ คุณแม่.... ถ้าฟุคุคุงอยากเรียกก็ปล่อยให้แกเรียกไปเถอะ ผมไม่ถือ”

“เห็นมะ ก้าจัง......มะม้าคาเมะใจดี๊~ใจดี~” 

รอยยิ้มไอดอลผู้มีภาพพจน์ใจดีรักเด็กประดุจมิสเจแปนปรากฏบนใบหน้าสวย ฝ่ามือบางหยิกแก้มยุ้ยของเด็กชายอย่างหมั่นเขี้ยวแกมเอ็นดู ในขณะที่เจ้าปิศาจน้อยเบโร่พยักหน้าหงึกหงักยิ้มร่าชอบอกชอบใจที่คุณแม่บุญธรรมให้ท้าย.... แม้จะรู้จักกันได้เพียงไม่กี่เดือน แต่เรียกได้ว่าดาราเด็กที่กำลังได้รับความนิยมอย่างซุซุกิ ฟุคุนั้นติดคาเมะเสียยิ่งกว่าแม่แท้ๆของตัวเอง ไม่ว่าจะอยู่ในสตูดิโอหรือไปออกโลเกชั่นที่ไหนเป็นต้องได้ยินเสียงเรียก ‘มะม้า’ เกือบตลอดเวลา.... ยิ่งเวลาคาเมะเข้าฉากแอคชั่น หรือฉากกระโดดจากที่สูง ฟุคุจะตบมือร้องอู้หูราวกับว่าเบมนั้นคือซูเปอร์ฮีโร่ผู้พิทักษ์โลกมนุษย์จากวายร้าย ส่วนคาเมะก็บ้ายอ เห็นเด็กชมตัวเองเข้าหน่อยก็เผลอตามใจไปหมดเสียทุกอย่าง จนกลายเป็นคู่แม่ลูกบุญธรรมพากันวิ่งเล่นทั้งวัน

“มะม้าเอากล้องมาปะ ไปเล่นถ่ายรูปกัน นะๆๆๆๆ”

เจ้าตัวเล็กวิ่งนำหน้าไปหยิบกล้องLeicaราคาล้านกว่าเยนจากหน้าโต๊ะแต่งหน้ามาทุ่มใส่คุณมะม้า ก่อนจะสวมวิญญาณนายแบบโพสต์ท่าสารพัดให้คาเมะตามถ่ายรูปอย่างร่าเริง โดยมีคุณแม่ตัวจริงคอยปรามเพราะกลัวว่าลูกชายจะหกล้มเสื้อผ้าเลอะเทอะทำให้สไตลิสท์กองถ่ายเดือดร้อน

หน่วยตาเรียวมองเด็กชายผ่านเลนส์R9/2.8 Macro เห็นร่างเล็กหัวเราะยิ้มแย้มไร้เดียงสาก็อดยิ้มตามไปด้วยไม่ได้ ปลายนิ้วกดชัตเตอร์เก็บภาพไปเรื่อยๆ ทั้งตอนที่ฟุคุก้มลงมองแถวมดแดงเดินเรียงกัน และตอนที่เจ้าตัวแสบโดนคุณนายซุซุกิดุเพราะทำแว่นคาดศีรษะหล่นลงพื้น.... ความรู้สึกสับสน ว้าวุ่น และกังวลถาโถมเข้ามาสู่ห้วงความคิดอีกครั้งจนคาเมะต้องวางกล้องถ่ายรูปลงชั่วคราว ทุกคำพูดที่เกิดขึ้นในห้องประชุมยังคงดังก้องในโสตประสาท รวมทั้งสีหน้าและแววตาของอดีตชายคนรักทีทำราวกับว่าถูกฟ้าฝ่าลงกลางหัวในตอนที่รู้ว่าเขากำลังตั้งท้อง

แค่นั้น คาเมะก็เข้าใจแล้วว่าอาคานิชิ จินไม่อยากให้เด็กคนนี้เกิดมา


‘มันขึ้นอยู่กับว่าอาคานิชิกับคาเมะนาชิจะจัดการกับปัญหานี้ยังไง ถ้าพวกเขาตัดสินใจที่จะเลี้ยงลูกด้วยกัน ทางเราก็คงห้ามไม่ได้ แต่ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ต้องการรับผิดชอบหรือไม่พร้อมที่จะเป็นพ่อคนแม่คน การปล่อยให้เด็กเกิดมาก็จะส่งผลเสียมากกว่าผลดี......’

‘อีกอย่าง ถ้าแฟนๆเกิดรับไม่ได้แล้วต่อต้านขึ้นมาก็เท่ากับว่าหมดอนาคตในวงการบันเทิงไปเลย การเป็นไอดอลมันลำบากกว่าคนทั่วไปก็ตรงนี้แหละ’



นั่นสินะ.... ถ้าเขาคลอดเด็กคนนี้ออกมา แล้วจะมีปัญญาเลี้ยงแกให้ดีได้เหมือนอย่างที่คุณนายซุซุกิเลี้ยงฟุคุหรือเปล่า?

ในเมื่อแม้กระทั่งพ่อแท้ๆของแกยังไม่อยากยอมรับ แล้วใครที่ไหนจะมายอมรับ ลำพังตัวเขาคนเดียวจะทำให้ลูกมีความสุขได้เหรอ?

ไหนจะเรื่องงาน ไหนจะเรื่องวง ไหนจะแฟนคลับที่กำลังตั้งหน้าตั้งตารอคอนเสิร์ตในปีหน้าอีก


+++แล้วเราจะทำยังไงต่อไปดี......?+++





บรรยากาศภายในไนท์คลับชื่อดังใจกลางย่านรปปงงิยังคงมีผู้คนหลากหลายเชื้อชาติเข้าไปใช้บริการจนแน่นขนัด โดยเฉพาะเมื่อข่าวลือที่ว่าศิลปินหนุ่มอดีตสมาชิกตัวAแห่งวงKAT-TUNแพร่สะพัดไปทางโซเชียลเน็ตเวิร์คตั้งแต่ช่วงกลางวันกลับมาเยือนบ้านเกิด กลุ่มแฟนคลับผู้หิวกระหายก็มายืนออกันอยู่หน้าประตูทางเข้าเพื่อรอรับเสด็จแก๊งค์ชายโฉดที่จะมาปาร์ตี้กันในค่ำคืนนี้.... 

ในขณะที่ด้านนอกอัดแน่นด้วยประชากรชาวจีนส่งเสียงคุยกันโช้งเช้งล้งเล้ง แต่ภายในโซนRoyal VIPกลับเหลือโซฟาสีแดงให้เหล่าเซเลบริตี้ได้นอนกินเหล้าเหยียดแข้งเหยียดขาตามสบาย ทันทีที่เตอกีล่าผสมโค้กถูกนำมาเสิร์ฟถึงโต๊ะ อาคานิชิ จินก็จัดการกรอกเข้าปากรวดเดียวหมด

“ไงวะ ไอ้จิน.... กลับมาไม่บอกไม่กล่าว” 

คู่ซี้จากเมืองโอซาก้าเดินเข้ามาสมทบพร้อมด้วยลูกครึ่งสเปนร่างยักษ์ โดยมีไอดอลขวัญใจประชาชนอย่างยามาชิตะ โทโมฮิสะตามมาเงียบๆ เมื่อเจอหน้าเพื่อนผู้โกอินเตอร์ไปไกลถึงฮอลลีวูดนอนอืดหัวฟูอยู่ที่มุมประจำของพวกเขา ทั้งๆที่เมื่อวานเพิ่งส่งข้อความผ่านสไกป์มาจากLA. ไม่ว่าใครก็คงอดนึกสงสัยไม่ได้ว่าเจ้าหมอนี่มีประตูวิเศษของโดราเอมอนหรืออย่างไรกัน

“แกนี่มันน่าอะเมซซิ่งจริงวุ้ย เดี๋ยวไปโผล่ตรงโน้นที ตรงนี้ทีอย่างกับนินจา หรือว่ายังอินกับบทอยู่ล่ะ ฮ่าๆๆ”

“จิคาระเป็นซามูไรโว้ย ไม่ใช่นินจา!!” 

เสียงห้วนตวัดใส่ชายหนุ่มหน้าหมีกรีซลีย์ พลางบุ้ยปากทำท่าเหมือนอยากไล่ให้ชิโรตะ ยูไปอ่านหนังสือ47Roninใหม่อีก5รอบจะได้ไม่เอาท่านโออิชิ จิคาระ ซามูไรสุดเท่ห์(ซึ่งรับบทโดยเขาเอง)ไปปนกับนินจาฮาโตริ.... กลุ่มหนุ่มฮอตประจำLEXมากันครบองค์ประชุมหลังจากห่างหายไปนาน บทสนทนาก็ย่อมหนีไม่พ้นเรื่องคาวๆแบบที่ห้ามให้นักข่าวหรือปาปาราซซี่โผล่มาได้ยินเป็นอันขาด

“แล้วไปอยู่ที่โน่นเป็นไงบ้างล่ะ ได้ข่าวว่ามีสาวนมตู้มมาติดเพียบเลยนี่ ตกลงปลงใจกับใครบ้างหรือยังวะ?”

“ฉันไปทำงาน ไม่ได้ไปหาเมีย....ไอ้พวกปากเสีย!!!”

“อ้าว ก็เห็นยัยแดนเซอร์หัวทองพยายามจะเอาแกมาปั๊มเอเชี่ยนเบบี้ออกนอกหน้าซะขนาดนั้น พวกฉันก็แค่อยากรู้ว่ามันสำเร็จหรือยัง” 

นิชิกิโด เรียวพูดถึงสาวต่างชาติ หนึ่งในทีมแดนเซอร์Jin Crewซึ่งเคยเป็นข่าวกับเพื่อนของเขาเมื่อตอนที่เจ้าตัวกลับมาทัวร์คอนเสิร์ตในญี่ปุ่น หนังสือกอซซิปซึ่งเป็นไม้เบื่อไม้เมากับไอดอลทุกคนในค่ายJohnny&Associatesตีพิมพ์ภาพจินขณะกำลังเดินอยู่กับหล่อนที่ไหนก็ไม่รู้ในยามวิกาล แถมยังพร้อมใจกันเอาฮู้ดสวมหัวเสมือนเป็นคู่รักสุดสวีท.... 

ถึงแม้พวกเขาจะรู้ดีว่าแม่นี่ก็คงจะผ่านมาแล้วก็ผ่านไปเหมือนคู่ควงคนก่อนๆ แต่พออ่านข้อความในทวิตเตอร์ รวมถึงได้รับรู้พฤติกรรมของคุณเธอตอนอยู่อเมริกา ใครต่อใครต่างก็เห็นตรงกันว่ายัยฝรั่งแอ๊บแบ๊วหน้าแก่คราวแม่ แถมยังตกกระลายพร้อยทั้งตัวคงหมายมั่นปั้นมือจะเอาเพื่อนเขาทำเอเชี่ยนฮับบี้เป็นแน่แท้

“แกเองก็อยากมีอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ ลูกสาวตัวเล็กๆ ผมทอง ตาสีฟ้าน่ะ.... ดีมานด์ตรงกันขนาดนี้ ไม่จับคู่ไปสู่ประตูสวรรค์เสียเลยล่ะ?” 

หนุ่มปากร้ายแห่งKanjani8ยังคงสนุกสนานอยู่กับการจิกกัดเพื่อนเป็นของว่างแกล้มเหล้า เมื่อไม่นานมานี้เขาเพิ่งเห็นจินให้สัมภาษณ์ว่าอยากมีลูก มิหนำซ้ำในแผนงานถ่ายทำPVสำหรับซิงเกิลใหม่ก็ยังรีเควสเด็กต่างชาติหน้าตุ๊กตามารับบทลูกสาว.... ลองว่าพ่อมันหน้าญี่ปุ่นจ๋า แต่ลูกออกมาเป็นคอเคเชียน แสดงว่าตัวแม่ก็คงหนีไม่พ้นฝรั่งเบ้าตาลึกโหนกแก้มปูดแบบยัยแดนเซอร์นั่นละ

“ก็คงไม่ค่อยสวรรค์เท่าไร พอดีว่ายัยหัวทองนั่นProud to presentไปเยอะ ก็เลยโดนอาคานิชิกับอาคาเมะแฟนคลับถล่มตายคาทวิตเตอร์ไปแล้ว”

“แรงผิดที่ผิดทางก็ตายอนาถแบบนี้ทุกคนแหละวะ ฮ่าๆๆๆ” 

เรียวกับยูระเบิดเสียงหัวเราะพร้อมกันเมื่อนึกถึงสารพัดข้อความแช่งด่าที่เหล่าแฟนนานุแฟนอาคานิชิต่างช่วยกันเมนชั่นไปหาลิซซี่ ริชาร์ดสัน.... จริงๆแล้วเขาก็เคยคิดจะเตือนหล่อนอยู่เหมือนกันว่าถ้าอยากมีชีวิตอยู่ไปนานๆก็หัดหุบปากเสียบ้าง อย่าแสดงออกมากว่าคุณเธอกำลังอยากได้คนของพวกเขาเป็นสามี อย่าคิดท้าทายแฟนคลับอาคานิชิและอาคาเมะเป็นอันขาด ขนาดนิชิยามะ มากิที่ว่าแรงๆยังทนไม่ไหว แล้วนับประสาอะไรกับฝรั่งตาน้ำข้าวที่ไม่เคยรู้จักธรรมเนียมการกรี๊ดไอดอลของชาวเอเชีย แต่กว่าจะสำนึกได้ว่าอะไรควร อะไรไม่ควร แม่แดนเซอร์ตะกายดาวก็โดนจวกด่าจนไส้ทะลัก ลำบากไอ้จินต้องออกมาขู่ว่าจะปิดแอคเคาท์ทวิตเตอร์ เรื่องถึงเงียบลงไปได้


“เฮ้ย พวกแก.... ฉันขอเวลามีสาระ5นาที”

อาคานิชิ จินนิ่งไปพักใหญ่ ปล่อยให้คุณเพื่อนทั้งสองหัวเราะเยาะผู้หญิงอเมริกันที่อยากได้สามีเอเชียจนตัวสั่นไปพลางๆ.... เขาไม่ได้สนใจหรอกว่าลิซซี่จะจับใครรวบหัวรวบหาง แต่เพราะคำถามก่อนหน้านี้ซึ่งพาดพิงถึงเรื่องลูกมันทำให้เขานึกถึงเหตุการณ์ในห้องประชุมและลานจอดรถเมื่อตอนเช้าขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้

“สมมตินะเว้ย สมมติ.... สมมติว่าถ้าพวกแกเผลอไปทำใครท้องเข้า แล้วแกก็มั่นใจมากๆด้วยว่าเด็กในท้องเป็นลูกของตัวเองแน่นอน แกจะทำยังไง จะรับเป็นพ่อเด็กหรือบอกให้ฝ่ายนั้นไปเอาออก?”

“ถามทำไมวะ อย่าบอกนะว่ายัยลิซซี่ท้อง..........???” 

นิชิกิโด เรียวหน้าเหวอไปถนัดตาทันทีที่ได้ยินคำถาม ถ้าไนท์คลับสว่างมากกว่านี้ก็คงเห็นรอยตีนกาเพิ่มตรงหางตาอีก10ขีดเป็นอย่างน้อย อยากจะบอกว่าเมื่อกี้นี้แค่แซวเล่นเฉยๆ ไม่คิดเลยว่าเพื่อนเลิฟจะเชื้อแรงช่วยยัยฝรั่งผลิตเอเชียนเบบี้จริงๆ

“ไม่ใช่ ก็บอกแล้วไงว่าเรื่องสมมติ!!” 

จินรีบปฏิเสธเสียงแข็ง อยากจะเอาแก้วเหล้าโขกหัวเรียวโทษฐานปล่อยสมมติฐานนรกออกมากลางวง แต่เพราะกลัวจะไม่ได้คำตอบก็เลยทำทียักคิ้วยักไหล่ไปเรื่อยเปื่อย ก่อนจะเอนตัวเลื้อยบนโซฟาอีกหนเมื่อซัดเตอกิล่าจนหมดช็อต

“ก็แบบว่า......ฉันแค่อยากรู้ว่าถ้าบังเอิญเกิดเรื่องแบบนี้ คนที่เป็นไอดอลทั่วๆไปเขาคิดยังไงกันบ้าง แค่ถามเฉยๆน่ะ ไม่มีอะไรหรอก”

“ถ้าเป็นฉัน ฉันจะรับว่ะ แล้วก็จะแต่งงานกับแม่เด็กด้วย” 

ชิโรตะ ยูตอบด้วยสำเนียงพระเอกซีรีส์ไพรม์ไทม์ สายตา3คู่จากรอบโต๊ะจ้องมองมายังหนุ่มหล่อเชื้อสายยุโรปอย่างไม่อยากเชื่อว่าจะได้ยินวาจาหล่อๆจากปากเพื่อน ร่างหนาจึงอธิบายต่อว่าเพราะอะไรเขาถึงได้ให้คำตอบไปแบบนั้น

“ก็แกมั่นใจไม่ใช่เหรอว่าเด็กในท้องเป็นลูกตัวเอง มันก็ไม่มีเหตุผลที่จะไม่รับผิดชอบนี่หว่า แล้วพอดีว่าฉันไม่ใช่พวกชอบมั่วเปลี่ยนคู่นอนเป็นว่าเล่น กับOne night standก็ไม่เคยยุ่ง เพราะฉะนั้นผู้หญิงที่ฉันมีอะไรด้วยก็คือคนที่คบเป็นแฟนเท่านั้น ถ้าจะสร้างครอบครัวหรือมีลูกกับเขาก็ไม่เห็นเป็นไร.... เห็นไหมว่านอกจากฉันจะหน้าหล่อแล้ว หัวใจก็ยังหล่อสุดๆ”

“แม่ง......เลี่ยน จะอ้วก...........” 

เรียวปั้นสีหน้าปูเลี่ยนเหมือนมีคนยื่นถุงเท้าเน่าให้ดม ถึงแม้ว่าคำตอบของชิโรตะจะเป็นอะไรที่สาวๆทั่วโลกอยากได้ยินจากปากแฟนหนุ่มและเป็นสิ่งที่ลูกผู้ชายควรทำ แต่กระนั้น ทฤษฎีหัวใจหล่อสุดๆมันก็ตรงกันข้ามกับสิ่งที่เขากำลังคิดโดยสิ้นเชิง

“แต่ถ้าเป็นฉัน ฉันคงไม่เอาด้วยหรอกว่ะ”

“ทำไมวะ ไอ้เรียว นั่นลูกแกทั้งคนเชียวนะ?” 

ชิโรตะขมวดคิ้วสงสัยก่อนจะหันไปถามให้เข้าใจ แม้พวกเขาจะได้รับฉายาจากแฟนคลับว่าเป็นแก๊งค์ชายชั่วชายโฉด แต่เขาก็ไม่คิดว่าจะมีใครในกลุ่มใจร้ายถึงขนาดทิ้งลูกทิ้งเมียได้ลงคอ ทว่า ผู้ชายเสเพลล่องลอยไปเรื่อยเปื่อยอย่างนิชิกิโด เรียวก็มีเหตุผลของตัวเองที่ฟังขึ้นไม่น้อยเช่นเดียวกัน

“ในฐานะที่เป็นไอดอล ฉันกล้าบอกตามตรงเลยว่าตัวเองยังไม่พร้อมที่จะมีลูก.... ฉันคงไม่บอกให้แม่เด็กไปทำแท้งหรอก ถ้าเขามั่นใจที่จะเก็บลูกเอาไว้ก็ต้องเลี้ยงให้รอด จะให้รับผิดชอบค่าเลี้ยงดูเดือนละเท่าไรก็ว่าไป แต่ถ้าถึงขนาดต้องรับเป็นพ่อ แต่งงานเลี้ยงดูกันออกหน้าออกตา ฉันคงทำให้ไม่ได้”

“แค่คิดเรื่องถูกแอนตี้ก็เบื่อแล้ว แฟนๆสมัยนี้ก็เก่งฉิบหาย ตามติดยิ่งกว่าปลิง.... ไม่เชื่อก็ลองออกไปดูข้างนอกสิ” 

ชายหนุ่มร่างสันทัดพยักเพยิดให้เพื่อนสนิทมองดูแฟนคลับชาวจีนที่ยืนออกันอยู่หน้าโซนRoyal VIPแต่ไม่สามารถเข้ามาได้เพราะกำลังทรัพย์และระดับความเป็นเซเลบไม่เพียงพอ ในโลกยุคโลกาภิวัฒน์ โซเชียลเนทเวิร์คคือเทคโนโลยีที่ทำให้ผู้คนติดต่อสื่อสารกันได้สะดวกแต่มันก็นำเอาความเดือดร้อนมาให้ไอดอลอย่างพวกเขาเช่นกัน แค่จะออกไปหาข้าวกินหรือซื้อกาแฟสักแก้ว บรรดาเมียบังเกิดเกล้าทั้งหลายก็ทวิตส่งข่าวต่อๆกันแล้วตามมาสโตล์คจนเขาแทบไม่เหลือความเป็นส่วนตัว.... ไม่อยากจะคิดเลยว่าถ้าหากพวกเขาคนใดคนหนึ่งเกิดแต่งงานมีลูกขึ้นมา ชีวิตจะต้องเดือดร้อนเพราะถูกแฟนคลับที่พูดไม่รู้ภาษาตามรังควานอีกแค่ไหน

“แล้วนายล่ะ พี.... ถ้าเป็นนายจะทำยังไง?” 

อาคานิชิ จินเบนเป้าหมายไปถามเพื่อนที่ดูมีสติและเป็นผู้เป็นคนที่สุดในกลุ่ม ตั้งแต่เข้ามาหมอนี่ก็เอาแต่จิบเหล้าเงียบๆจนเขาเกือบลืมไปแล้วว่ามันมาด้วย

“สำหรับฉัน คำตอบของเรื่องนี้มันขึ้นอยู่กับว่าใครคือแม่เด็กต่างหาก” 

ยามะพีเกริ่นนำก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเพื่อนสนิทราวกับว่าสิ่งที่เขากำลังจะพูดต่อไปนี้คือคำสั่งสอนที่ทุกคนต้องจดจำเอาไว้ให้ดี

“ถ้าแม่เด็กเป็นผู้หญิงหรือคู่นอนที่คบกันชั่วครั้งชั่วคราว ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องแคร์อะไรมากมาย ก็พูดกับเขาไปตามตรงเลยว่านายยังไม่พร้อมที่จะเป็นพ่อคน.... อย่างดีก็อาจจะให้เงินไปก้อนหนึ่งแล้วให้เขาตัดสินใจเอาเองว่าจะคลอดหรือไปเอาออก ถ้าผู้หญิงมีปัญหาหรือเกิดงี่เง่าขึ้นมาทีหลัง ฉันเชื่อว่าคุณจอห์นนี่คงจะช่วยเราจัดการได้”

“แต่ถ้าอีกฝ่ายเป็นคนที่นายรัก เด็กในท้องคือเด็กที่เกิดขึ้นด้วยความรักระหว่างคนสองคน นายก็มีหน้าที่ที่จะต้องปกป้อง เลี้ยงดูทั้งลูกและภรรยาของตัวเองอย่างดีที่สุด.... ถึงเรื่องงานจะสำคัญมากแค่ไหน แต่มันก็คุ้มค่าที่จะสละสิ่งนอกกายเพื่อครอบครัวไม่ใช่เหรอ?” 

ประโยคคำพูดซึ่งอัดแน่นด้วยเหตุผลและหลักการทำเอาคนที่เหลือต่างพากันพยักหน้าหงึกหงักอย่างเห็นด้วย ความคิดของยามะพีนั้นฟังดูเข้าท่าสมกับเป็นปัญญาชนไม่เสียแรงที่ได้ใบปริญญามา

“.........อืม........ถ้าเป็นลูกของคนที่รักล่ะก็นะ.............” 

เจ้าของคำถามกลับเข้าสู่โหมดครุ่นคิดอีกครั้ง ภาพใบหน้าของใครคนหนึ่งที่กำลังอุ้มท้องลูกของเขาโผล่ขึ้นในห้วงความคิด เตอกีล่าผสมโค้กแก้วใหม่ผ่านลงลำคอดับความรู้สึกกลัดกลุ้มที่เขาพยายามเก็บซ่อนเอาไว้ไม่ให้ใครสังเกตเห็น

“มันก็ต้องคิดให้ดีก่อนที่จะตัดสินใจทำอะไรลงไป.... อย่างเช่นในกรณีที่นายเลือกความฝัน เลือกงานมากกว่าครอบครัว มันก็เท่ากับว่านายปล่อยให้ฝ่ายหญิงเผชิญกับปัญหาตามลำพัง......ถึงเราจะเป็นไอดอล แต่เราก็เป็นมนุษย์ มีความรู้สึกเจ็บปวด เสียใจได้เหมือนคนทั่วไป นายจะทนมองเห็นผู้หญิงที่เป็นแม่ของลูกอุ้มท้องคนเดียว ไปฝากท้องคนเดียว คลอดลูกคนเดียว เลี้ยงลูกคนเดียว หรือไปเอาเลือดเนื้อเชื้อไขของนายออกได้ไหมล่ะ?”

“ยิ่งถ้าเขาเป็นคนที่นายรัก การไม่รับผิดชอบมันก็เหมือนกับการตัดขาดจากกันชั่วชีวิต.... ไม่ว่าเขาจะเก็บเด็กเอาไว้หรือทำแท้ง นายก็ไม่มีสิทธิ์ไปยุ่ง ไปหาหรือแม้แต่จะพูดคุยได้อีก”


“อดีตมันย้อนกลับไปแก้ไขไม่ได้ จะเอายังไงก็เลือกให้ดีนะเพื่อน”

.

.


‘ฉันรู้ว่าสักวันหนึ่ง เรื่องแบบนี้มันจะต้องเกิดขึ้น...........’

‘ไม่ว่าตัวฉัน หรือแม้กระทั่งKAT-TUN ไม่มีใครอยากเป็นตัวถ่วงของนายหรอกนะ จิน.... ถ้าคิดว่าเลือกทางนั้นแล้วมันจะทำให้นายมีความสุข ได้เดินตามความฝัน ได้ทำในสิ่งที่ชอบ นายก็ไปเถอะ’

‘เก็บความหวังดีของนายเอาไว้ให้คนที่เขาต้องการดีกว่า ฉันดูแลตัวเองได้.... ขอบใจ’




คาเมะนาชิ คาซึยะที่เขารู้จักเป็นคนปากร้าย ปากแข็ง รักศักดิ์ศรีและเก็บความรู้สึกที่แท้จริงเก่ง.... แม้ภายนอกจะแข็งกร้าวจนน่ากลัว แต่ภายในนั้นกลับอ่อนไหวและเปราะบางอย่างไม่น่าเชื่อ

ตลอดระยะเวลา8ปีที่คบกัน คาเมะบอกรักเขาแทบจะนับครั้งได้ ถึงจะมีอ้อนขอนั่นขอนี่บ้างตามประสา แต่ถ้า เจ้าตัวไม่อยากพูด ไม่อยากให้ใครรู้ว่ากำลังคิดอะไร อย่าหวังว่าจะได้ยินคำหวานจากริมฝีปากบางนั้นเสียให้ยาก

ในตอนที่จินตัดสินใจพักงานไปอเมริกาในปี2006 ตลอดจนตอนที่เขาตัดสินใจจะโกอินเตอร์ลาออกจากKAT-TUNช่วงต้นปี2010 มีคาเมะเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ไม่เคยเอ่ยปากรั้งเขาเอาไว้.... น่าแปลก เพราะทุกคนต่างก็รู้ดีว่าคนที่ไม่อยากให้จินไปมากที่สุดก็คือคาเมะนั่นเอง 

ถ้าคาเมะต้องการเขา เจ้าตัวก็คงจะไม่มีวันยอมพูดออกมา

ต่อให้มีเรื่องสำคัญอย่างเด็กในท้องเข้ามาเกี่ยว คนดื้อด้านปากหนักก็คงไม่ยอมอ้อนวอนหรือแสดงออกว่าต้องการเขาอยู่ดี

เขาควรจะตระหนักถึงความจริงข้อนี้

ไม่สิ.... เขาน่าจะคิดได้ตั้งแต่แรกแล้วว่าคาเมะเป็นคนอย่างไร



‘อยากเป็นมนุษย์เร็วๆจังเลยยยยยย!!!!’
(早く人間になりたい)




คำโปรยบนแผ่นโปสเตอร์ขนาดยักษ์ตรงอาคารรปปงงิฮิลล์ซึ่งเป็นโฆษณาโปรโมทละครใหม่ของคาเมะผ่านเข้าสู่สายตาในขณะที่จินกำลังจะขับรถกลับบ้าน ดวงตาคมจ้องมองปิศาจผมสีเงินหน้าตาสะสวยซึ่งเป็นตัวเอกของเรื่องด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไปจากเมื่อตอนกลางวันโดยสิ้นเชิง.... อารมณ์โกรธ อารมณ์โมโห ความไม่พอใจที่ถูกคนตัวเล็กโวยวาย ตะคอกใส่เลือนหายไปจนหมด หลงเหลือเอาไว้แค่ความห่วงใยอย่างที่เคยเป็นมา

ถึงแม้จะเดี๋ยวรัก เดี๋ยวเลิก ทะเลาะกันไม่เว้นแต่ละวัน หากจินกับคาเมะก็คบในฐานะคนรักนานเกือบ8ปีก่อนที่จะประกาศเลิกกันอย่างเป็นทางการในตอนที่จินลาออกจากวง ความทรงจำและความผูกพันที่มีต่อกันนั้นมันมากเกินกว่าจะเรียบเรียงออกมาเป็นคำพูด ต่อให้ต้องแยกทางกันเดิน มีจุดมุ่งหมายในการทำงานที่แตกต่างกันออกไปหรือมีใครคนอื่นผ่านเข้ามาชีวิต แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม เขาก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าตัวเองยังคงแคร์ความรู้สึกของคาเมะนาชิ คาซึยะมากยิ่งกว่าใคร

เขาไม่อยากให้คาเมะแบกเรื่องยุ่งยากทั้งหมดเอาไว้ตามลำพัง อุ้มท้องคนเดียว คลอดลูกคนเดียว เลี้ยงลูกคนเดียว และเขาก็ไม่อยากให้คาเมะตัดสินใจเอาเด็กออกเพื่อจบปัญหาด้วย

ส่วนเรื่องตัดขาดนั้นลืมไปได้เลย.... เพราะถ้าเขาสามารถลืมคนรัก8ปีอย่างคาเมะได้ ก็คงไม่ต้องมานั่งกลุ้มใจเป็นครึ่งค่อนวันอยู่แบบนี้


ขนาดปิศาจอย่างเบม เบล่า เบโร่ยังอยากเป็นคน แล้วนับประสาอะไรกับก้อนเนื้อที่ปฏิสนธิขึ้นเพื่อรอวันที่จะคลอดออกมาเป็นมนุษย์

ลูกในท้องของเขากับคาเมะก็คงอยากจะเกิดมาดูโลกสวยๆที่เต็มไปด้วยความรักใบนี้เหมือนกัน


“โอย...........คลื่นไส้จะตายอยู่แล้ว.........”

ร่างโปร่งบางซึ่งน้ำหนักลดฮวบฮาบไปหลายกิโลกรัมก่อนเปิดกล้องละครโทรทัศน์เรื่องล่าสุดเดินสะโหลสะเหลออกมาจากห้องน้ำตอนกลางดึก หลังจากอาการแพ้ท้องบังคับให้เขาต้องโก่งคออาเจียนน้ำขมในกระเพาะจนหมดเกลี้ยง.... 

รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนบาปที่ไปสร้างเวรสร้างกรรมเอาไว้และกำลังอยู่ในช่วงชดใช้อย่างแสนสาหัส ทั้งเวียนหัว ทั้งหิว ประหนึ่งว่าโลกทั้งใบหมุนคว้างส่งผลให้แข้งขาอ่อนแรงจะล้มไม่ล้มแหล่ เสียงโครกครากจากช่องท้องบ่งบอกว่าเขากำลังต้องการอาหารอย่างเร่งด่วน แต่พอได้กลิ่นข้าว กลิ่นราเมงสำเร็จรูปที่ทางสต๊าฟกองถ่ายหามาให้ก็พาลจะอ้วกออกมาอีก ทำไปทำมาก็กลายเป็นว่ายังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลยตั้งแต่เช้า

มือเรียวขาวคว้ากาแฟกระป๋องจากตู้เย็น รู้สึกสลดหดหู่อย่างบอกไม่ถูกเมื่อพบว่าในตู้เย็นของตัวเองนั้นแทบไม่เหลืออะไรแช่เอาไว้เลยนอกจากเครื่องดื่มนิดๆหน่อยๆซึ่งไม่สามารถประทังความหิวได้ หากยังไม่ทันทีของเหลวรสขมที่เต็มไปด้วยสารคาเฟอีนจะไหลลงคอ คาเมะนาชิ คาซึยะก็นึกถึงบางสิ่งบางอย่างขึ้นมาได้

“บ้าชะมัด ดื่มกาแฟไม่ได้อีก!!!”

เพราะมีอีกชีวิตหนึ่งซึ่งต้องรับอาหารจากเขาผ่านทางสายรกในครรภ์ ทำให้คาเมะไม่กล้าที่จะดื่มกินอะไรก็ตามที่อาจเป็นอันตรายต่อเลือดเนื้อเชื้อไขของตนเอง โบชัวร์ร้านพิซซ่าแบบบริการส่งถึงบ้านตลอด24ชั่วโมงถูกรื้อออกมาจากใต้โต๊ะรับแขก แม้ว่าจะเป็นอาหารขยะไขมันสูง แต่มันก็คงดีกว่านอนหลับไปทั้งที่ท้องยังว่าง รังแต่จะทำให้เขาทรมานด้วยฤทธิ์น้ำย่อยเปล่าๆ



Tlu…. Tlu…. Tlu….



โทรศัพท์มือถือดังขึ้นในตอนที่คาเมะกำลังจะสั่งพิซซ่า เมื่อคว้าเจ้าอุปกรณ์สื่อสารขึ้นมาดูหน้าจอก็เห็นชื่อผู้จัดการของKAT-TUNโชว์บนหน้าจอเป็นสายเรียกเข้า ผืนอกบางสะท้อนลมหายใจหนักหน่วงราวกับว่ามีภูเขาลูกใหญ่ทับอยู่ข้างในเพราะรู้ดีว่ายามาดะ ซาโตชิโทรศัพท์มาหาตนเองด้วยธุระเรื่องอะไรก่อนจะกลั้นใจกดรับสายเพื่อให้คำตอบกับผู้ใหญ่เกี่ยวกับทางออกของปัญหาที่เขาเห็นว่ามันน่าจะเหมาะสมที่สุดภายใต้สถานการณ์ที่น่าลำบากใจเช่นนี้

(ฉันเห็นข้อความที่ฝากไว้แล้วนะ คาเมะนาชิ.... ตัดสินใจดีแล้วเหรอ?)

“ยังไม่ค่อยแน่ใจเท่าไรหรอกครับ แต่ก็เชื่อว่าตัวเองคิดดีในระดับหนึ่งแล้ว” 

เสียงแหบหวานตอบกลับไปตามตรง ฝ่ามือบอบบางวางลงบนท้องน้อยพลางลูบเบาๆ.... หลังจากคิดทบทวนซ้ำไปซ้ำมาหลายครั้ง คาเมะเป็นฝ่ายโทรไปฝากข้อความไว้กับยามาดะซังว่าเขา ‘อาจจะ’ ต้องการเอาเด็กออกเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่องานละครและKAT-TUN เพราะลำพังตัวเขาคนเดียวคงไม่มีความสามารถพอที่จะรับผิดชอบชีวิตของเด็กคนหนึ่งที่กำลังจะถือกำเนิดมา แม้ศีลธรรม ความถูกต้องและหน้าที่จะขัดแย้งกันอยู่ภายในหัวใจ แต่ถ้าเด็กคนนี้ต้องเกิดมาท่ามกลางปัญหามากมายจนมิอาจใช้ชีวิตอย่างมีความสุขเหมือนเด็กทั่วไปที่มีทั้งพ่อและแม่ได้ ก็สู้ตัดไฟเสียแต่ต้นลมเลยจะดีกว่า

(แล้วอาคานิชิเขาก็เห็นด้วย?)

“เปล่าครับ.... เรื่องนี้ผมตัดสินใจเองคนเดียว อาคานิชิเขาคงไม่อยากยุ่งด้วยเท่าไรหรอก เขาจะคิดยังไงหรือทำอะไรก็ปล่อยเขาไปเถอะ” 

พอนึกถึงอดีตคนรักซึ่งเป็นพ่อของลูกในท้อง หัวใจของคาเมะก็ยิ่งเจ็บจนจุก กับคนเห็นแก่ตัวที่ยอมทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างแม้กระทั่งคนรักและเพื่อนเพียงเพราะชื่อเสียงและความโด่งดังที่จะได้รับจากการไปทำงานที่อเมริกา เขายังจะกล้าคาดหวังให้คนพรรค์นั้นมาออกหน้ารับผิดชอบได้อย่างไร ถึงแม้ว่ามันจะฟังดูโหดร้ายเย็นชา แต่คาเมะก็ไม่อยากให้อาคานิชิ จินเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ เผลอๆฝ่ายนั้นจะหาว่าเขาทำตัวเป็นภาระน่ารำคาญเสียด้วยซ้ำ

(ไม่ดีเลยนะ คุณจอห์นนี่อุตส่าห์อยากให้พวกเธอช่วยกันคิดแท้ๆ)

(ฉันเพิ่งส่งข้อมูลบางอย่างจากในอินเตอร์เน็ตไปให้ ยังไงก็ลองเปิดอ่านดูก่อนแล้วกัน ถ้าเธอไม่เปลี่ยนใจก็ค่อยมาคุยเรื่องนี้กันอีกที)

ยามาดะซังวางสายไปพร้อมๆกับที่คาเมะถอนหายใจเฮือกใหญ่ ร่างบางล้มเลิกความคิดที่จะโทรศัพท์สั่งพิซซ่ามากินแก้หิว ก่อนจะเดินเลี่ยงไปหย่อนตัวลงบนโซฟาแล้วงัดเอาเครื่องMAC Book Airรุ่นล่าสุดออกมาเปิดเพื่อเช็คE-Mailซึ่งผู้จัดการวงบอกว่าจะส่งมาให้



“ภาวะของแม่และพัฒนาการของทารกในครรภ์........?” 

คาเมะอ่านทวนหัวข้อเมลล์ที่ถูกส่งมา พลันเกิดความรู้สึกชั่งใจว่าตัวเองควรจะคลิกอ่านเนื้อหาข้างในหรือไม่ ทั้งที่ตัดสินใจไปแล้วว่าจะต้องเอาเด็กออกเพื่อยุติปัญหาก่อนที่บุคคลภายนอกจะรู้ว่าเกิดอาการผิดปกติอะไรขึ้นกับร่างกายของเขา เพราะเป็นถึงนักร้องนักแสดงชื่อดังแต่กลับทำพลาดเพราะท้องไม่มีพ่อ ภาพพจน์ไอดอลที่สั่งสมมาก็คงพังยับเยินชนิดกอบกู้คืนมาไม่ไหว และคุณจอห์นนี่ก็คงสั่งพักงานKAT-TUNแบบไม่มีกำหนดอย่างแน่นอน แต่สุดท้ายแล้วเขาก็ห้ามความอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับเจ้าตัวน้อยในท้องเอาไว้ไม่อยู่

ภาพตัวอย่างผลอัลตร้าซาวด์ของทารกในครรภ์มารดาตั้งแต่เดือนแรกจนถึงกำหนดคลอดปรากฏขึ้นบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ เรียกก้อนสะอื้นขมเฝื่อนให้แล่นไหลขึ้นมาจุกลำคอของเด็กหนุ่มพร้อมๆกับความรู้สึกผิดที่คิดจะกำจัดชีวิตของคนๆหนึ่งให้ตายตั้งแต่ยังไม่มีโอกาสลืมตาดูโลก.... คงเป็นเพราะฮอร์โมนที่กำลังแปรปรวนทำให้เขาอ่อนไหวมากกว่าปกติจนไม่สามารถควบคุมน้ำตาไม่ให้ไหลออกมาได้ และท้ายที่สุด การร้องไห้เงียบๆก็กลายเป็นสะอื้นหนักจนตัวโยนเมื่อนึกถึงว่าเขากำลังจะกลายเป็นแม่ใจร้ายที่ฆ่าลูกของตัวเองได้ลงคอ

ถ้าคาเมะนาชิ คาซึยะมีโอกาสเลือก เขาก็อยากเก็บเด็กคนนี้เอาไว้ อยากเลี้ยงดู อยากเห็นลูกเติบโตขึ้นด้วยสองมือของตนเอง

แต่ภาระหน้าที่ที่เขาต้องรับผิดชอบอยู่ทุกวันนี้มันมากเกินไป.... หลังจากที่ผู้ชายคนนั้นออกจากวงไป ชะตากรรมของKAT-TUNก็อยู่ในช่วงขาลงมาโดยตลอด จนใครหลายๆคนค่อนขอดว่าไอดอลกรุ๊ปซึ่งเปิดตัวด้วยยอดเดบิวท์หลักล้านคงถึงคราวหมดความนิยมแล้ว จนกระทั่งเพิ่งกลับมาฟื้นตัวอีกครั้งเมื่อไม่นานมานี้ แล้วคาเมะซึ่งเป็นเซ็นเตอร์ของวงจะทิ้งเพื่อนทิ้งงานไปคนเดียวเพราะปัญหาส่วนตัวที่ไม่ควรเกิดขึ้นได้อย่างไรกัน

เขาไม่อยากทำแท้ง ไม่อยากลงมือฆ่าลูก แต่ก็ไม่อยากสูญเสียอนาคตของKAT-TUNและทำให้แฟนคลับอีกนับแสนต้องผิดหวัง

หากมีใครสักคนที่พร้อมจะอยู่เคียงข้างเขา คอยปลอบโยน คอยบอกว่าเขาจะต้องผ่านอุปสรรคคราวนี้ไปได้ อะไรๆมันก็คงง่ายกว่านี้

......ถ้าเพียงแต่ ‘อาคานิชิ จิน’ จะยังอยู่ด้วยเท่านั้น......
.

.


.


กริ๊งงงงงงงง!!!!



“สักครู่ครับ กำลังจะไปเปิด.........” 

อยู่ดีๆเสียงกริ่งหน้าประตูห้องก็ดังขึ้นบ่งบอกว่ามีแขกมาเยี่ยมเยือนตอนกลางดึก บางทีอาจจะเป็นเด็กรุ่นน้องอย่างทามาโมริซึ่งอาศัยอยู่ในแมนชั่นเดียวกันมาชวนไปคอมบินีหาขนมกินก่อนนอน หรืออาจจะเป็นเพื่อนร่วมวงสักคนที่ลืมกุญแจเข้าบ้านแล้วไม่อยากไปนอนค้างในสวนสาธารณะก็เป็นได้.... 

คาเมะตะโกนตอบรับก่อนจะใช้แขนเสื้อปาดน้ำตาบนผิวแก้มออกลวกๆ พยายามปรับเสียงไม่ให้สั่นจนถูกจับได้ว่ามีเรื่องกลุ้มใจจนต้องนั่งร้องไห้อยู่คนเดียว หากเมื่อบานประตูถูกเปิดออก เขากลับต้องแปลกใจเพราะคนร่างสูงที่กำลังยืนส่งยิ้มทำหน้าแป้นแล้นเหมือนโจรปัญญาอ่อนมาให้เห็นนั้นกลับเป็นแฟนเก่าตนเองไม่อยากเห็นหน้ามากที่สุดในเวลานี้

“.......................จิน?”

“เป็นอะไรไปน่ะ ตาบวมเชียว.... แพ้ท้องหนักขนาดนั้นเลยเหรอ?” 

ปลายนิ้วใหญ่ถือวิสาสะแตะลงบนหางตาเรียวซึ่งยังคงแดงก่ำเพราะคราบน้ำอุ่นทำเอาคาเมะสะดุ้งถอยหลังไปเล็กน้อยเพราะตั้งตัวไม่ติด ทั้งที่เมื่อเช้าเพิ่งทะเลาะกันแท้ๆแต่ตอนนี้กลับมาใจดีด้วยเหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นเสียอย่างนั้น

“ฉันไม่รู้ว่านายแพ้ท้องหรือเปล่า แต่จำได้ว่าตอนแม่ท้องเรโอะ พ่อฉันซื้อน้ำเกรปฟรุตไว้ให้แม่ดื่มแก้คลื่นไส้ ฉันก็เลยซื้อมาเผื่อไว้ก่อน”

“ขะ......ขอบใจ.............” 

ถุงพลาสติกบรรจุน้ำกระป๋องถูกชูขึ้นตรงหน้าพร้อมด้วยคำอธิบายบังคับให้เด็กหนุ่มต้องเอ่ยปากขอบคุณเสียงแผ่ว อาคานิชิ จินยังคงยิ้มต่อไปเรื่อยเปื่อยถึงแม้ว่าคาเมะจะปั้นหน้าจืดเจื่อนเสมือนว่าโดนผีหลอกกลางวันแสกๆก็ตาม

“แล้วนี่นายกินมื้อเย็นหรือยัง เอาพิซซ่าไหม ฉันซื้อติดมือมาด้วย ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ฉันเอาไปอุ่นให้แล้วเรามากินด้วยกันดีกว่าเนอะ”

“เดี๋ยวก่อนสิ จิน............” 

คาเมะพยายามเรียกท้วงคนร่างหนาซึ่งฉวยโอกาสตอนที่เขากำลังงงเบียดแทรกตัวผ่านประตูเข้าไปภายในห้อง ก่อนจะจัดการเอาพิซซ่าถาดใหญ่ที่ซื้อมาพร้อมกับน้ำเกรปฟรุ๊ตใส่จานเข้าไมโครเวฟเองเสร็จสรรพโดยไม่รอฟังคำอนุญาตจากเจ้าของห้อง.... พ่อศิลปินผิวปากฮัมเพลงภาษาอังกฤษที่ไปร่วมคัฟเวอร์กับนักร้องผิวสีชาวอเมริกันอย่างอารมณ์ดี ซึ่งเขาก็ไม่ค่อยเข้าใจนักว่าเพลงชวนชะนีไปขี่รถมันน่าฟังตรงไหน เพียงไม่กี่อึดใจ เครื่องไมโครเวฟก็ส่งเสียงเตือนบอกว่าอาหารที่อุ่นค้างเอาไว้นั้นร้อนได้ที่แล้ว

จานกระเบื้องลายริลัคคุมะอัดแน่นด้วยพิซซ่าจนล้นถูกวางลงบนโต๊ะ กลิ่นชีสและแป้งหอมยั่วน้ำลายไม่ยักส่งผลให้ว่าที่คุณแม่เกิดอาการแพ้ท้องเหมือนข้าวราดแกงกะหรี่ของกองถ่าย น้ำย่อยในกระเพาะเริ่มปั่นป่วนอีกครั้งเมื่อเห็นของกินอยู่ตรงหน้า แต่ถึงแม้จะหิวมากแค่ไหน คนฟอร์มจัดอย่างคาเมะนาชิ คาซึยะก็สามารถทำเป็นไม่อยากมองไม่อยากสนใจได้อยู่วันยังค่ำ.... ชายหนุ่มรีบจูงมือคาเมะมานั่งลงบนโซฟาแล้วจึงยื่นจานพิซซ่ามื้อเที่ยงคืนให้อย่างเอาใจ ต่อให้ร่างเล็กเอาแต่เงียบทำหน้ามุ่ย แสดงออกชัดเจนว่าไม่พอใจเรื่องที่ทะเลาะกันเมื่อเช้า แต่เขาก็ยังคะยั้นคะยอให้อีกฝ่ายกินไม่เลิก

“อ่านนี่ค้างอยู่เหรอ คาเมะ?” 

หน้าจอMAC Book Airยังเปิดลิงค์ข้อมูล ‘ภาวะของแม่และพัฒนาการของทารกในครรภ์’ ที่ยามาดะซังส่งมาให้ค้างเอาไว้ เรียกความสนใจจากร่างสูงได้เป็นอย่างมาก.... นัยน์ตาสีเข้มสะท้อนภาพทารกในครรภ์ช่วงอายุต่างๆด้วยความตื่นเต้น จินทำท่านึกแล้วก็นับนิ้วราวกับกำลังคำนวณอะไรบางอย่าง แล้วหันมากึ่งชวนคุยกึ่งถามคาเมะว่าเจ้าตัววางแผนเกี่ยวกับอนาคตของเจ้าตัวเล็กในท้องอย่างไรบ้าง

“ตอนที่ฉันกลับมาครั้งสุดท้ายก็ประมาณเดือนกันยา งั้นลูกเราก็คงเกือบๆสามเดือนแล้วสินะ.........ในวัยนี้ทารกจะมีขนาดโดยประมาณ 3 นิ้วฟุต อวัยวะต่างๆ จะเกิดจนครบและกำลังพัฒนามากขึ้นเรื่อยๆ อวัยวะต่างๆ ก็เริ่มทำงานได้แล้ว สำหรับวัยขนาดครรภ์ 3 เดือนนี้เครื่องตรวจคลื่นเสียงความถี่สูง ยังไม่สามารถบอกเพศได้ว่าเป็นหญิงหรือชาย........แล้วนี่นายคิดหรือยังว่าจะไปฝากท้องที่โรงพยาบาลไหน เมื่อไร?”

“พอได้แล้ว ไม่ต้องมายุ่ง!!” 

เสียงแหบหวานตวาดลั่นแทนคำตอบ การกระทำของอาคานิชิ จินกำลังทำให้เขาสับสน.... เดี๋ยวดี เดี๋ยวร้าย เดี๋ยวทำเป็นหน้ามึนไม่รู้เรื่อง เดี๋ยวทำเป็นโชว์แมนอยากจะยืดอกรับผิดชอบ แต่กับผู้ชายที่ยอมทิ้งทุกสิ่งทุกอย่าง เอาแต่วิ่งไล่ตามความฝัน ยึดตัวเองเป็นจุดศูนย์กลางของจักรวาล ไม่เคยสนใจ ไม่เคยแคร์ว่าคนรอบข้างจะผิดหวัง เสียใจหรือรู้สึกอย่างไร จ้างให้เขาก็ไม่อยากได้มาเป็นพ่อของลูกอยู่แล้ว

“ฉันบอกแล้วไงว่าดูแลตัวเองได้ จะคลอดหรือจะเอาออกมันก็เรื่องของฉันคนเดียว นายไม่จำเป็นต้องทำแบบนี้หรอก!!”

“ดูแลตัวเองได้เหรอ ฉันโทรไปถามยามาดะซัง เขาบอกว่านายยังออกไปกองถ่ายตามปกติ แถมยังเข้าฉากแอ็คชั่นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีกต่างหาก เขาเช็คกับทีมงานแล้วถึงรู้ว่าวันนี้ทั้งวัน นายแทบไม่ได้กินข้าวเลยด้วย.... คุณแม่ทำงานเหนื่อยแบบนี้ แล้วลูกจะพักผ่อนได้ยังไง?”

“แล้วก็เลิกพูดได้แล้วนะว่าจะเอาลูกออก เพราะฉันไม่ยอม เข้าใจไหม?” 

จินละสายตาจากจอคอมพิวเตอร์ หันมาเผชิญหน้ากับคนตัวเล็กปากเก่งที่เอาแต่ดื้อด้านทำราวกับว่าเด็กในท้องเป็นของตัวเองคนเดียว ไม่ว่าจะตอนนี้หรือตอนไหน เขาก็ยังจำได้แม่นว่าตนเองไม่เคยพูดสักครั้งว่าจะไม่รับผิดชอบหรือต้องการให้คาเมะทำแท้ง.... มันผิดตรงไหนที่เขาอยากจะดูแลแม่ของลูก อยากพาแม่ของลูกไปฝากท้อง หาของดีๆให้กิน หาเสื้อผ้าอุ่นๆให้สวม รอคอยวันที่เจ้าตัวเล็กจะคลอดและเติบโตขึ้นอย่างแข็งแรงด้วยกัน แต่ประโยคคำพูดที่อีกฝ่ายเถียงกลับมาก็เฉลยทุกอย่างว่าเพราะอะไรคาเมะนาชิ คาซึยะถึงปฏิเสธความหวังดีและไม่ยอมให้เขาทำหน้าที่ของพ่อเด็กอย่างที่ควรจะเป็น

“ไม่ยอมแล้วนายจะทำอะไรได้ เดี๋ยวก็ต้องกลับLA.แล้วนี่!!??”

“เรื่องของเราสองคนมันจบไปตั้งแต่วันแรกที่นายตัดสินใจทิ้งฉันไปอเมริกาแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อ3เดือนก่อนมันก็แค่อุบัติเหตุ และเด็กคนนี้ก็เป็นความผิดพลาดที่เกิดจากความสะเพร่าของฉันเพียงฝ่ายเดียว.... ถ้าฉันลืมเรื่องเก่าๆระหว่างเราไปให้หมด ถ้าฉันไม่อ่อนไหวตอนที่มีนายอยู่ใกล้ ถ้าฉันจะมีสติแล้วคิดให้หนักๆว่านายเป็นแค่แฟนเก่าที่เลิกกันไปแล้ว วันนั้นเราสองคนก็คงไม่มีอะไรเกินเลยต่อกัน ฉันก็คงไม่ต้องทุกข์ใจอยู่อย่างนี้........!!!”

ความเจ็บปวดที่ถูกทอดทิ้งมันมากเกินกว่าที่คาเมะจะแสร้งทำเป็นลืมไม่นึกถึงมันเพียงเพราะว่าตัวเองบังเอิญตั้งท้องขึ้นมา.... เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเกือบ2ปีที่แล้ว ในวันที่อาคานิชิ จินมาบอกเลิกเขาด้วยเหตุผลที่ว่าเจ้าตัวต้องการอิสระเพื่อที่จะได้โกอินเตอร์โดยไม่ต้องกังวลว่าจะมีใครรออยู่ที่ญี่ปุ่น เขาไม่เคยพูด ไม่เคยห้าม แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่รู้สึกอะไร

คาเมะรู้ตัวดีว่าเขายังรักผู้ชายเห็นแก่ตัวคนนี้ รักมากจนถึงขนาดไม่สามารถหักห้ามใจตนเองได้ไหว หากเขายอมทำตามความต้องการของจิน ปล่อยให้ลูกในท้องเกิดมาด้วยความหวังลมๆแล้งๆว่าแกจะมีพ่อ มีครอบครัวที่สมบูรณ์เหมือนอย่างเด็กคนอื่น แล้วถ้าจินเลือกที่จะทิ้งเขากับลูกไปอีกครั้งเพราะงาน ความฝัน หรือแม้กระทั่งเพราะผู้หญิงคนใหม่ เมื่อเวลานั้นมาถึง เขาก็คงจะทำเป็นเข้มแข็งเหมือนเมื่อ2ปีที่ผ่านมาไหวอีกแล้ว



“นายกำลังจะได้ในสิ่งที่ต้องการอยู่แล้วนะ จิน.......ฮึก......ความฝันที่ทำให้นายทิ้งฉันไปไงล่ะ........ทั้งๆที่มันอยู่แค่เอื้อม แล้วจะให้ฉันกับเด็กคนนี้ฉุดนายกลับมายังจุดๆเดิมที่นายไม่อยากอยู่ไปเพื่ออะไร........?” 

เมื่อนึกถึงเรื่องในอดีต น้ำตาซึ่งคาเมะพยายามกลั้นเอาไว้ไม่ให้มันไหลออกมาต่อหน้าใครก็พาลร่วงลงมาเป็นสายยาว.... ใครไม่ได้เป็นคาเมะนาชิ คาซึยะก็คงไม่เข้าใจความรู้สึกนี้ จะหาว่าเป็นเพราะฮอร์โมนแปรปรวนหรืออะไรก็ช่าง แต่เขาเกลียดความเหงา เกลียดความโดดเดี่ยว และเกลียดการถูกทิ้งเป็นที่สุด เพียงแค่ครั้งเดียวมันก็มากเกินพอแล้ว เขาไม่อยากให้มันเกิดขึ้นซ้ำสองโดยให้ลูกในท้องต้องเผชิญกับความเจ็บปวดแบบเดียวกับที่คนเป็นแม่เคยพบเจอ

“ถ้านายผิด ฉันเองก็ผิดเหมือนกัน” 

ท่อนแขนแกร่งดึงเอาร่างเล็กที่กำลังสะอึกสะอื้นเข้ามาสวมกอด ความในใจของคาเมะที่ตัวเขาเองก็รู้ดีมาโดยตลอดแต่กลับมองข้ามมันไปเพราะเห็นแก่โอกาสที่จะได้สร้างชื่อเสียงในต่างแดนกัดกร่อนความทะเยอทะยานเหล่านั้นให้พังทลาย.... ไม่มีสิ่งใดที่จะทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองเป็นคนเลวได้เท่ากับการมองเห็นคนรักที่คบกันมานาน8ปีต้องร้องไห้เพราะการตัดสินใจของตนเองได้อีกแล้ว แต่เพราะว่ายังรัก ถึงได้อยากกอด อยากดูแล อยากอยู่ใกล้ แม้ว่าเรื่องระหว่างเราจะไม่มีทางกลับไปเป็นเหมือนเดิม แต่อย่างน้อยก็ขอให้เขาได้ทำหน้าที่พ่อและคนรักที่ดีบ้างสักครั้งก็พอ

“วันนั้น ทุกๆคนก็เตือนฉันแล้วว่าอย่าดื่มเยอะ อย่าขอมาค้างห้องนาย อย่าทำให้นายต้องลำบากใจ แต่ฉันไม่ยอมฟัง เพราะคิดว่าอย่างน้อยก็ขอให้อยู่ใกล้นายได้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้ก่อนจะต้องขึ้นเครื่องไปอเมริกา แม้แต่ตอนที่เรากำลังกอดกันบนเตียง ฉันยังมีสติครบถ้วน ไม่ได้เมาเลยสักนิด แต่ฉันก็อยากกอดนายอยู่ดี ฉันต่างหากที่เป็นฝ่ายตั้งใจทำให้เรื่องทั้งหมดเกิดขึ้น.... แบบนี้ เราสองคนก็เสมอกันแล้ว โอเคไหม?”

“ไม่รู้สิ.... ถ้าเป็นคนอื่น ฉันอาจจะทำใจแข็งไม่สนใจก็ได้ อย่างที่นายรู้ว่าไม่มีอะไรสำคัญสำหรับฉันได้เท่ากับความฝันที่จะได้เดบิวท์ในอเมริกาอีกแล้ว........แต่เพราะแม่ของลูกฉันคือนาย คนที่สำคัญที่สุด” 

หลังมืออุ่นเกลี่ยคราบชื้นออกจากผิวแก้มใสอย่างอ่อนโยนก่อนจะกุมมือนุ่มนิ่มของคาเมะให้แนบลงบนผืนอกกว้าง ให้ร่างบางสัมผัสก้อนเนื้อหัวใจเต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอเช่นเดียวกับความรักของเขาที่ถึงแม้จะพบเจออุปสรรค หากมันก็ไม่เคยลดน้อยถอยลง

“เด็กในท้องนายไม่ใช่ความผิดพลาดนะ คาเมะ เขาไม่ได้เกิดมาเพราะความสะเพร่าของใครทั้งนั้น แต่เขาเกิดมาได้เพราะความรักของเราต่างหาก.... ถึงใครจะว่ายังไง แต่ฉันก็คิดว่าลูกคนนี้คือของขวัญจากคนบนฟ้า เป็นโซ่ทองเส้นน้อยๆที่ทำให้เราสองคนได้กลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้งต่างหาก”

“ฉันอาจจะไม่ใช่พ่อที่ดีนัก แต่ฉันขอโอกาสจากนายสักครั้งจะได้ไหม?”

.


.

เพราะทนไม่ได้ที่จะต้องเห็นคาเมะทุกข์ใจ

เพราะทนไม่ได้ที่จะต้องเห็นคนที่ตัวเองรักอุ้มท้องตามลำพัง ใช้ชีวิตหลบๆซ่อนๆเพื่อรักษาชื่อเสียง ทิ้งความฝันที่จะทำให้KAT-TUNเป็นไอดอลกรุ๊ปอันดับหนึ่ง หรือแม้แต่จะต้องรับรู้ว่าเลือดเนื้อเชื้อไขของเขาถูกกำจัดออกเมื่อถูกตัดสินว่าเป็นก้อนเนื้อที่เกิดมาจากความผิดพลาดของคนเป็นพ่อแม่

เพราะทนไม่ได้ที่จะต้องตัดขาด ไม่พบเจอ ไม่พูดคุยกันอีก

และเพราะทนไม่ได้ที่จะต้องสูญเสียสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตไป

ขอโอกาสเพียงครั้งนี้อีกครั้งเดียวเท่านั้น แล้วเขาจะรักษามันเอาไว้ด้วยชีวิตของตัวเอง 




“เราสองคนมาช่วยกันดูแลเด็กคนนี้ด้วยกันนะ คาซึ?”


“...............อื้ม”



.


.

“ไงครับ เจ้าตัวเล็ก.... นี่ปะป๊านะ ปะป๊าที่หล่อที่สุดในจักรวาลชื่ออาคานิชิ จิน ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ” 

เสียงทุ้มต่ำที่ดัดจนแหลมเหมือนตัวตลกในรายการโทรทัศน์กระซิบพูดกับเด็กน้อยอายุครรภ์3เดือนซึ่งกำลังเจริญเติบโตอยู่ในท้องของว่าที่คุณแม่ พลางแลบลิ้นปลิ้นตาหยอกล้อเล่นราวกับว่าเจ้าตัวเล็กจะสามารถมองทะลุออกมาได้อย่างไรก็อย่างนั้น ทำเอาร่างเล็กซึ่งกึ่งนั่งกึ่งนอนกินพิซซ่าแกล้มขนมปังกระเทียมอยู่บนโซฟาถึงกับเบ้ปากร้องยี้เพราะคำแนะนำตัวที่คุณพ่อมือใหม่หัวใจเกินร้อยใช้พูดทักทายคุณลูกสุดที่รัก

“อี๋~ หล่อที่สุดในจักรวาล กล้าพูดออกมาได้.... หน้านายตอนนี้ไม่ได้หล่อขั้นเทพเหมือนเมื่อก่อนสักหน่อย แถมผมเผ้าก็รุงรัง หนวดก็ไม่ยอมโกน ดูเหมือนพวกโจรอียิปต์มากกว่าเป็นนักร้องเสียอีก”

“ตัวเล็กอย่าไปเชื่อปะป๊านะ ปะป๊าขี้โม้แถมยังหลงตัวเองสุดๆ.... เอาไว้หล่อเท่าแทคยอน 2PMเมื่อไรแล้วค่อยมาอวดเถอะ เน้อออ~~” 

คาเมะหยุดกินพิซซ่าชั่วคราวก่อนจะเริ่มส่งเสียงคุยกับเจ้าตัวเล็กบ้าง มือขาวลูบท้องน้อยเบาๆเป็นเชิงสั่งสอนให้ลูกคนแรกเชื่อฟังตัวเองตั้งแต่อยู่ในท้อง ในขณะที่จินก็ไม่ยอมแพ้ พอได้ยินชื่อไอดอลจากประเทศเพื่อนบ้านซึ่งเป็นขวัญใจของคาเมะอยู่ ณ ตอนนี้ อารมณ์อิจฉาก็พาลให้ปากไวรีบโจมตีจุดอ่อนคู่ต่อสู้ทันที อยากจะตะโกนใส่หน้าภรรยานักว่า ‘กรูหล่อกว่าแทคยอนล้านเท่าว้อยยยยย~!!!!’

“ตัวเล็กก็อย่าบ้าเกาหลีเหมือนมะม้านะ.... ปะป๊าไม่อยากได้ลูกดั้งโด่งทะลุฟ้า หน้าพลาสติกตั้งแต่กำเนิด”

“บ้าเกาหลีก็ดีกว่าเป็นฝรั่งเก๊ ทาสอเมริกาก็แล้วกัน!!”

“เห็นไหมครับ ตัวเล็ก.... มะม้าเราบ้าเกาหลี แถมยังขี้วีนเหมือนนางอิจฉาในซีรีส์น้ำเน่าอีกต่างหาก ไม่ไหวๆเลยเน้อ~~”

“จิน!!!!!!” 

เมื่อคารมสู้ไม่ได้ คุณแม่ขี้โมโหก็เปลี่ยนเป็นประทุษร้ายร่างกายอีกฝ่ายแทน มือเล็กเปลี่ยนจากหยิบพิซซ่ามาหยิกปากเจ่อๆของจินเพื่อแก้แค้นที่โดนหาว่านิสัยเหมือนนางร้ายในละคร เดือดร้อนอาร์ทิสหนุ่มร้องโวยวายเสียงหลง ขยับตัวโยกหลบพัลวันเพราะคาเมะเล่นสวมวิญญาณพลังSหยิกจริง เจ็บจริง ไม่ใช้ตัวแสดงแทน ไม่ใช้สแตนด์อิน

“โอ๊ย คาซึ.....ฉันเจ็บนะ อย่าเล่นแบบนี้สิ!!!”

“ก็นายอยากมาว่าฉันทำไมล่ะ นิสัยไม่ดี.........คอยดู จะหยิกให้หายปากเสียเลย...........โอ๊ย!!!!”

“เป็นอะไรไปเหรอ คาซึ.... เจ็บตรงไหน? ไปหาหมอไหม?”

อยู่ๆจู่ๆ ว่าที่คุณแม่จอมอารมณ์ร้ายก็สะดุ้งโหยงร้องโอดโอยระหว่างที่พวกเขากำลังเล่นเกมส์หยิกปากกัน ใบหน้าสวยบิดเหยเกเล็กน้อยเหมือนว่ารู้สึกเจ็บตรงส่วนที่น่าจะเป็นโพรงมดลูก ส่งผลให้อาคานิชิ จินใจเสียหน้าซีดเผือด รีบซักถามยกใหญ่เตรียมจะอุ้มภรรยาขึ้นรถพาไปโรงพยาบาล แต่ทว่า คาเมะกลับเพียงแค่โบกมือปฏิเสธ ก่อนที่สีหน้าและน้ำเสียงของเจ้าตัวจะคืนสู่ภาวะปกติ

“เปล่าๆ.......ฉันไม่ได้เจ็บหรอก...............”

“ฉันแค่รู้สึก.........เหมือนลูกจะขยับ.......นิดนึง...............” 

เสียงหวานกระซิบบอกเบาๆพลางชี้นิ้วตรงจุดที่เจ้าตัวเล็กของพวกเขากำลังสร้างพัฒนาการทางร่างกายเพื่อรอวันออกมาเจอปะป๊ามะม้า คาเมะหลับตาพริ้มประหนึ่งกำลังใช้สมาธิขั้นสูงสุด ริมฝีปากสีสดคลี่ยิ้มด้วยความดีใจแล้วจึงบอกให้คุณสามีได้ร่วมรับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตนเองเมื่อครู่นี้

“ได้ยินเสียงหัวใจลูกเต้น..........จากข้างในนี้....................”

“จริงเหรอ?”

“อือ.... ไม่ค่อยชัดนักหรอก แต่คิดว่าไม่ผิดแน่”

“ขอฉันฟังด้วยคนได้ไหม?” 

ทันทีที่ร่างบางพยักหน้า อาคานิชิ จินก็จัดแจงค่อยๆแนบใบหูลงบนหน้าท้องของอีกฝ่าย ชายหนุ่มหลับตาเช่นเดียวกับที่คนรักของเขากำลังทำให้ดูเป็นตัวอย่าง.... เสียงตึกตักที่ได้ยิน แยกแยะไม่ได้ว่าเป็นเสียงหัวใจของลูก ของคาเมะ หรือของเขาเอง แต่ความตื่นเต้นยินดีที่ได้รับมันก็ทำให้ผู้ชายเห็นแก่ตัวแบบเขาอดยิ้มออกมาไม่ได้ ยิ่งเมื่อคาเมะกุมมือเขาเอาไว้ในขณะที่พวกเขาตั้งใจฟังเสียงหัวใจลูกเต้นพร้อมๆกัน เมื่อนั้น เขาก็ได้เข้าใจอย่างถ่องแท้แล้วว่าความหมายของการมีครอบครัวคืออะไร


“..............เสียงแรกของชีวิต..........เพราะจังเลยนะ........”



เพราะเธอทั้งสองคือสิ่งล้ำค่า

เพราะเธอทั้งสองคือของขวัญที่คนบนฟ้าประทานมาให้ฉัน

เพราะเธอทั้งสองคือลมหายใจในทุกคืนวัน


......เพราะเธอทั้งสองที่คนที่ฉันอยากอยู่เคียงข้างตลอดไป......


Short Fiction & One Shot
- [ONE SHOT]++ KINDERGARTEN ++(JinXKazuya) [9 มีนาคม 2556 10:59 น.]
- [SHORT FIC]*+*+ [ THE HANGING TREE ] +*+*(One Shot) [9 มีนาคม 2556 10:59 น.]
- [MPREG]++AKAME'S FAMILY++ HELLO DADDY,HELLO MOMMY [9 มีนาคม 2556 10:59 น.]
- [SHORT FIC]*+*+ [ คาเมะนาชิ คาซึยะ กับ.......??? ] +*+*(One Shot) [9 มีนาคม 2556 10:59 น.]
- [SHORT FIC]*+*+ [ G I V E ] +*+*(One Shot), Special For Valentine 2011 [9 มีนาคม 2556 10:59 น.]
- [SHORT FIC]*+*+ [ THE LAST HOPE ] +*+*(One Shot) [9 มีนาคม 2556 10:59 น.]
- [SHORT-FIC]++ADDICTED TO LOVE++(End) [9 มีนาคม 2556 10:59 น.]
- [SHORT-FIC]++ADDICTED TO LOVE++(Begin) [9 มีนาคม 2556 10:59 น.]
- [SHORT-FIC]++AFTER LOVING++(For 8th Anniversary) [9 มีนาคม 2556 10:59 น.]
- [SHORT-FIC]++THE WISH++(For Jin's 2006 Birthday), [9 มีนาคม 2556 10:59 น.]
ดูทั้งหมด

ความคิดเห็นที่ 1
อ่านตอนแรกแล้วก็แอบเครียดเลย แม่งอิจินกะจะต่อยเมะตอ่หน้าลุงจ้อน ทั้งๆที่ชีก็ท้องอ่อนๆอยู่
แต่ก็อ่ะนะ เมะตอนนั้นมันงี่เง่าเหลือเกิน แว่ดๆๆ ใส่จินไม่ยั้ง:]:

ชอบจังเลยตรงเรื่องที่ประชดนั่งลินซี่ จำได้ว่าตอนนั้นป้าแกโดนแฟนคลับทั้งจากจินและอคาเมะถล่มยับ
ด้วยความไม่เจียมตัวเองของป้าแกแท้ๆ ไม่รู้ว่าตอนนี้ชีไปมีชีวิตอยู่ส่วนไหนของโลก เหอะๆ

สุดท้ายจบแบบแฮปปี้แอนดิ้งก็ดีใจด้วยนะจ๊ะ อคาเมะ
ชื่อ : annadamiz    วันที่ : 12 มีนาคม 2556 08:18 น.
IP : 2.49.160.XXX

ความคิดเห็นที่ 2
ถ้ามันเป็นความจริงได้จะหาลิเกถวายเลย
แต่ลิซซี่ดดนทวิตอคาเมะถล่มยับจริงๆช่วงนั้น
อคาเมะมีจริงนะเราเชื่อ
ชื่อ : KIZUNA    วันที่ : 14 มีนาคม 2556 01:54 น.
IP : 180.180.75.XXX

ความคิดเห็นที่ 3
เคยอ่านมาแล้ว แต่ก็กลับมาอ่านเรื่องนี้อีก
อ่านไปอมยิ้มไป จี๊ดไป
ชื่อ : Mi-o   E-mail : kalrahud@hotmail.com    วันที่ : 21 มีนาคม 2556 15:19 น.
IP : 183.89.58.XXX

ความคิดเห็นที่ 4
โอ้ยยยย ชอบมากค่ะเรื่องนี้ คาเมะมีมดลูก~~~~ แถมท้องกะอ้วน
ตอนแรกนึกว่าจะออกแนวน่ารักไม่เครัยด ไปๆมาๆ ตอนแรกอ่านไปขมวดคิ้วตามเลย
แต่ชอบมากเลยอ่ะ ตอนที่ไปพบคุณจอห์นนี่
คุณจอห์นนี่พูด "ซั่ม" ชัดมากจนอยากให้มาเป็นคนไทยเรยทีเดียว 5555555
ทุกคนพูดซั่มหมดเลย 555555 ชอบมาก
น้องแบบอดทนเนอะ ท้องอยู่ยังจะไปกระโดดโลดเต้นอีก 55555

เรื่องนี้ตอนท้ายๆแบบ แอบดราม่านิดนึง
ไม่สิดอ่ะ อ่านแล้วน้ำตาไหลเลยค่ะ
ตอนที่ยามาดะส่งไอนั่นมาให้ทางเมลล์อ่ะ พออ่านความคิดของน้องแล้วแบบ
เป็นคนดีมากๆ แต่มันก็เรื่องจริงอ่ะ เราจะกล้าฆ่าลูก ฆ่าเลือดเนื้อของเราได้ลงคอเลยเหรอ?
ร้องไห้เยย อิอิ > <
แอบจี๊ดตรงที่ว่า "เด็กคนนี้เป็นความผิดพลาด"
มันน่าเศร้านะ เด็กคือสิ่งที่แสดงความรักของพ่อกับแม่ไม่ใช่เหรอ?

พอละ อินจัดค่ะ 555555 อยากอ่านตอนคาเมะคลอดอ่ะ
55555 ติดตามค่ะ ^ ^
ชื่อ : Bright   E-mail : Huntereyeblue@hotmail.com    วันที่ : 23 มีนาคม 2556 15:25 น.
IP : 58.8.134.XXX

ความคิดเห็นที่ 5
เบร๋ย. อ่านจบแล้วแบบว่า แอบน้ำตาคลอเบาๆ
มันแบบว่าซาบซึ้งไปกับจินตนาการ มโนภาพว่าอ้วนเอาหน้าแนบท้องคาซึยะ ฟังเสียงหัวใจลูก
นี่มันเป็นสุดยอดแห่งความรู้สึกดีจริงๆนะนี่พูดเลย -0-
เพราะเป็นจินกับคาซึยะ มันถึงทำให้รู้สึกอบอุ่นรู้สึกดีสุดๆอ่ะ ฮือออออ T.T
แต่ว่านะ อ่านแรกๆแล้วแบบ
ซั่ม? ห๊ะ? คุณจอห์นนี่รู้จักศัพท์นี้ด้วยนะ ฮ่าๆๆ
ฮาก๊ากเลยครับพี่ มาเจอไออ้วนจากปากคาซึยะอีก
เห้ย นี่มันใช่อ่ะบ่องตง! >.<

#วิบัติเพื่อความสะใจในการคอมเมนท์ อย่าถือสาเลยนะคะ :l:
ชื่อ : ariadne   E-mail : aiaigasa@hotmail.com    วันที่ : 25 มีนาคม 2556 23:51 น.
IP : 101.108.87.XXX

ความคิดเห็นที่ 6
ฮืออออออออออออ

ปลาบปลื้มอะ พ่อแม่มือใหม่ น่ารักจริงๆ

ลูกออกมาต้องน่ารักมากแน่ๆ

คำพูดยามะพีโคตรโดนอะ ถูกใจที่สุดอะ =v=b

แม้อิปี้จินจะเห็นแก่ตัวในสายตาใครๆ แต่ฮีก็เป็นสามีที่ดีของคาเมะและพ่อที่ดีของลูกน้าาาาาาา~
ชื่อ : hana_kawaii    วันที่ : 8 เมษายน 2556 22:16 น.
IP : 122.155.9.XXX

ความคิดเห็นที่ 7
:^_^: เรื่องเสมือนความเป็นจริงเลยเนอะ
ถ้าเป็นอย่างเรื่องนี้ก็น่าจะดีเนอะ...คิคิ
ลูกต้องออกมาน่ารัก น่าหยิกมากๆเลยนะ
แถมยังได้เพื่อนๆช่วยกันเลี้ยงด้วย :b:
ชื่อ : Mitsumeteitai    วันที่ : 28 พฤษภาคม 2556 22:07 น.
IP : 171.96.2.XXX

ความคิดเห็นที่ 8
ตอนแรกแอบหมั่นไส้อิจิน
แต่รับผิดชอบก็โอเคเนอะ อิอิ
ชื่อ : Rdn   E-mail : Noo_rdn@hotmail.com    วันที่ : 8 กุมภาพันธ์ 2557 10:59 น.
IP : 115.67.132.XXX

  แสดงความคิดเห็น

ตัวหนา ตัวเอียง ตัวขีดเส้นใต้ ตัวขีดกลาง ชิดซ้าย กึ่งกลาง ชิดขวา รูปภาพ ลิ้งก์ ขนาดต้วอักษร สีต้วอักษร

ชื่อ: *
E-mail : *
ไม่ต้องการแสดง Email
รหัสตรวจสอบ : Security Image
* กรุณากรอกรหัสที่อยู่ในรูป

Copyright by http://www.alizzykame.com
2006-2015
Engine by MAKEWEBEASY