ดูสินค้าในตะกร้า    แจ้งการชำระเงินออนไลน์   
  
   FICTION BOOK (17)
   WEBBOARD
สถิติผู้เข้าชม
 ขณะนี้มีผู้เข้าใช้ 4
 ผู้เข้าชมในวันนี้ 86
 ผู้เข้าชมทั้งหมด 879,907
กรุณาฝาก Email ของท่าน
  เพื่อรับข่าวสาร ที่น่าสนใจ
2 เมษายน 2563
อา จ. อ. พ. พฤ ศ. ส.
   
10  11 
12  13  14  15  16  17  18 
19  20  21  22  23  24  25 
26  27  28  29  30     
             
  [ Omegaverse ] αΩ ++ CRUEL INTENTIONS : บังเอิญท้อง ++ Ω α
[ Omegaverse ] αΩ ++ CRUEL INTENTIONS : บังเอิญท้อง ++ Ω α CHAPTER 1 : 'กลิ่น'
[11 กุมภาพันธ์ 2562 00:00 น.]จำนวนผู้เข้าชม 625 คน
Cruel Intentions

บัง ▪ เอิญ ▪ ท้อง ~
 



 
1




หลังจากสอบปลายภาควิชาภาษีอากรซึ่งเป็นวิชาสุดท้ายเสร็จเรียบร้อย ร่างเล็กก็หอบสังขารอันอ่อนเปลี้ยไร้วิญญาณเดินสะโหลสะเหลออกมาจนถึงโต๊ะหินข้างตึกคณะ ก่อนจะฟุบหน้าคว่ำนอนแผ่ทันที.... หัวสมองยังปวดตุบๆ ตาพร่ามองเห็นแถวตัวเลขเด้งไปเด้งมา น่ากลัวว่าถ้าอยู่ในห้องสอบนานกว่านี้อีกแค่นิดเดียว เขาคงได้อ้วกออกมาเป็นเล่มประมวลรัษฎากรแน่ๆ


ถ้ารู้ล่วงหน้าได้ว่าชีวิตนักศึกษาคณะบัญชี ปีสาม มันจะยากลำบากสาหัสสากรรจ์ขนาดนี้ บางทีกวิวิชญ์อาจขอเปลี่ยนใจ กลับไปเป็นโอเมก้าที่ดีตามจารีตประเพณี มีลูกให้สามีสักโหลหนึ่ง แล้วก็เก็บกวาดปัดถูบ้าน ทำกับข้าว.... แค่นั้นพอ!


“เฮ้ย ไอ้กวาง.... หมดสภาพเลยนะมึง”


“หมดสิ กูเขียนอะไรลงไปบ้าง กูยังจำไม่ได้เลยเนี่ย”  


กวางเงยหน้าขึ้นมองเพื่อนที่เดินตามมาพร้อมกับน้ำส้มกระป๋องที่เขาฝากซื้อ ยิ่งนึกถึงข้อสอบมหากาฬก็ยิ่งอยากจะร้องไห้ออกมาดังๆ  


“หัวสมองคนเราต้องจำอะไรเยอะแยะแบบนี้ด้วยเหรอ ตายไปก็ลืมหมดปะวะ”


“แต่มึงยังไม่ได้จะตายตอนนี้ไง แล้วไอ้ที่จำๆ ไปสอบนั่นน่ะก็ต้องเอาไว้ใช้ทำมาหากินด้วย”


“ฮือออออออ”


“เลิกคร่ำครวญได้ละ มึงเลือกมาทางนี้เองนะเว้ย” 


คนเป็นเพื่อนมองสภาพของกวางแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจปลงๆ จะว่าสงสารก็ใช่ แต่ก็อยากบอกให้มันรู้ว่ายังมีอย่างอื่นที่โหดร้ายกว่าการสอบอยู่อีกหลายขุม  


“เดือนหน้าก็ต้องเริ่มฝึกงานแล้วด้วย นั่นน่ะความฉิบหายของจริงเลย”


การฝึกงานอาจฟังดูเหมือนเป็นหายนะสำหรับคนที่ต้องลงวิชาสหกิจศึกษา เพราะมันไม่ใช่แค่ต้องมีความรู้ที่เรียนมาตลอดสามปี แต่ต้องมีสติ มีความรับผิดชอบ รวมถึงมนุษยสัมพันธ์ในการทำงานร่วมกับผู้อื่น แล้วคนที่จะกำหนดชะตาชีวิตพวกเขาก็ไม่ได้มีแค่อาจารย์กับกระดาษข้อสอบ หากแต่เป็นพวกพี่ๆ ที่ไม่เคยรู้จักมักจี่กันมาก่อนนี่แหละ


มีหลายคนที่วิตกจริตกลัวการฝึกงาน ขนาดตัวท็อปของรุ่นอย่างไอ้กระต่ายที่กำลังบ่นคร่อมหัวเขาอยู่ตอนนี้ก็ยังแอบประสาทกินเบาๆ ทว่า ตัวบ๊วยอย่างกวิวิชญ์กลับไม่แสดงอาการกังวลเลย แถมยังมั่นใจด้วยว่านี่จะเป็นวิชาแรกที่เขาเก็บเอได้แบบสวยงาม


“หือ.... ถ้าเรื่องฝึกงานน่ะไม่ฉิบหายหรอก”


“กวางกับต่ายได้ที่ฝึกงานแล้วเหรอ?”  


เสียงเอ่ยถามดังขึ้นจากทางด้านหลัง เมื่อหันไปมองก็เห็นเพื่อนผู้หญิงจากภาควิชาเดียวกันเดินเข้ามา สีหน้าของพวกหล่อนก็ดูเหมือนซอมบี้ใน The Walking Dead ไม่มีผิด และต้นสายปลายเหตุก็มาจากฝึกงานวิชาสหกิจศึกษานั่นเอง  


“เรากับแก้วยังไม่ได้เลย บริษัทที่เข้าไปสัมภาษณ์คราวก่อนไม่ตอบกลับมาสักที จะได้งานทันเปิดเทอมหรือเปล่าก็ไม่รู้”


“ของเราสองคนเรียบร้อยแล้วล่ะ”


กวางน้อยลุกขึ้นมานั่งหลังตรง เปิดกระป๋องน้ำส้มจิบสบายใจเฉิบ.... ตั้งแต่เข้ามหาวิทยาลัยมา นี่เป็นครั้งแรกเลยมั้งที่เขารู้สึกว่าตัวเองได้เปรียบคนอื่น


“ได้ที่ไหนเหรอ?”


“ก็ที่ The Superior Group นั่นแหละ แผนกบัญชีเปิดรับเทรนนี่สองตำแหน่งพอดี เรากับต่ายก็เลยได้เข้าไปฝึก”


คนพูดยักไหล่ยิ้มน้อยๆ ไม่แคร์ว่าใครจะมองว่าเขาใช้เส้นสาย เพราะที่ผ่านมากับการเรียนและสอบ กวิวิญช์ก็แทบรากเลือดจนอยากจะไปกระโดดสะพานสาทรตายสักวันละหลายสิบหน ถ้ามีหนทางที่ง่ายกว่าและไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน เรื่องอะไรเขาจะไม่ไปทางนั้นพร้อมกับลากเพื่อนซี้ติดมือไปด้วยล่ะ


“คุณลุงของกวางท่านช่วยจัดการให้น่ะ”


ทั้งที่ไม่เห็นจะต้องคิดมาก แต่ไอ้กระต่ายก็ทำหน้ายิ้มแห้งเหมือนว่ากระดากใจที่ต้องอาศัยเส้นเพื่อนเข้าไปฝึกงาน กลับกลายเป็นเปิดช่องให้คนที่กำลังอิจฉาเปลี่ยนมาใช้คำพูดค่อนแคะได้อีก


“โหย ดีจังเลยนะ ต่าย.... บริษัทใหญ่ซะด้วย”


“สนิทกับกวางก็สบายไปแปดอย่างเลยเนอะ ไปไหนมาไหนก็มีคอยรถรับ-ส่ง มีข้าวกลางวันกินฟรี ที่ฝึกงานก็ไม่ต้องหา”


“ก็ต่ายเป็นเพื่อนเรา ไม่ช่วยต่ายแล้วจะไปช่วยใคร.... จริงมะ?”


ว่าแล้วก็หันไปกอดเพื่อนโชว์ เรียกเสียงหัวเราะกลบเกลื่อนจากบรรดาเพื่อนสาวที่หมั่นไส้พวกเขาสองคนใจจะขาด แต่เมื่อทุกคนเดินออกไปจากบริเวณนั้นแล้ว สีหน้าของกระต่ายก็ไม่ได้ดีขึ้นสักเท่าไร ทนอัดอั้นตันใจได้ไม่นาน เจ้าตัวก็ตัดสินใจพูดกับกวางตรงๆ ระหว่างที่กินข้าวด้วยกัน


“ไอ้กวาง.... เรื่องที่ฝึกงานน่ะ กูว่ากูไปหาที่ใหม่ดีกว่าว่ะ”


“ทำไม?”


“มึงก็ได้ยินที่พวกนั้นพูด.... กูไม่อยากให้ใครมาแซะว่าเป็นเด็กเส้น”


“เส้นแล้วไง ใครแคร์?” 


ผู้ถือหุ้นยี่สิบห้าเปอร์เซ็นต์ของ The Superior Group ตอบกลับอย่างไม่ยี่หระ มือก็เปิดกล่องปิ่นโตมื้อกลางวันที่ป้านิ่มทำให้ไปด้วย ใบหน้าน่ารักเผยรอยยิ้มมีความสุขเมื่อเห็นทอดมันกุ้งกับสลัดมันฝรั่งของโปรดอยู่ในนั้น แล้วเขาก็ไม่ลังเลที่จะตักแบ่งอาหารครึ่งหนึ่งใส่ในจานของเพื่อนเหมือนเช่นทุกครั้ง  


“ก็อย่างที่บอกว่ามึงเป็นเพื่อนกู ถ้ากูมีอะไรดีๆ ที่เผื่อแผ่ให้มึงได้ กูก็พร้อมจะที่จะให้มึงเสมอ ไม่เห็นต้องไปสนใจยายพวกนั้นเลย ก็ทำได้แค่แซะเราไปวันๆ”


“แต่ว่า............”


เด็กหนุ่มตัวสูงยังคงอิดเอื้อนลำบากใจ ถึงจะรู้ว่าไอ้กวางไม่คิดอะไรมากก็เถอะ แต่เขาก็รู้สึกไม่ดีทุกครั้งที่ถูกมองว่าเจตนาเกาะเพื่อนรวยๆ เพื่อหวังผลประโยชน์


“ถ้าไม่มีมึง กูก็คงติดโปร โดนไทร์ออกไปตั้งแต่เทอมแรกๆ แล้ว”  


กวิวิชญ์พูดทั้งที่ยังไม่ละสายตาจากข้าวกล่อง ถ้ากระต่ายบอกว่าอายที่ถูกหาว่าเกาะเพื่อนกินอยู่ทุกวี่ทุกวัน เขาเองก็ควรจะอายที่เกาะเพื่อนหนีเอฟทุกเทอมเหมือนกัน  


“ถือซะว่างานนี้วิน-วินด้วยกันทั้งคู่ก็แล้วกัน.... มึงได้ที่ฝึกงาน กูได้มึงเป็นที่พึ่ง ดีลนะ”


พูดจบก็เงยหน้าขึ้นมาส่งยิ้มหวานให้เพื่อนรัก งัดนิสัยขี้อ้อนมาใช้เพราะรู้ดีว่ายังไงเดี๋ยวไอ้ต่ายก็ต้องใจอ่อนให้ตัวเองอยู่วันยังค่ำ


“เออ ดีลก็ดีลวะ”


สุดท้ายแล้ว กระต่ายก็ต้องยอมแพ้ เลิกล้มความคิดที่จะหาที่ฝึกงานใหม่ไป.... พยายามมองในแง่ดีว่าอย่างน้อยถ้าเขาได้ฝึกงานใน The Superior Group อีกหน่อยเวลาไปหางานทำจริงๆ ก็จะได้มีโปรไฟล์หรูเลิศไปช่วยเรียกคะแนนบ้าง






กระต่ายสนิทกับกวางตั้งแต่เข้ามหาวิทยาลัยใหม่ๆ ตอนแรกเขาก็แปลกใจที่เห็นโอเมก้าสอบเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรี เพราะเท่าที่เคยได้ยินมา คนที่เป็นโอเมก้าจะมีข้อจำกัดทางร่างกายค่อนข้างมาก ทั้งสมองเรียนรู้ได้ช้าและสุขภาพก็จะอ่อนแอกว่าคนปกติแบบพวกเขา.... ส่วนใหญ่ก็จะเรียนแค่ให้พออ่านออกเขียนได้ ถ้ารวยหน่อยก็อาจจะเรียนถึงมัธยมปลาย จากนั้นก็แต่งงานมีลูกกับอัลฟ่า ใช้ชีวิตอยู่ในบ้าน ไม่เห็นออกมามีบทบาทในสังคมกันสักเท่าไร


เจ้ากวางเองก็ไม่ได้แตกต่างจากโอเมก้าคนอื่นๆ โดนแดดโดนฝนนิดหน่อยก็พาลจะป่วยเอาง่ายๆ ช่วงรับน้องก็เป็นลมจนรุ่นพี่ต้องหามออกมานับครั้งไม่ถ้วน ตัวเขาที่เป็นประธานเอกตอนปีหนึ่งก็ตกกระไดพลอยโจนไปไหนก็ต้องกระเตงมันไปด้วย เรื่องเรียนก็เหมือนกัน ถ้าคนอื่นอ่านสามรอบแล้วจำได้ ไอ้กวางจะต้องอ่านมากกว่าห้ารอบถึงจะพอจำได้บ้าง ก็เป็นเขาอีกที่ติวหนังสือโต้รุ่งกับมันทุกครั้งที่มีสอบ


ถึงจะเหนื่อยน้ำตาเล็ดกับไอ้เพื่อนบังเกิดเกล้าคนนี้ แต่ด้านอื่นๆ ของกวางนั้นไม่ได้ย่ำแย่เชื่องช้าเหมือนสุขภาพกับสมองของมันเลย.... กวางเป็นคนคุยเก่ง ยิ้มง่ายและมีน้ำใจกับกระต่ายเสมอ ถึงจะมีงอแง ปากร้าย เอาแต่ใจตัวเองบ้างในหลายๆ ครั้ง คนนอกอาจจะมองว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาคือการพึ่งพาอาศัยกันมากกว่าจะเรียกว่ามิตรภาพ แต่เชื่อเถอะว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาทำให้ไอ้กวาง เขาไม่เคยหวังสิ่งตอบแทนจากมัน






“มึงจะกลับหอก่อนไหม หรือจะไปทำงานเลย.... เดี๋ยวกูไปส่ง”


เพราะวันนี้มีสอบแค่ช่วงเช้า กว่าจะถึงเวลาที่กระต่ายต้องไปทำงานพิเศษก็อีกหลายชั่วโมง กวางจึงขันอาสาจะไปส่งเพื่อนที่หอพักนักศึกษาซึ่งอยู่ห่างไปไม่กี่ซอย แรกๆ กระต่ายก็ปฏิเสธอยู่หรอก แต่ก็ทนแรงตื๊ออีกฝ่ายไม่ไหว ในที่สุดก็ต้องทิ้งจักรยานไว้ที่หอแล้วนั่งรถกลับพร้อมกวางทุกวัน


“มึงทำงานหนักมากเลยนะ ต่าย.... เดือนหน้าก็ต้องฝึกงาน ตอนกลางวันอยู่ในออฟฟิศ ตอนเย็นก็ต้องไปทำพาร์ทไทม์ เหนื่อยแย่”  


ขณะที่ยืนรอคนขับรถ เจ้ากวางก็เริ่มบ่นเรื่องเดิมๆ อีกครั้ง ตบท้ายด้วยข้อเสนอที่เพื่อนซี้ไม่ยอมสนองเสียที  


“มึงเลิกทำงานตอนเย็นเหอะ แล้วมาเป็นติวเตอร์ให้กูแบบฟูลไทม์ รับรองว่าจะจ่ายค่าแรงอย่างงาม มึงก็จะมีเวลาอ่านหนังสือมากขึ้น แถมยังไม่ต้องยืนขาแข็งพับเสื้อผ้าตั้งแต่ห้างเปิดยันห้างปิดด้วย”


“กล้าพูด ถ้าต้องติวให้มึงแบบฟูลไทม์ กูขอไปยืนพับเสื้อน่ะแหละดีแล้ว”


กระต่ายพูดเหมือนว่าเป็นเพราะดูท่าทางจะได้งานหนักกว่าเก่าถึงปฏิเสธ แต่อันที่จริงแล้วนั่นไม่ใช่เหตุผลเลย.... เรื่องไหนๆ เขาก็ตามใจไอ้กวางได้ ยกเว้นเรื่องนี้ ให้ตายยังไงกระต่ายก็ไม่มีทางรับเงินจากเพื่อน แม้จะบอกว่าเป็นการจ้างก็ตาม


“ตามใจ คนอุตส่าห์หวังดี!”


คนหวังดีพองลมอมอากาศจนแก้มป่อง แกล้งทำท่างอนเรื่อยเปื่อยให้เพื่อนมาง้อ แต่เรื่องไร้สาระแบบนี้ ไอ้ต่ายมันคงไม่ง้อให้เปลืองน้ำลายหรอก


“ไอ้กวาง”


“หืม.... จะง้อกูเหรอ? ช้าไปละ กูไม่จ้างมึงแล้วก็ได้”


“เปล่าว้อย”  ถ้าไม่ติดว่าไอ้กวางมันตัวเล็กเท่าเมี่ยง กระต่ายก็อยากจะลองเบิ๊ดกระโหลกเพื่อนเวรนี่ดูสักทีเหมือนกัน  “กูแค่มีเรื่องจะถามมึง”


“ถามว่า?”


“หมู่นี้กูไม่เห็นมึงกินยาเลย”  


เด็กหนุ่มร่างสูงโปร่งทำน้ำเสียงซีเรียส บ่งบอกให้รู้ว่าเขาเป็นห่วงจริงๆ ไม่ได้ถามแค่เพราะอยากเสือกเรื่องชาวบ้าน  


“อยู่ดีๆ ก็หยุดยาไปแบบนี้ ถ้าเกิดฮีทขึ้นมาตอนอยู่ข้างนอกมันจะไม่แย่เหรอวะ?”


คนที่เป็นโอเมก้าจะมีช่วงติดสัด หรือที่เรียกว่าฮีท ราวๆ สอง-สามเดือนต่อครั้ง เขาเองก็ไม่เคยเห็นกับตาหรอกว่าเวลาที่โอเมก้าฮีทมันเป็นแบบไหนยังไง แค่เคยอ่านในอินเตอร์เน็ตกับดูคลิปวิดิโอก็เลยพอจะรู้คร่าวๆ ว่าโอเมก้าจะเกิดความต้องการทางเพศอย่างหนักจนสูญเสียสติสัปชัญญะและการควบคุมตัวเอง ร่างกายจะตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นทุกอย่างที่เข้ามาปลุกเร้า และฟีโรโมนที่ปล่อยออกมาก็จะไปกระตุ้นสัญชาตญาณดิบของพวกอัลฟ่าให้เข้ามาผสมพันธุ์ 


หลายปีมานี้เกิดคดีข่มขืนระหว่างอัลฟ่า-โอเมก้าที่ไม่สามารถเอาผิดได้ก็บ่อยครั้ง ด้วยเหตุนี้ โอเมก้าที่เข้าสู่วัยเจริญพันธุ์แล้ว หากยังไม่แต่งงานและยังต้องออกมาในที่สาธารณะ การกินยาคุมฮีทจึงสำคัญมาก ซึ่งที่ผ่านมา เขาก็เห็นกวิวิชญ์กินยาคุมที่ว่านั่นมาโดยตลอดจนถึงประมาณสัปดาห์ที่แล้วนั่นแหละ


“ฮิ........”  


เจ้ากวางน้อยไม่ตอบ หากกลับอมยิ้มทำหน้าเจ้าเล่ห์ใส่เพื่อน ทำเอาคนเป็นห่วงขมวดคิ้วมุ่น


“ไอ้กวาง นี่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ นะเว้ย!”  


ในเมื่อเตือนกันดีๆ แล้วยังทำตลกเหมือนทองไม่รู้ร้อน คนเป็นเพื่อนก็ชักจะหัวเสียขึ้นมาบ้างแล้ว  


“ถึงมหาลัยเราจะมีแต่เบต้า แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคนที่เข้ามาเพ่นพ่านจะไม่มีอัลฟ่าเลย.... ฮีทนอกบ้านมันอันตรายแค่ไหน มึงก็น่าจะรู้ดีไม่ใช่เหรอ”


“ยังไงมึงก็อยู่กับกูนี่นา มึงคงไม่ปล่อยให้เพื่อนตัวเองโดนลากไปอึ๊บหรอกใช่ไหม”


“เชี่ยกวาง!”


“อย่าเสียงดังสิ.... โอเคๆ ในฐานะที่มึงเป็นเพื่อนเลิฟของกู กูจะบอกแผนการลับสุดยอดให้มึงรู้ก็ได้”


ใจจริงก็อยากเก็บไว้เป็นความลับอีกสักหน่อย แต่ไอ้กระต่ายเป็นพวกไม่ชอบเรื่องเซอร์ไพรส์ ขืนแกล้งบื้อไม่ยอมบอกความจริงก็จะโดนมันโกรธเสียเปล่าๆ


ร่างเล็กลุกขึ้นยืดตัวข้ามโต๊ะแคนทีนไปหาฝั่งตรงข้าม ก่อนจะกระซิบกระซาบคายความลับทั้งที่ริมฝีปากยังคลี่ยิ้มกริ่มเจ้าเล่ห์




“กูตั้งใจจะปล่อยฮีทล่ะ~”




กะแล้วว่าเพื่อนจะต้องคิดอะไรแผลงๆ อยู่ในหัว กระต่ายเลยชาชินเสียจนไม่เหลือความตกใจอีกต่อไป แค่อยากจะรู้เหตุผลของอีกฝ่ายมากกว่า


“ทำไม?”


“ก็อีกไม่กี่เดือน กูก็จะอายุครบยี่สิบแล้ว”  


ไอ้กวางทำเสียงสอง พูดไปบิดตัวกระดุ๊กกระดิ๊กไปชวนให้น่าหมั่นไส้คันไม้คันมืออยากฟาดแม่งแรงๆ สักป้าบ  


“มึงรู้หรือเปล่าว่าตอนนี้กูน่าจะเป็นโอเมก้าที่เสียเวอร์จิ้นช้าที่สุดในสยามประเทศแล้ว.... ขืนรอจนกว่าจะเรียนจบก่อนแล้วค่อยแต่ง มดลูกกูได้มีหยากไย่เกาะแน่ แค่คิดก็อี๋แหยะแล้วเนี่ย”


“มึงก็เลย..........”


“ใช่ กูก็เลยวางแผนจะเสียตัวไง”


เจ้าของประโยคคำพูดโคตรเปิดเผยทำหน้าเคลิ้มพลางนึกเพ้อเจ้อไปถึงอนาคตที่ตนเองมาดหมายจะให้เกิดขึ้น ในขณะที่กระต่ายได้แต่อ้าปากค้าง พูดไม่ออกบอกไม่ถูกกับความพิเรนทร์ของไอ้แรด เอ๊ย! ไอ้เจ้ากวาง


“กูอยากมีเซ็กส์กับพี่พอร์ชแล้วอะ.... ตอนนี้ทฤษฎีในหัวกูแน่นมาก แต่ยังไม่เคยได้ฝึกภาคปฏิบัติเลยสักอย่าง”  


พอเปิดช่องให้หน่อยละก็เอาใหญ่เชียว คนตัวเล็กลดเสียงให้เบาลง ทำเหมือนกำลังจะเล่าเรื่องผี ซึ่งจะว่าจะไปแล้วก็ผีจริง แต่เป็นผีลามกที่กำลังเข้าสิงร่างของคุณชายกวิวิชญ์ ให้พูดเรื่องสัปดนออกมาได้ไม่อายปาก  


“เขาว่ากันว่าไอ้นั่นของอัลฟ่าน่ะใหญ่มากเลย ของบางคนนี่ยาวเกือบเท่าข้อศอกแน่ะ แล้วตรงฐานก็จะขยายใหญ่ได้ด้วย.... กูเคยอ่านในเว็บที่เขามาเล่าประสบการณ์สิบแปดบวก คนที่เคยมีเซ็กส์กับอัลฟ่าบอกว่าตอนที่มีอะไรกัน ไอ้นั่นของอัลฟ่ามันจะล็อคอยู่ข้างใน เอาออกไม่ได้จนกว่าจะปล่อยน้ำเชื้อหมด แล้วมันก็จะเสียวม้ากมากกกกก”


“ดะ.... เดี๋ยว ช้าก่อน อานนท์.... มึงอ่านอะไรพรรค์นั้นด้วยเรอะ??”


ไม่อยากจะด่าเลย ทีตอนให้อ่านชีทบัญชีต้นทุนล่ะต้องเคี่ยวเข็ญแทบตาย แถมอ่านแล้วก็จำยากจำเย็นเหลือเกิน ทีอ่านประสบการณ์เสียวในเว็บล่ะรอบเดียวจบ เก็บรายละเอียดได้ครบอีกต่างหาก


“แล้วพอยนท์ที่สำคัญที่สุดก็คือ กูอยากให้พี่พอร์ชงั่มหลังคอกูด้วย” 


ผิวแก้มใสเจือสีเลือดฝาดระเรื่อ ดูมีความสุขแบบเขินๆ ขณะเล่าถึงจินตนาการเพ้อเจ้อสุดโต่งในหัว  


“ลองคิดดูนะ แบบตอนที่เขากำลังอึ๊บกูจากทางด้านหลัง แล้วเขาก็กัดหลังคอกูไปพร้อมๆ กันด้วยไรงี้.... โหยยยย แค่มโนภาพเล่นๆ กูก็ฟินจนตายตาหลับแล้วอะ”


“กวาง มึงนี่เป็นเอามากนะ”


“คนธรรมดาอย่างมึงน่ะไม่เข้าใจธรรมชาติของพวกกูหรอก” 


กวางน้อยรีบดักคอ รู้ดีว่าจะต้องโดนเพื่อนด่ายับแน่ที่คิดอะไรแบบที่โอเมก้าส่วนใหญ่เขาไม่คิดกัน  


“จริงอยู่ว่าสมัยนี้ไม่มีใครเขากัดหลังคอโอเมก้าเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของกันแล้ว พวกนักสิทธิมนุษยชนก็ออกมารณรงค์กันปาวๆ ว่าเป็นการละเมิดสิทธิในการมีหลายผัวของโอเมก้า ทำให้ไม่สามารถหย่าขาดจากอัลฟ่าเลวๆ ได้.... แต่กรณีของกูมันไม่เหมือนกัน กูมั่นใจว่าพี่พอร์ชจะเป็นสามีที่ดี และกูก็อยากจะเป็นเมียของเขาคนเดียว ไม่ใช่เดี๋ยวท้องป่องกับคนนั้นทีคนนี้ที”


ในปัจจุบันนี้ การกัดหลังคอโอเมก้าเพื่อผูกขาดความเป็นเจ้าของถือเป็นการลิดรอนสิทธิและหยามศักดิ์ศรีกันอย่างรุนแรง ไม่ใช่แค่ในประเทศไทย แต่ทั่วโลกเขาก็รณรงค์ออกแคมเปญห้ามพวกอัลฟ่าไม่ให้ทำอะไรแบบนี้.... ก็คงมีแต่เจ้ากวางน้อยคนเดียวนี่ละที่อยากโดนตีตราจองใจจะขาด ใครจะพูดยังไงก็ไม่สน


แต่สำหรับนักศึกษาอย่างพวกเขา ยังมีเรื่องอื่นที่น่ากังวลมากกว่านั้นอีก....


“แล้วถ้ามึงท้องล่ะ?”


“ไม่ท้องหรอก ไว้ได้ซั่มแล้วค่อยกินยาคุมฉุกเฉินก็ได้” 


ว่ากันว่าถ้ามีเซ็กส์กับอัลฟ่าในช่วงฮีท เชื่อขนมกินได้เลยว่าอีกเก้าเดือนต้องได้อุ้มเบบี๋อย่างแน่นอน แต่เอาจริงๆ กวางก็ไม่ได้ห่วงเรื่องนี้สักเท่าไร เขาห่วงว่ามดลูกตัวเองจะแห้งไปจนถึงอายุสามสิบมากกว่า  


“แต่ถึงท้องก็ไม่เห็นเป็นไร กูก็เลิกเรียนลาออกไปเลี้ยงลูก”


“ถ้าอย่างนั้น ไอ้ที่มึงพยายามมาตลอดสามปีนี่ก็สูญเปล่าเลยนะ”


ตอนแรกที่เข้ามาเรียน ก็เห็นมุ่งมั่นว่าจะคว้าใบปริญญามาครองให้ได้ ไม่อยากเชื่อว่าสามปีผ่านไป เพื่อนของเขากลับคิดถอยหลังลงคลอง อยากกลับไปเป็นโอเมก้าศรีภรรยา เลี้ยงลูกทำกับข้าวให้สามีไปวันๆ เสียอย่างนั้น


“ไม่สูญเปล่าหรอก.... กูอดทนเรียนแทบตายก็เพื่อพี่พอร์ช แล้วถ้ากูจะต้องเลิกเรียนเพื่อเขาก็ไม่เห็นเป็นไรนี่นา”  


ร่างเล็กส่ายหน้า มือข้างหนึ่งท้าวคางสบายอารมณ์ ส่วนอีกข้างก็จิ้มทอดมันกุ้งของโปรดเข้าปาก  


“สำหรับกู พี่พอร์ชสำคัญที่สุด”


“เออ งั้นก็เอาที่มึงสบายใจแล้วกัน”


กระต่ายก็แค่อยากจะบอกเพื่อนว่าอนาคตคนเรามันไม่แน่นอน สิ่งที่คิดว่าใช่มันก็อาจจะไม่ใช่ในวันใดวันหนึ่งก็ได้ แต่เพราะรู้นิสัยไอ้กวางดีว่าดื้อขนาดไหน เถียงข้างๆ คูๆ ก็โคตรเก่ง เกลี้ยกล่อมไปก็เปลืองน้ำลายเปล่า เขาจึงทำได้แค่พยักหน้าเออออห่อหมกตามใจมันไป เดี๋ยวสติมาปัญญาเกิดก็คงรู้สึกตัวเองแหละว่าบนโลกนี้ไม่มีอะไรดีกว่า ‘อัตตา หิ อัตตะโน นาโถ ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน’ อีกแล้ว 


 




พักผ่อนปิดเทอมได้ยังไม่ทันจะครบเดือนดี ฤดูกาลแห่งวิชาสหกิจศึกษาก็ถึงคราวมาเยือน เมื่อคืนนี้ห้องแชทกลุ่มของภาควิชาแทบระเบิด ทุกคนเอาแต่พารานอยด์ วิตกจริตไปหมดทุกสิ่ง.... หากสำหรับกวิวิชญ์ การไปตึก The Superior Group ก็ไม่ได้มีตรงไหนน่าตื่นเต้น เพราะตัวเขาวิ่งเข้าวิ่งออกนอนเล่นอยู่ในออฟฟิศของพ่อกับลุงภาคมาตั้งแต่ฝ่าเท้าเท่าฝาหอย ถึงตอนนี้จะมีสถานะนักศึกษาฝึกงานก็ไม่ทำให้มีอะไรแตกต่างกันนักหรอก


ช่วงเช้าระหว่างรอปฐมนิเทศและอบรมเรื่องกฎระเบียบกับฝ่ายบุคคล มีนักศึกษาจากที่อื่นซึ่งผ่านการคัดเลือกเข้ามาฝึกงานในแผนกต่างๆ นั่งอยู่เต็มห้องประชุม แต่ละคนมาจากมหาวิทยาลัยรัฐบาลอันดับต้นๆ ของประเทศกันทั้งนั้น มีแค่คู่เพื่อนซี้กวางกระต่ายที่มาจากมหาวิทยาลัยระดับกลางค่อนไปทางโนเนม จะหันไปคุยกับใครก็รู้สึกกระอักกระอ่วนใจแปลกๆ เหมือนว่าคนพวกนั้นเป็นมนุษย์ต่างดาว เจอหน้ากันก็พ่นแต่คำศัพท์ประหลาดแบบที่มนุษย์ปกติไม่มีทางเข้าใจ อย่าง ตกรถ , ติดดอย , ซื้อควาย , ขายหมู อะไรเทือกนั้น


“เอ้า ทุกคน หันมาต้อนรับน้องๆ กันหน่อย”  


เมื่อผ่านขั้นตอนที่สุดแสนจะน่าเบื่อไปได้ ผู้จัดการใหญ่ก็ส่ง Supervisor มารับตัวพวกเขาไปยังออฟฟิศชั้นเจ็ดซึ่งเป็นที่ตั้งของฝ่ายบัญชีและการเงิน ก่อนจะส่งเสียงเรียกบรรดาพี่สาวพี่ชายที่กำลังเพ่งสายตาจนหน้าแทบติดจอคอมพิวเตอร์ เอกสารกองทับท่วมหัวให้หันมาสนใจลูกเจี๊ยบสองตัว  


“น้องสองคนนี้เป็นเด็กฝึกงานที่จะมาประจำอยู่แผนกบัญชีของพวกเรา มาจากมหาวิทยาลัยนวพิชญะ”


“หือ? มหาลัยอะไรนะ?”


คำถามลอยสวนมาทันที.... ซื้อหวยล่ะไม่เคยถูก แต่ถ้าเป็นเรื่องชื่อมหาวิทยาลัยที่พวกเขาเรียน พนันร้อยเอาบาทเดียวได้เลยว่าน้อยคนนักที่จะรู้จัก


แต่จะเรียนที่ไหนก็ไม่สำคัญ ถ้าเขาบอกว่าอยากฝึกงานที่นี่ ยังไงก็ต้องได้


“สวัสดีครับ ผมชื่อกวิวิชญ์ ชื่อเล่นชื่อกวาง”


เด็กหนุ่มร่างเล็กยกมือไหว้พร้อมแนะนำตัวก่อน รอยยิ้มพิมพ์ใจแบบที่ชอบใช้เวลาอ้อนคุณลุงภาคถูกงัดออกมาเคลือบใบหน้า ซึ่งมันก็ได้ผล เมื่อเขาได้ยินเสียงชมว่าน่ารักดังแว่วมาจากพวกพี่ๆ


“ผมชื่อศศิน ชื่อเล่นชื่อกระต่าย.... ฝากตัวด้วยนะครับ”  


กระต่ายแนะนำตัวบ้าง ท่าทางยังตื่นๆ อยู่นิดหน่อย คงเพราะยังไม่คุ้นเคยกับการตกเป็นเป้าสายตาสักเท่าไร


“กวางกับกระต่ายเป็นเพื่อนกันเหมือนในเรื่องแบมบี้เลย”


“ตอนเด็กๆ ก็เคยมีคนเรียกผมว่าแบมบี้ด้วยละครับ”


พี่สาวคนหนึ่งเอ่ยขึ้นมา กวางก็ตอบรับคุยเล่นด้วยตามนิสัยเข้ากับคนง่ายของเขา เรียกเสียงชื่นชมเอ็นดูไปตามเรื่องตามราว.... ในตอนนั้น แฟ้มประวัติกับใบทรานสคริปท์ของทั้งคู่ถูกหยิบส่งเวียนกันดูทั้งแผนก คงเพราะมาจากมหาวิทยาลัยที่ไม่ค่อยมีใครเคยได้ยินชื่อ พวกพี่ๆ เขาก็ต้องอยากรู้เกรดเฉลี่ยกับข้อมูลส่วนตัวบ้างเป็นธรรมดา


“ว่าแต่นามสกุลน้องกวางนี่คุ้นๆ นะ”  


พี่ผู้ชายอีกคนว่าพลางทำท่านึก คนอื่นๆ ซึ่งทีแรกไม่ได้ติดใจสงสัยอะไรก็พลอยร้องเอ๊ะตามไปด้วย ไม่ถึงสิบวินาทีหลังจากนั้นก็มีคนพูดขึ้นมา  


“มัชชาระกุล........อ้อ นึกออกแล้ว”


“นามสกุลเหมือนซีอีโอคนเก่านี่เอง”


“ถ้าหมายถึงคุณเกริก มัชชาระกุลละก็ นั่นคุณพ่อผมเองครับ”


แค่นั้นแหละ บรรยากาศชื่นมื่นครื้นเครงเมื่อครู่ก็เปลี่ยนเป็นมาคุโดยพลัน พี่ๆ ที่คุยเล่นหยอกเอินเจ้ากวางน้อยน้องใหม่ต่างพากันหุบปากนิ่งสนิทแล้วแยกย้ายหันหน้าเข้าจอคอมพิวเตอร์ของตัวเอง จนกระทั่งพี่ Supervisor คนเดียวกับที่พาพวกเขาขึ้นมาต้องดึงเด็กสองคนให้เดินมาอีกทาง


“เดี๋ยวพี่จะสอนวิธีใช้อุปกรณ์สำนักงานอย่างพวกเครื่องถ่ายเอกสาร เครื่องแฟกซ์อะไรพวกนี้ให้นะ แล้วค่อยมานั่งประจำโต๊ะ ฝ่ายไอทีคงกำลังมาเซ็ตอีเมล์ให้อยู่ อีกแปบนึงก็เสร็จแล้วล่ะ”


กวางพยักหน้ารับก่อนจะเดินตาม Supervisor ไปอย่างว่าง่าย ในขณะที่กระต่ายเริ่มสัมผัสได้ถึงความไม่ราบรื่นของการมาฝึกงานครั้งนี้.... ไอ้กวางมันคงไม่แคร์อะไร ยังไงนี่ก็บริษัทของพ่อกับลุงมัน แต่กับเขานี่สิ ไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะทำเชิดใส่ใครก็ได้ แต่จะให้นั่งเจี๋ยมเจี้ยมแล้วทนถูกมองไม่ดีต่อไป มันก็ไม่ใช่ตัวเขาเสียด้วย


แล้วไอ้สิ่งที่ลอยมากระทบหูหลังเดินออกมาจากตรงนั้นได้เพียงไม่กี่ก้าวนั้นก็ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เลย....




‘ว่าแล้วเชียว ปกติแผนกเรารับแต่เด็กจากม.ท็อปสาม ถึงได้งงอยู่ว่าเด็กสองคนนี้โผล่มาได้ไง มหาลัยกระจอกงอกง่อยที่ไหนก็ไม่รู้’


‘น้องกระต่ายยังพอไหว เกรดเฉลี่ยสามจุดแปด แต่น้องกวาง.... เกรดเฉลี่ยแค่สองกลางๆ เอง แถมยังเป็นโอเมก้าอีกต่างหาก’


‘โอเมก้าทำงานได้ด้วยเหรอ.... ใครๆ ก็บอกว่าพวกนี้โง่จะตาย’


‘ทำงานได้หรือไม่ได้ก็เป็นลูกชายซีอีโอคนก่อนนะคะ’


‘ไม่ใช่แค่ว่าเป็นลูกชายซีอีโอ ตอนนี้เป็นผู้ถือหุ้นยี่สิบห้าเปอร์เซ็นต์ของที่นี่ด้วยจ้ะ.... พ่อแม่ตาย ลูกชายก็ได้ถือหุ้นแทน ถ้าไม่นับท่านประธาน คุณน้องกวางอะไรนี่ใหญ่กว่าคนทั้งบริษัทเลยนะจ๊ะ อย่าทำเป็นเล่นไป’




แต่พอกลับมาแล้ว สถานการณ์ทุกอย่างก็กลายเป็นปกติ ทุกคนยิ้มแย้มแจ่มใส ไม่มีเสียงนินทาว่าร้ายให้ระคายหูเลยสักแอะ.... ที่เคยได้ยินมาว่าการรู้จักสวมหน้ากาก ตีสองหน้าก็เป็นหนึ่งในสกิลของการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ เห็นทีว่าคงจะจริงอย่างไม่ต้องสงสัยเลย


หลังจากนั่งอ่านเอกสาร ลองใช้อีเมล์ใน Outlook ได้สักพักก็ถึงเวลาพักกลางวัน ซึ่งแน่นอนว่าพี่ๆ ในแผนกจะต้องรับหน้าที่พาพวกเขาสองคนลงไปเปิดหูเปิดตาหามื้อเที่ยงกิน อาจจะเป็นแคนทีนสำหรับพนักงานที่อยู่ชั้นใต้ดินหรือพาออกไปเปลี่ยนบรรยากาศเดินตลาดนัดข้างตึกออฟฟิศก็แล้วแต่สะดวก


“เดี๋ยวตอนบ่ายพี่ต้องออกไปข้างนอก ยังไงฝากจ๊ะจ๋าช่วยพาน้องกวางกับน้องกระต่ายไปทานข้าวด้วยนะ”


“ได้ค่ะ พี่วิ”


พี่สาวที่ดูท่าทางเฟรนด์ลี่ที่สุดรับคำสั่งหัวหน้าก่อนจะหันมาเรียก


“พร้อมยังเด็กๆ เดี๋ยวพี่พาไปกินข้าวมันไก่เจ้าอร่อย”


“ต่าย มึงไปกับพี่เขานะ.... กูไม่ไป”


ทั้งที่อุตส่าห์มีโอกาสผูกมิตรกับพี่ๆ แก้ความเข้าใจผิดว่าถึงแม้พวกเขาจะใช้เส้นเข้ามาฝึกงานแต่ก็มีความตั้งใจจริง และพร้อมจะเรียนรู้ทุกอย่างที่พวกพี่สอน ทว่า ไอ้เจ้ากวางบ้ากลับไม่ยอมคิดถึงจุดนี้เลย


“แล้วมึงจะไปไหน? ไหนบอกจะเลิกเอาข้าวมากินเองแล้วไง?”  


ถามไปแล้วก็นึกขึ้นได้ว่าตัวเองก็น่าจะรู้คำตอบดี กระต่ายทำเสียงต่ำดุเพื่อน เผื่อว่ามันจะเปลี่ยนใจ  


“กวาง มึงมาฝึกงานนะเว้ย กูขอร้องว่าอย่าเพิ่ง”


“หมู่นี้พี่พอร์ชกลับบ้านอาทิตย์ละไม่กี่วันเอง เอาแต่ค้างที่คอนโด บอกว่างานยุ่ง.... กูคิดถึงเขามากๆ แล้วกูก็จะไม่ทนด้วย”  


ร่างเล็กเถียง  


“แล้วพักเที่ยงก็ถือเป็นเวลาส่วนตัวไม่ใช่เหรอ กูไม่ได้ไปหาพี่พอร์ชในเวลางานสักหน่อย”


“เรื่องนั้นกูรู้ แต่เมื่อกี้ก็บอกแล้วไม่ใช่เหรอว่าพี่ๆ ตรงโน้นเขาจับตาดูเราอยู่ อย่าทำอะไรให้เขาเอาไปว่าลับหลังได้เลยน่า”


ไม่อยากจะด่าว่าเป็นเพราะไอ้กวางนั่นแหละที่ปากไม่มีหูรูด พูดออกไปโต้งๆ เลยว่าตัวเองเป็นใครมาจากไหน คราวนี้ก็มีอยู่สองอย่างคือ ถ้าคนในแผนกไม่เกร็งจนไม่เป็นอันสอนงาน ก็เหลือแค่ด่าพวกเขายับเยินไม่มีชิ้นดี


“ช่างสิ.... คนมันจะนินทา ต่อให้กูไปนั่งกินข้าวกับเขาทุกวัน วันละสามมื้อ เขาก็ยังจะนินทากูอยู่ดี” 


กวางน้อยเถียงแล้วเถียงอีก เถียงคำไม่ตกฟาก เถียงจนกระต่ายเหนื่อยใจที่ความหวังดีไม่เคยสัมฤทธิ์ผลเลย เพื่อนตัวเล็กส่งยิ้มอ้าแขนกอดเขาแรงๆ หนึ่งทีก่อนจะโบกมือบ๊ายบายแล้วเดินออกจากแผนกบัญชีไป  


“ไปนะ เพื่อนเลิฟ ค่อยเจอกันตอนบ่าย”


“ไอ้กวางหัวดื้อเอ๊ย.... กูล่ะเซ็งมึงจริงๆ!”


.


.


.


เมื่อลิฟท์โดยสารเปิดออกที่ชั้นยี่สิบห้า กวิวิชญ์กลับไม่พบอะไรเลยนอกจากความว่างเปล่า แม้แต่โต๊ะเลขานุการหน้าห้องของท่านMD ก็ไม่มีใครนั่งประจำตำแหน่งอยู่ หากก็พอเข้าใจได้ว่านี่เป็นเวลาพักเที่ยง เขาคงขึ้นมาบนนี้ช้าเกินไป ถ้าจะไม่เจอใครเลยก็ไม่แปลก


ด้วยความที่เป็นคู่หมั้น มิหนำซ้ำยังอยู่ร่วมชายคาเดียวกันมาเกือบสิบสองปี เจ้ากวางน้อยจึงกล้าเปิดประตูห้องทำงานของพิธานโดยไม่ต้องรอให้ใครมาอนุญาต.... จะว่าไปก็นานพอสมควรแล้วที่เขาไม่ได้เห็นพี่พอร์ชในโหมดทำงาน พอคิดถึงชายหนุ่มร่างสูงสมาร์ทในชุดสูทเนี้ยบเรียบกริบ ท่าทางสุขุมจริงจัง พูดเสียงทุ้มฟังแล้วกร๊าวใจจนอยากกรี๊ด หัวใจมันก็พาลเต้นระรัวไม่หยุดฉุดไม่อยู่เสียอย่างนั้น


“พี่พอร์ช ไปทานข้าวกัน..........”


บานประตูไม้หนาหนักสีมะฮอกกานีถูกเปิดออกพร้อมๆ กับที่คนตัวเล็กส่งเสียงเอ่ยชวน แต่แล้วก็ต้องผิดหวังดังโครมเพราะข้างในห้องทำงานของ Managing Director แห่ง The Superior Group ก็ว่างเปล่าเช่นเดียวกับข้างนอก


“อ้าว ไม่อยู่”


ถึงตัวไม่อยู่แต่ไฟยังเปิด คอมพิวเตอร์ไอแม็คบนโต๊ะก็ไม่ได้ปิดหน้าจอ แสดงว่าเดี๋ยวเจ้าของห้องก็ต้องกลับมา กวิวิชญ์จึงถือวิสาสะรอบสองด้วยการนั่งลงบนเก้าอี้เบาะหนังพนักสูงของคู่หมั้นเสียเลย มือเล็กหยิบโน่นหยิบนี่มาเปิดดูไปเรื่อยเปื่อยตามประสาเด็กซน ก่อนจะสะดุดสายตากับภาพถ่ายอัดใส่กรอบซึ่งตั้งอยู่บนตู้เก็บเอกสารด้านข้างโต๊ะทำงานรูปตัวแอล


หนึ่งในนั้นเป็นรูปของคุณป้าพรรณี แม่ของพี่พอร์ช ท่านยังไม่เสียหรอก แต่หย่าร้างกับคุณลุงภาคเมื่อหลายปีก่อนแล้วย้ายไปอยู่ต่างประเทศ นานทีปีหนถึงจะกลับมาเมืองไทยสักครั้ง ส่วนอีกรูปเป็นรูปคู่ของเขากับพี่พอร์ช ถ่ายด้วยกันตอนไปงานรับปริญญาที่บอสตัน


ตอนนั้น กวางเพิ่งอายุสิบหก ตัวเล็กนิดเดียวอย่างกับเด็กแคระ ในขณะที่พี่พอร์ชหล่อมาก หล่อมาแต่ไหนแต่ไร หล่อยิ่งกว่าจุฬาคิวท์บอยกับทียูเซ็กซี่บอยรวมร่างกันเสียอีก.... หล่อจนไม่น่าเชื่อว่าจะมีอยู่จริง แถมยังเป็นคู่หมั้นของโอเมก้าบื้อๆ อย่างเขาอีกต่างหาก


“พี่พอร์ชเนี่ยน้า~ คิดถึงกวาง อยากให้อยู่ใกล้ๆ ตลอดเวลาก็ไม่ยอมบอก แอบเอารูปคนอื่นเขามาวางในห้องทำงานแบบนี้ เขินจะแย่........”


ถึงจะประทับใจความหล่อเป็นหลัก แต่เหตุผลที่ทำให้กวางน้อยหลงรักพิธานหัวปักหัวปำก็คือความใจดีและอ่อนโยนอย่างที่เขาไม่เคยได้รับจากใคร.... สำหรับเด็กวัยแปดขวบที่สูญเสียครอบครัวไปตั้งแต่ยังเล็ก การเข้ามาของพี่พอร์ชนั้นเหมือนเติมเต็มทุกอย่างที่ขาดหายไปให้เขา เป็นทั้งพี่ชาย คู่หมั้นและเสาหลักของชีวิต แม้พี่พอร์ชจะไม่ชอบพูดเยอะ ไม่เคยบอกรัก ไม่ยอมแสดงออกอะไรเลย หากกวิวิชญ์ก็ยังมั่นใจว่านั่นคือความรักในแบบของอีกฝ่าย


“ถึงแม้เรานั้นแตกต่างกันสักเท่าไร แต่ก็รู้ลึกๆ ข้างในใจเรานั้น ฉันต้องคู่กับเธอ มีเพียงแต่เธอ แค่เธอเท่านั้น~~”


กำลังร้องเพลงอยู่เพลินๆ ประตูห้องก็เปิดออก กวางน้อยกระเด้งตัวขึ้นชะเง้อมองหาคนที่กำลังจะเข้ามา กลีบปากอิ่มยกมุมยิ้มหวานจวนจะส่งเสียงทักทายด้วยความคิดถึง แต่ทว่า....


“หนูแบมบี้?” 


คนๆ นั้นไม่ใช่พี่พอร์ชอย่างที่ควรจะเป็น หากกลับกลายเป็นใครอีกคนซึ่งกวิวิชญ์เบื่อขี้หน้าเต็มแก่และไม่เคยนึกอยากเจอเลย  


“มาทำอะไรคะเนี่ย? หรือว่าเริ่มมาฝึกงานที่นี่แล้ว?”


เคนเนท วิลเลียม แซมมวลส์ เดินเข้ามาหากวางพร้อมด้วยรอยยิ้ม ถึงแม้อีกฝ่ายจะปั้นหน้าบูดบึ้งบอกบุญไม่รับใส่ก็ตาม


“กวางต่างหากที่ต้องถามว่าพี่คีนมาทำอะไร? ไม่มีงานมีการทำหรือไง? มาตามวอแวพี่พอร์ชอยู่ได้ ทำอย่างกับเป็นเมียเขา!”


“โอ้มาย.... ฟังพูดเข้า”  


หนุ่มลูกครึ่งแค่นหัวเราะเบาๆ ให้กับข้อกล่าวหาซึ่งมาจากอคติของเจ้าตัวเล็กล้วนๆ ตั้งแต่วันแรกที่เจอกันเลยมั้งที่เขาโดนหาว่าเป็นเมียไอ้พอร์ช ผ่านมาเกือบสี่ปี ไม่อยากเชื่อว่าเขาก็จะยังมีสถานะเป็นอัลฟ่าที่เป็นเมียอัลฟ่าอยู่  


“พี่ทำงานฟรีแลนซ์ ไม่ได้ว่างหรอกค่ะ”


“อย่ามาคะขาได้ไหม.... กวางเป็นผู้ชายนะ ขนลุก!”


คนที่เพิ่งเคลมว่าตัวเองเป็นผู้ชายทั้งแท่งลุกขึ้นยืนกอดอก มองค้อนผู้ใหญ่ตาคว่ำแก้มป่อง พยายามจะแสดงแสนยานุภาพผู้ถือหุ้นยี่สิบห้าเปอร์เซนต์ของเครือห้างสรรพสินค้าระดับประเทศให้เคนเนทยำเกรง หากในสายตานักล่าตัวจริง กวางน้อยแบมบี้ก็เป็นได้แค่เจ้าชายของบรรดาสัตว์เล็กอย่างนก หนู กระรอก กระต่าย เท่านั้นแหละ


“ซอรี่ พี่ลืมตัวน่ะค่ะ ก็เห็นหนูน่ารักเลยอยากพูดหวานๆ ด้วย”


เด็กอะไรโมโหแล้วแก้มบวมปากจู๋อย่างกับปลาทอง เวลาปกติก็ว่าบ้องแบ๊วตะมุตะมิดีอยู่แล้ว แต่พอทำหน้าเหวี่ยงไม่สบอารมณ์กลับถูกใจเขายิ่งกว่า


“ไม่ต้องมาชม แล้วก็เลิกเรียกกวางว่าหนูสักที ห้ามเรียกว่าแบมบี้ด้วย.... กวางแค่เป็นโอเมก้า ถึงจะมีมดลูกแต่ก็ไม่ใช่ผู้หญิง เข้าใจมะ?”


“แล้วถ้าไอ้พอร์ชเรียกล่ะ?”


“พี่พอร์ชคือข้อยกเว้น”


กวางตอบเร็วแบบไม่ต้องเสียเวลาคิดเลย.... กับพี่พอร์ชน่ะยังไงก็ได้ แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะมาแหย่เขาเล่นได้ตามใจชอบ โดยเฉพาะคนที่เขาไม่ชอบหน้า ไม่ถูกชะตา ศัตรูคู่อาฆาตตลอดกาลอย่างพี่คีน


เคนเนทกระตุกยิ้มมุมปาก รู้ดีอยู่แล้วว่ากวางน้อยเกลียดขี้หน้าเขาเพราะบังอาจมาสนิทกับพี่พอร์ชสุดที่รัก เป็นเพื่อนคนเดียวที่ไอ้พอร์ชไปเที่ยวแบ็คแพ็คด้วยหลายๆ เดือน และสามารถเข้านอกออกในทั้งบ้านและที่ทำงานมันได้โดยไม่ต้องบอกล่วงหน้า ในขณะที่น้องกวางถูกสตัฟฟ์เอาไว้ที่ฐานะว่าที่เมียซึ่งพ่อแม่เลือกให้ ต่อให้อาศัยอยู่บ้านเดียวกันแต่ก็ใช่ว่าจะเข้าถึงตัวตนที่แท้จริงของไอ้พอร์ชได้ง่ายๆ


เห็นเด็กมันอิจฉา หึงคู่หมั้นจนหน้ามืดตามัวก็ยิ่งรู้สึกมันเขี้ยวอยากแกล้งขึ้นมา 


“ไม่แฟร์เลย.... หนูเป็นเด็กเป็นเล็กอย่าเลือกปฏิบัติสิคะ มันไม่ดีนะ”


“บอกว่าอย่าพูดคะขาไง อย่าเรียกหนูด้วย กวางไม่ชอบ!”


“ไม่ได้ค่ะ”


“ทำไม!?”


“ก็เพราะหนูแบมบี้น่ารักไงคะ”


“ไอ้พี่คีน!!!”


ท่อนขาเรียวจ้ำพรวดเข้าไปหาร่างสูงใหญ่ สีหน้าท่าทางถมึงทึงเอาเรื่องด้วยความคิดว่าถ้าวันนี้ทำให้เพื่อนปากปีจอของพี่พอร์ชร้องโอดโอยจนต้องยอมคุกเข่าขอโทษตนเองไม่ได้ ก็อย่ามาเรียกเขาว่าคุณชายกวิวิชญ์ให้เสียชื่อเลย....!


ฝ่ามือเล็กเงื้อขึ้นกลางอากาศ หมายจะฟาดประทุษร้ายใส่อวัยวะส่วนไหนก็ได้ของเคนเนท แก้แค้นเอาคืนที่อีกฝ่ายเอาแต่กวนประสาทยั่วโมโหไม่เลิก.... คนเป็นผู้ใหญ่ก็ใช่ว่าจะกลัวเกรง ในเมื่อเด็กมันอยากตี เขาก็ยินดีจะยืนนิ่งเป็นกระสอบทรายให้กวางน้อยไล่ขวิดจนกว่าจะพอใจ ใบหน้าคมเข้มยังยิ้มยียวนได้จนกระทั่งร่างผอมบางก้าวเข้ามาจนเกือบประชิดถึงตัว


“.............!!!”




กลิ่นนี้มัน.....




ทั้งที่ตั้งใจว่าจะยืนนิ่งๆ ให้เด็กแสบรังแกได้ตามใจชอบ หากเคนเนทกลับต้องชะงักถอยหลังไปเมื่อประสาทสัมผัสของเขาถูกรบกวนอย่างรุนแรง กลิ่นหอมจางซึ่งเขาบอกไม่ได้ว่ามันคล้ายกับกลิ่นอะไรลอยมาแตะโดนปลายจมูก ในตอนแรกเขาคิดว่าอาจจะเป็นกลิ่นแชมพูหรือโลชั่นทาผิว หากหัวสมองก็แย้งขึ้นมาทันทีว่าไม่ใช่ น้ำหอมยี่ห้อไหน สูตรไหนก็ไม่มีทางตีรวนสติสัมปชัญญะของคนที่เกิดมาเป็นอัลฟ่าได้เท่ากับฟีโรโมนของโอเมก้า


และที่แน่ๆ ก็คือกลิ่นฟีโรโมนพวกนั้นมันมาจากผิวกายของเจ้ากวางน้อย....!


“กวางเตือนพี่คีนแล้วนะ.... ผัวะ!”


หอม.... เหมือนกลิ่นแป้งเด็กผสมกลิ่นเหงื่อจางๆ


“อย่ามาเรียกกวางว่าหนูแบมบี้.... ผัวะ!”


กลิ่นไม่เหมือนโอเมก้าคนอื่นที่เขาเคยมีความสัมพันธ์ด้วย ไม่ได้เซ็กซี่ปลุกเร้าอย่างโจ่งแจ้ง หากแต่ยั่วเย้าด้วยความไร้เดียงสา ราวกับดอกไม้ซึ่งยังไม่ผลิบานเต็มที่ ทว่า คนที่เฝ้ารอกลับอยากเด็ดมันมาเชยชมใจจะขาด


“ไม่ใช่พี่พอร์ช กวางไม่เล่นด้วย.... ผัวะ!”


ให้ตายเถอะ เขารู้สึกเหมือนกำลังถูกยั่วยวน.... ยิ่งอยู่ใกล้กันแค่นี้ เขาอยากจะจับร่างเล็กกดลงบนโซฟา กระชากเสื้อนักศึกษาที่แสนเกะกะทิ้งแล้วทำทุกอย่างตามที่จิตใต้สำนึกสั่งให้ทำชะมัดยาด


เวรเอ๊ย.... ขนาดตอนมีเซ็กส์ช่วงรัท เขายังไม่มีทีท่าเหมือนจะขาดสติได้ทุกเมื่อแบบนี้เลย!




“พี่พอร์ชเป็นของกวาง พี่คีนอย่าคิดจะแย่งเชียว.... อ๊ะ!”


เสียงแหบหวานซึ่งตะโกนด่าว่าขู่เข็ญคนตรงหน้าปาวๆ สะดุดลงกลางคันเมื่อถูกฉวยข้อมือเอาไว้ไม่ให้กระหน่ำฟาดลงมาได้อีก จากที่คิดว่ายังไงเคนเนทก็ไม่มีทางกล้าหือกับตัวเองก็ชักเริ่มไม่ค่อยแน่ใจขึ้นมา.... ดวงตาสีเขียวอมเทาสะท้อนภาพใบหน้าอ่อนใสนิ่งค้างอยู่เพียงชั่วอึดใจ สันกรามหนาขบแน่นจนโป่งนูน ลูกกระเดือกขยับขึ้นลงในขณะที่เจ้าตัวกำลังพยายามกลืนน้ำลายสะกดกลั้นอารมณ์บางอย่างซึ่งทำท่าจะโหมปะทุในอีกไม่ช้า


“พี่คีน......ปล่อยกวางเดี๋ยวนี้นะ............”


กวางน้อยบิดข้อมือ เป็นสัญญาณบอกให้เคนเนทรู้ว่าเขาไม่ชอบใจและต้องการแยกย้ายทางใครทางมัน แต่หนุ่มลูกครึ่งกลับทำเหมือนไม่ได้ยินอะไรทั้งสิ้น ก่อนจะก้มหน้าลง เคลื่อนสันจมูกเข้ามาจนเกือบจะชิดซอกคอร่างเล็ก


กลิ่นหอมจากผิวกายโอเมก้ายังคงกำจายอยู่ในทุกห้วงลมหายใจ....


“พี่คีน ปล่อยกวาง!”


“หนูแบมบี้คะ........”  


เสียงทุ้มแหบพร่ากระซิบถาม ลำคอแห้งผากจนต้องกลืนน้ำลายซ้ำอีกหน  


“ทำไมหนูตัวหอมจัง? ถึงเวลาผสมพันธุ์แล้วเหรอเนี่ย?”


“พี่คีน!!!”


เพราะคำพูดระคายหูกับท่าทีซึ่งคล้ายว่าจะคุกคามสวัสดิภาพประตูหลังตนเอง กวิวิชญ์จึงออกแรงผลักหมาป่าตัวยักษ์ให้ถอยหลังออกไปพร้อมกับเสียงตะเบ็งเรียกชื่อเจ้าตัว.... ถ้าเป็นเวลาอื่น สถานที่อื่น รับรองได้เลยว่าแค่นี้ไม่มีทางสะเทือนอัลฟ่าสายพันธุ์นักล่าอย่างเคนเนท วิลเลียม แซมมวลส์แน่ เขาจะจับกวางน้อยตัวร้ายลอกเสื้อผ้าออกทีละชิ้นแล้วลงโทษให้รู้สำนึกว่าการเอาเนื้อตัวหอมๆ ยั่วๆ มาล้อเล่นกับผู้ใหญ่จะต้องได้รับโทษแบบไหน


แล้วถ้าเขาใจชั่วมากกว่านี้อีกแค่นิดเดียว ให้มีไอ้พอร์ชสักร้อยคนเข้ามาในห้องก็หยุดสัญชาตญาณอัลฟ่าของเขาไม่อยู่หรอก....!


“พี่พอร์ช!”


เหมือนได้ระฆังช่วย ประตูห้องทำงานเปิดขึ้นอีกครั้ง ก่อนที่เจ้าของห้องตัวจริงจะโผล่มาให้เห็น เด็กหนุ่มตัวเล็กรีบผละจากสถานการณ์วิกฤตตรงหน้าแล้ววิ่งไปกอดแขนคู่หมั้นราวกับจะอ้อนขอความช่วยเหลือ ในขณะที่เคนเนทก็เริ่มได้สติกลับคืนมาเมื่อกลิ่นฟีโรโมนซึ่งปั่นป่วนประสาสัมผัสเขาอยู่นั้นเจือจางไป


ก็ไม่รู้ว่าพิธานจะสังเกตเห็นบรรยากาศที่ไม่ปกติระหว่างเพื่อนสนิทกับคู่หมั้นหรือเปล่า แต่คิดว่าคงไม่เพราะเขาไม่ได้พูดอะไรเลย นอกจากถามถึงเหตุผลที่กวิวิชญ์เข้ามาอยู่ในห้องทำงานของเขาโดยที่ไม่บอกกล่าวล่วงหน้า


“กวางมาทำอะไรที่นี่?”


“ก็......มารอกินข้าวเที่ยงพร้อมพี่พอร์ชไง”


เมื่อพิธานไม่ถาม กวางน้อยก็ไม่คิดจะฟ้องให้งานเข้าตัวเองเช่นกัน เพราะรู้ดีว่ามีชนักติดหลังเรื่องที่จงใจไม่กินยาคุมฮีท.... ร่างบางยิ้มออเซาะพลางกอดคลอเคลียชายหนุ่มอย่างไม่แคร์ว่าจะมีใครยืนมองอยู่ ขอแค่พี่พอร์ชคิดว่าเขาน่ารักก็พอ ส่วนคนอื่นก็ช่างหัวมันเถอะ


“ตอนบ่ายโมงพี่มีประชุมต่อ”


“งั้นไปกินที่แคนทีนพนักงานก็แล้วกัน”


ถ้าไม่บอกตรงๆ ว่าไม่ ก็ไม่ถือว่าเป็นการปฏิเสธ.... อันที่จริงก็อยากชวนพี่พอร์ชออกไปกินอาหารจีนที่ร้านข้างนอกมากกว่า แต่ถ้าอีกฝ่ายไม่สะดวก จะยอมกินข้าวราดแกงสองอย่างสามสิบห้าบาทให้ก็ได้


“ไอ้คีน มึงลงไปด้วยกันไหม?”


แค่ได้ยินคำชวน หนูแบมบี้ของพี่คีนก็ส่งเสียงจิ๊ปากกลอกตาขึ้นมองบนอย่างนึกรำคาญเมื่อชีวิตรักของตนจะมีก.ข.ค.เข้ามาแทรกอีกแล้ว ซึ่งปกติแล้ว เคนเนทไม่เคยพลาดโอกาสที่จะตามไปนั่งมองหน้างอนๆ บูดๆ ของเจ้ากวางน้อยเลย แต่วันนี้ เขาคิดว่ายอมพลาดสักครั้งน่าจะดีกว่า


“ไม่ล่ะ”  หนุ่มลูกครึ่งเอ่ยตอบเพื่อนสนิท  “อีกครึ่งชั่วโมงกูมีนัดคุยงานกับลูกค้า แค่จะแวะมาชวนมึงไปออกรอบด้วยกันเสาร์นี้เท่านั้นแหละ”


“เสาร์นี้เหรอ.... ถ้าช่วงบ่ายก็น่าจะได้นะ”


“เออ งั้นไว้เจอกัน”


บทสนทนาระหว่างเพื่อนจบลงเพียงแค่นั้น พิธานกับคู่หมั้นก็ลงลิฟท์ไปยังชั้นโรงอาหารสำหรับพนักงานเพื่อกินมื้อเที่ยงด้วยกัน ส่วนเคนเนทก็แยกตัวกลับไปยังลานจอดรถ เตรียมตัวออกไปออฟฟิศลูกค้าซึ่งอยู่ห่างจากตึก The Superior Group เพียงไม่กี่ช่วงถนน


จริงอยู่ว่าเขาเกือบทำผิดต่อเพื่อนด้วยการคิดไม่ซื่อกับเจ้ากวางน้อย หากเขาก็ไม่โทษว่าเป็นความผิดของตัวเองหรอก.... มันช่วยไม่ได้ที่อัลฟ่าจะมีปฏิกิริยาตอบสนองอย่างรุนแรงกับฟีโรโมนของโอเมก้า นั่นคือธรรมชาติของพวกเขา เป็นสัญชาตญาณ เป็นความต้องการซึ่งมีอิทธิพลเหนือหัวสมองและจิตใจโดยสิ้นเชิง


และไม่ใช่เพียงแค่เขาคนเดียว อัลฟ่าที่ไหนมาเจอแบบนี้ก็ต้องสติแตกอยากมีเซ็กส์กับโอเมก้าตัวต้นเหตุด้วยกันทั้งนั้น


.


.


ไม่สิ....




อยู่ดีๆ เคนเนทก็พลันนึกถึงท่าทางนิ่งเฉยไม่รู้สึกรู้สมอะไรเลยของพิธาน ทั้งที่เจ้าตัวเล็กเข้าไปกอดควงแขน ออดอ้อนนัวเนียไม่ยอมห่าง แต่สีหน้าหมอนั่นก็ยังแข็งทื่อซังกะตายไม่เปลี่ยน.... จะว่าเป็นเพราะอดทนอดกลั้นก็ไม่น่าใช่ กลิ่นหอมยั่วร้ายกาจขนาดนั้น ต่อให้ใช้ความพยายามมากแค่ไหนก็ต้องมีอาการตื่นตัวหลุดออกมาให้เห็นบ้าง ถ้าให้ลองสันนิษฐานหาเหตุผลก็มีอยู่แค่อย่างเดียวก็คือไม่ได้กลิ่น


และนั่นกลับยิ่งทำให้เขาสงสัยหนักมากขึ้นไปอีก





ทำไมไอ้พอร์ชถึงไม่ได้กลิ่นฟีโรโมนของหนูแบมบี้....?
 




TO BE  CONTINUE
#บังเอิญท้อง
[ Omegaverse ] αΩ ++ CRUEL INTENTIONS : บังเอิญท้อง ++ Ω α
- [ Omegaverse ] αΩ ++ CRUEL INTENTIONS : บังเอิญท้อง ++ Ω α CHAPTER 10 : 'แสดงความเป็นเจ้าของ' [11 กุมภาพันธ์ 2562 00:00 น.]
- [ Omegaverse ] αΩ ++ CRUEL INTENTIONS : บังเอิญท้อง ++ Ω α CHAPTER 9 : 'แด๊ดดี้ยืนหนึ่ง' [11 กุมภาพันธ์ 2562 00:00 น.]
- [ Omegaverse ] αΩ ++ CRUEL INTENTIONS : บังเอิญท้อง ++ Ω α CHAPTER 8 : 'กวางน้อยทำรังแต่พอตัว' [11 กุมภาพันธ์ 2562 00:00 น.]
- [ Omegaverse ] αΩ ++ CRUEL INTENTIONS : บังเอิญท้อง ++ Ω α CHAPTER 7 : 'ชั่วเจ็ดที ไม่ดีสักหน' [11 กุมภาพันธ์ 2562 00:00 น.]
- [ Omegaverse ] αΩ ++ CRUEL INTENTIONS : บังเอิญท้อง ++ Ω α CHAPTER 6 : 'บทเรียน One Night Stand' [11 กุมภาพันธ์ 2562 00:00 น.]
- [ Omegaverse ] αΩ ++ CRUEL INTENTIONS : บังเอิญท้อง ++ Ω α CHAPTER 5 : 'จุดอ่อนของอัลฟ่า' [11 กุมภาพันธ์ 2562 00:00 น.]
- [ Omegaverse ] αΩ ++ CRUEL INTENTIONS : บังเอิญท้อง ++ Ω α CHAPTER 4 : 'เซอร์ไพรส์กันให้สุด' [11 กุมภาพันธ์ 2562 00:00 น.]
- [ Omegaverse ] αΩ ++ CRUEL INTENTIONS : บังเอิญท้อง ++ Ω α CHAPTER 3 : 'คู่หมั้นคู่หมาย' [11 กุมภาพันธ์ 2562 00:00 น.]
- [ Omegaverse ] αΩ ++ CRUEL INTENTIONS : บังเอิญท้อง ++ Ω α CHAPTER 2 : 'ปรบมือข้างเดียวก็ดังได้' [11 กุมภาพันธ์ 2562 00:00 น.]
- [ Omegaverse ] αΩ ++ CRUEL INTENTIONS : บังเอิญท้อง ++ Ω α CHAPTER 1 : 'กลิ่น' [11 กุมภาพันธ์ 2562 00:00 น.]
ดูทั้งหมด

  แสดงความคิดเห็น

ตัวหนา ตัวเอียง ตัวขีดเส้นใต้ ตัวขีดกลาง ชิดซ้าย กึ่งกลาง ชิดขวา รูปภาพ ลิ้งก์ ขนาดต้วอักษร สีต้วอักษร

ชื่อ: *
E-mail : *
ไม่ต้องการแสดง Email
รหัสตรวจสอบ : Security Image
* กรุณากรอกรหัสที่อยู่ในรูป

Copyright by http://www.alizzykame.com
2006-2015
Engine by MAKEWEBEASY