ดูสินค้าในตะกร้า    แจ้งการชำระเงินออนไลน์   
  
   FICTION BOOK (17)
   WEBBOARD
สถิติผู้เข้าชม
 ขณะนี้มีผู้เข้าใช้ 4
 ผู้เข้าชมในวันนี้ 123
 ผู้เข้าชมทั้งหมด 879,944
กรุณาฝาก Email ของท่าน
  เพื่อรับข่าวสาร ที่น่าสนใจ
2 เมษายน 2563
อา จ. อ. พ. พฤ ศ. ส.
   
10  11 
12  13  14  15  16  17  18 
19  20  21  22  23  24  25 
26  27  28  29  30     
             
  [ Omegaverse ] αΩ ++ CRUEL INTENTIONS : บังเอิญท้อง ++ Ω α
[ Omegaverse ] αΩ ++ CRUEL INTENTIONS : บังเอิญท้อง ++ Ω α CHAPTER 7 : 'ชั่วเจ็ดที ไม่ดีสักหน'
[1 พฤษภาคม 2562 18:46 น.]จำนวนผู้เข้าชม 422 คน
Cruel Intentions

บัง ▪ เอิญ ▪ ท้อง ~









 
7





 
ผ่านไปประมาณหนึ่งเดือนเศษๆ อีกสองสัปดาห์ก็จะสิ้นสุดช่วงฝึกงานอันแสนน่าเบื่อ.... ที่ว่าน่าเบื่อก็เพราะเจ้ากวางน้อยแทบจะไม่ได้หยิบจับอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย วันหนึ่งๆ ก็แค่ถ่ายเอกสาร เก็บงานเข้าแฟ้ม รับโทรศัพท์นิดหน่อยซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นนักศึกษาคณะบัญชีก็ทำได้ เขาพยายามลองของานอย่างอื่นทำแล้วแต่พี่ๆ ทุกคนก็ยังเฉยเหมือนไม่กล้าใช้งานเขา ในขณะที่ไอ้กระต่ายนั่งกรอกข้อมูลลงไฟล์งาน เจริญก้าวหน้าไปถึงขั้นได้ช่วยตรวจใบกำกับภาษีแล้ว
 
 
แรกๆ ก็มีกังวลอยู่บ้างว่าขืนเป็นแบบนี้ต่อไปคงไม่ดีแน่ หากพอนานเข้าก็เริ่มชิน.... จะให้ทำยังไงได้ล่ะ ในเมื่อเขาเกิดมาเป็นลูกชายคนเดียวของบ้านมัชชาระกุล และเป็นคู่หมั้นของคุณพิธาน อศิรวัฒน์มาตั้งแต่แปดขวบ ถ้าคนในบริษัทจะมาเกรงเขาเพราะเรื่องนี้ก็ต้องบอกเลยว่ามันช่วยไม่ได้จริงๆ
 
 
 
“ไอ้ต่าย.... กูจะไปกินข้าวข้างนอกกับพี่พอร์ช มึงจะเอาอะไรไหม?”
 
 
เมื่อเข็มสั้นนาฬิกาแตะถึงเลขสิบสอง คุณชายกวิวิชญ์ก็ลุกขึ้นบิดขี้เกียจหลังจากนั่งง่วงเหงาหาวนอนมาหลายชั่วโมง ก่อนจะหันไปถามเพื่อนข้างๆ ซึ่งยังคงหัวฟูอยู่กับเอกสารกองเบ้อเริ่ม
 
 
“ไม่ล่ะ”
 
 
“ห่อข้าวมาเองเหรอ?”
 
 
“อืม”
 
 
“งั้นก็อย่าเพิ่งกินเยอะ เดี๋ยวกูหิ้วของกินเล่นมาฝาก”
 
 
ว่าแล้วก็หยิบกระเป๋าตังค์กับมือถือเดินออกจากแผนกบัญชีขึ้นไปยังห้องทำงานผู้บริหารบนชั้นสิบเก้า โดยมีเพื่อนสนิทมองตามไล่หลังพลางลอบถอนหายใจเช่นทุกวัน
 
 
นับจากวันนั้นที่โดนถามจี้เรื่องทำไมไม่ไปงานวันเกิด กับเหวี่ยงเรื่องที่กระต่ายถูกสั่งให้เอาเอกสารออดิทขึ้นไปให้ท่าน CEO รูปหล่อใจทราม พวกเขาก็ไม่ได้คุยเรื่องนี้กันอีกเลย ต่างคนต่างทำราวกับว่าไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นแล้วฝึกงานกันต่อไป.... กระต่ายยอมรับตามตรงว่าเขาไม่สบายใจเลย รู้สึกเข้าหน้าเพื่อนลำบาก ถึงแม้ว่าไอ้กวางจะทำตัวเหมือนเดิมกับเขาก็ตาม อะไรที่อยากพูดอยากเตือนก็ไม่กล้า กลัวว่ามันจะโกรธแล้วพาลทำให้สถานการณ์ยิ่งแย่ไปกันใหญ่
 
 
ทุกวันนี้ก็ได้แต่มองเพื่อนกระดี๊กระด๊าวิ่งโร่ไปหาไอ้คุณพี่พอร์ช ทั้งๆ ที่ก็รู้ว่าอัลฟ่าเฮงซวยนั่นกำลังพยายามทำร้ายไอ้กวางอยู่
 
 
กระต่ายนึกถึงคำคมที่เคยเห็นผ่านตาในเพจเฟซบุกที่ว่า ‘สุดมือสอยก็ต้องปล่อยมันไป’ 
 
 
บางทีกับไอ้กวาง เขาก็อาจจะต้องปล่อยให้มันโดนเอง เจอเอง เจ็บเอง แมลงเม่าถึงจะตาสว่างมองเห็นว่าแสงสวยๆ ที่มันคิดว่าดีนั่นน่ะกองไฟชัดๆ....
 
.
 
 
.
 
 
.
 
 
“พี่พอร์ชอยากกินอะไร?”
 
 
“แล้วแต่กวางสิ”
 
 
“ถ้างั้นกินอาหารญี่ปุ่นกันนะ.... กวางอยากกินเทมปุระ ไม่ได้กินมาตั้งนานแล้ว”
 
 
เจ้ากวางน้อยคิดถึงกุ้งชุบแป้งทอดกับน้ำจิ้มแล้วก็เปรี้ยวปากแปลกๆ แต่ก็ไม่ได้เอะใจอะไรนอกจากคิดว่าตัวเองแค่อยากกิน
 
 
จะว่าไปหมู่นี้ร่างกายเขาน่าจะเริ่มประท้วงเพราะความเครียด แค่เดินเหินไปไหนใกล้ๆ ก็เหนื่อยแล้ว แถมยังขี้เมื่อยง่ายเหลือเกิน เดี๋ยวปวดแขนปวดขาจนต้องซื้อเครื่องนวดไฟฟ้ามาไว้ใช้ส่วนตัวในห้อง วันหยุดเสาร์-อาทิตย์นี่ไม่ต้องพูดถึงเลย ต่อให้เข้านอนตั้งแต่สามทุ่ม เขาก็ยังตื่นเที่ยงๆ บ่ายๆ จนคนทั้งบ้านนึกว่าคงเน่าตายคารังโอเมก้าไปแล้ว
 
 
ความสัมพันธ์กับพี่พอร์ชก็หนืดหน่วงเป็นปกติ กวางก็ยังคงทำตัวเหมือนเดิมถึงแม้ว่าความรู้สึกจะเปลี่ยนไปแล้วก็ตาม.... ไม่ใช่ว่ากวางไม่รักพี่พอร์ชแล้ว เขายังรักอยู่ รักมากด้วย เพียงแต่ความรักที่เหลืออยู่ในตอนนี้มันอยู่บนความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจอีกฝ่าย ต้องคอยจับตาดูว่าพี่พอร์ชจะหายไปเมื่อไร ไปไหน คุยกับใคร ที่พิมพ์ๆ ใส่โทรศัพท์นั่นจะใช่คนที่เขากำลังระแวงอยู่หรือเปล่า สุดท้ายก็กลายเป็นตามประกบตลอดเวลาเท่าที่จะทำได้
 
 
ถามว่าเหนื่อยไหมที่ต้องทำอะไรบ้าบออย่างนี้.... ถ้าเลือกได้ก็คงไม่มีใครอยากทำหรอก แต่เพราะเขาไม่มีทางเลือก สิบสองปีที่หมั้นกันมามันนานเกินไป นานมากเสียจนเขาคิดว่าตัวเองคงทำใจไม่ได้แน่ถ้าจะต้องตัดพี่พอร์ชออกไปจากชีวิต
 
 
ก็อย่างที่กวางพูดเองว่าจะไม่เลิก ให้อยู่กันไปแบบนี้แหละดีแล้ว....
 
 
 
 
ร้านที่พวกเขามากินมื้อเที่ยงก็อยู่ในห้าง The Superiror ติดกับอาคารสำนักงาน เป็นร้านอาหารญี่ปุ่นระดับพรีเมียมที่เจ้ากวางน้อยชื่นชอบมาแต่ไหนแต่ไร พนักงานต้อนรับและผู้จัดการก็รู้จักพวกเขาดี จึงเชิญเข้าไปนั่งที่โต๊ะโซฟาริมหน้าต่างด้านในซึ่งสามารถมองเห็นทิวทัศน์ผ่านกระจกบานใหญ่ ถึงแม้ว่าด้านนอกจะมีลูกค้าคนอื่นๆ นั่งอยู่ประปราย แต่ก็ไม่ทำให้เสียความเป็นส่วนตัวไป
 
 
“คุยกับใคร?” 
 
 
ร่างเล็กเอ่ยถามเมื่อคนตรงหน้ายังเอาแต่ง่วนอยู่กับโทรศัพท์ไม่เลิก ทั้งๆ ที่เขานั่งหัวโด่อยู่ตรงนี้
 
 
“เพื่อน”
 
 
พิธานตอบเสียงเรียบ ไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นจากจอมือถือ ทำให้คู่หมั้นขมวดคิ้วจ้องเขม็งอย่างต้องการจะจับผิด ก่อนจะไล่บี้ถามคาดคั้น
 
 
“คนไหน? กวางรู้จักหรือเปล่า?”
 
 
“รู้จัก”
 
 
คำตอบนั้นทำเอาเด็กหนุ่มแสยะมุมปาก ในเมื่อพี่พอร์ชไม่คิดจะเกรงใจเขาเรื่องจีบไอ้ต่าย ยังไม่ยอมเลิกยุ่งกับมันถึงแม้จะโดนจับได้แล้วว่านอกใจ ถ้าอย่างนั้นเขาก็ไม่จำเป็นจะต้องปิดปากเงียบแล้วถูกทั้งสองคนรวมหัวกันรังแกอยู่ฝ่ายเดียว 
 
 
“งั้นก็ไม่ต้องรายงานตัวหรอก กวางบอกมันแล้วว่าจะออกมากินข้าวกับพี่พอร์ช”  
 
 
ร่างเล็กแกล้งทำเสียงล้อเลียนขำๆ และเมื่อพิธานเงยหน้าขึ้นมามองเจ้ากวางน้อย เขาก็ได้เห็นและได้ยินสิ่งที่คนทั่วไปเขาเรียกกันว่า ‘กวนส้นเท้า’  
 
 
“เดี๋ยวจะสั่งซูชิใส่กล่องไปฝากมันด้วย.... บอกว่ากวางสั่ง แต่พี่พอร์ชจ่าย”
 
 
“ก็ตามใจ”
 
 
ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไรที่บทสนทนาระหว่างคู่หมั้นคู่หมายถูกเปลี่ยนเป็นสงครามประสาท ฝ่ายหนึ่งพยายามยั่วโมโห ในขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งไม่หือไม่อือด้วย แน่นอนว่า คุณชายกวิวิชญ์ยังคงอยากเอาชนะ แต่เพราะกลิ่นอาหารในถาดซึ่งบริกรสาวยกผ่านหน้าไปทำให้เขาเปลี่ยนเรื่อง
 
 
“ใครสั่งแกงกะหรี่เนี่ย.... กลิ่นแรงชะมัด”
 
 
ปกติแล้วกวางค่อนข้างชอบแกงกะหรี่ญี่ปุ่นเสียด้วยซ้ำ ไม่ว่าจะของร้านนี้หรือร้านอื่น เขาก็สั่งกินออกบ่อย ไม่รู้ทำไมวันนี้ถึงได้รู้สึกเหม็นสุดจะทน เหม็นจนต้องเบ้ปากแล้วยกมือขึ้นมาอุดจมูกเป็นการใหญ่
 
 
“จะเปลี่ยนที่นั่งไหม?”
 
 
พิธานถามคู่หมั้นไม่ใช่เพราะเป็นห่วง แต่เป็นเพราะตัดรำคาญ
 
 
“ไม่ต้องหรอก”  
 
 
ร่างบางส่ายหน้า ก่อนจะหยิบแท็บเล็ตบนโต๊ะมากดเลือกเมนู  
 
 
“กวางเอาเซ็ตกุ้งเทมปุระ ซูชิท้องปลาแซลมอนลนไฟสองคำ แล้วก็ปลาหิมะย่างซอสมิโสะ.... พี่พอร์ชจะเอาอะไร?”
 
 
แทนที่จะได้ยินคำตอบเป็นชื่อเมนูอาหาร กลับมีเสียงฝีเท้าเดินเข้ามาใกล้โต๊ะติดริมหน้าต่างจนเจ้ากวางน้อยต้องละสายตาจากรูปภาพบนจอแท็บเล็ตในมือ แล้วร่างเล็กก็ได้ถอนหายใจด้วยความเบื่อหน่ายเมื่อคนที่มาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าคือคนๆ เดียวที่เขาไม่อยากเจอที่สุดไม่ว่าจะตอนนี้หรือตอนไหนๆ ก็ตาม
 
 
“ไงคะ แบมบี้.... สบายดีเหรอ?”
 
 
เคนเนทยิ้มทักทายเจ้ากวางน้อย แม้ว่าอีกฝ่ายจะดึงหน้าตึงเปรี๊ยะใส่ ไม่มีวี่แววของความเป็นมิตร คิดถึงอยากเจอกันเลยสักนิด
 
 
“นั่งสิ ไอ้คีน.... พวกกูกำลังสั่งอาหารพอดี”
 
 
กวางหันขวับไปหาคู่หมั้นซึ่งไม่มีทีท่าว่าจะประหลาดใจเลยแม้แต่น้อยที่อยู่ๆ เพื่อนสนิทก็โผล่มาราวกับรู้ว่าพวกเขาจะกินมื้อเที่ยงด้วยกันที่นี่ ซึ่งก็มีเพียงข้อสันนิษฐานเดียวก็คือพี่พอร์ชนั่นละที่เป็นคนเชิญก้างขวางคอมา มิหนำซ้ำยังเป็นคนที่กวางแค่ได้ยินชื่อก็กินข้าวไม่ลงแล้ว
 
 
“พี่พอร์ชเรียกพี่คีนมาเหรอ?”
 
 
“ใช่ พี่เรียกมาเอง”  
 
 
พิธานตอบ กลีบปากหยักได้รูปยกมุมราวกับจะขำเยาะเย้ยที่เด็กแก่แดด คิดว่าตัวเองฉลาดกว่าผู้ใหญ่เดาเรื่องผิดทั้งหมด  
 
 
“เห็นเมื่อกี้กวางพูดเหมือนรู้ว่าพี่คุยกับใคร ตกลงแล้วเราไม่รู้เหรอว่าพี่คุยกับไอ้คีนน่ะ?”
 
 
ร่างเล็กกัดฟันกรอดอย่างเจ็บใจ รู้สึกเสียหน้าเบาๆ เพราะตนเองเล่นใหญ่ประชดประชันพี่พอร์ชเอาไว้เยอะ.... ก็เห็นเอาแต่ก้มหน้าก้มตาคุยกับใครก็ไม่รู้ ท่าทางดูมีความสุขมากจนไม่อยากเสียเวลาสักวินาทีมาเทคแคร์เขา แล้วมันผิดตรงไหนที่เขาจะคิดว่าพี่พอร์ชกำลังอี๋อ๋ออยู่กับมือที่สามซึ่งจนป่านนี้แล้วยังหน้าด้าน ไม่ยอมเลิกยุ่งกับคนมีเจ้าของสักที
 
 
“นี่มีเรื่องอะไรกันอยู่หรือเปล่า? ให้กูไปรอที่อื่นก่อนไหม?”
 
 
หนุ่มลูกครึ่งเอ่ยถามเมื่อสังเกตเห็นบรรยากาศมาคุระหว่างเพื่อนกับหนูแบมบี้ ทว่า พิธานกลับเพียงแค่ยักไหล่ไม่ยี่พระแล้วขยับเว้นที่ให้เคนเนทนั่งได้สะดวก
 
 
“ไม่ต้องหรอก ไม่ใช่เรื่องสำคัญ”
 
 
“.................”
 
 
หนนี้ เจ้ากวางน้อยก็ได้แต่นั่งหัวร้อนไปเงียบๆ.... ถ้าจำไม่ผิดนี่เป็นครั้งที่สองแล้วที่พี่พอร์ชพูดตัดบทว่าเรื่องของเขาไม่ใช่เรื่องสำคัญ อันที่จริงเขาเคยหวังว่าหลังจากคุยกันในห้องทำงานคราวนั้น พี่พอร์ชซึ่งถูกจับได้แล้วว่าไม่ซื่อสัตย์จะรู้สึกเกรงใจเขาขึ้นมาบ้าง แต่เปล่าเลย กลับกลายเป็นยิ่งแสดงออกว่าไม่รักเขาและไม่คิดจะให้เกียรติในฐานะคู่หมั้นเลยแม้แต่นิดเดียว
 
 
“กูเพิ่งคุยกับคุณทิวา เจ้าของสปาที่อยู่ชั้นสี่ เขาบอกว่าจะขยายสาขาไปตั้ง Stand alone shop นอกห้าง กำลังอยากได้คนช่วยออกแบบร้าน.... กูก็เลยให้คอนแท็กมึงไป ยังไงก็ลองคุยรายละเอียดงานกับเขาดูนะว่ามึงจะรับหรือเปล่า”
 
 
“ขอบใจ แต่ช่วงนี้กูกำลังยุ่งเลย โปรเจกต์ตกแต่งคอนโดปล่อยเช่าสิบกว่าห้องของคุณวัชระคงอีกสักพักกว่าจะเสร็จ.... ถ้าลูกค้ามึงยินดีจะรอสักสอง-สามเดือน ก็อาจจะโอเค”
 
 
“คุณวัชระที่เป็นเชฟมิชลินสองดาวน่ะเหรอ?”
 
 
“อืม.... เขาเพิ่งมาเริ่มลงทุนด้านเรียลเอสเตทน่ะ ซื้อคอนโดเก็บไว้ปล่อยเช่าต่างชาติ เห็นว่ามีคอนเน็กชั่นเยอะ ได้มาแต่ละที่ ทำเลดีๆ ทั้งนั้น”
 
 
บทสนทนาเรื่องงานและแวดวงธุรกิจดำเนินไปเรื่อยๆ อาหารที่สั่งไว้ก็ทยอยมาเสิร์ฟ ในที่สุดคุณชายกวิวิชญ์ก็ได้กินกุ้งเทมปุระสมใจอยาก ความกรุบกรอบของเนื้อแป้งผสมผสานกับความสดหวานของเนื้อกุ้งและรสเค็มของน้ำจิ้มทำให้เขาหายหงุดหงิดไปได้พอสมควร ซูชิท้องปลาแซลมอนก็ดีงาม ยิ่งเบิร์นไฟให้ไขมันละลายนิดหน่อยก่อนเอาเข้าปาก ถ้าได้ของกินอร่อยๆ แบบนี้ ต่อให้ต้องนั่งหน้าบูดอยู่กับพี่พอร์ชทั้งวันก็ยังไหว
 
 
เหลือปลาหิมะราดซอสมิโสะที่เขารอคอยมานาน มือเล็กถือตะเกียบเตรียมจ้วงเนื้อปลานุ่มๆ แน่นๆ ให้หายอยาก แต่ยังไม่ทันไร แค่กลิ่นเต้าเจี้ยวญี่ปุ่นลอยปะทะจมูก อาการคลื่นเหียนซึ่งไม่รู้ว่ามาจากไหนก็ตีตื้นขึ้นมาในลำคอ เหม็นจนท้องไส้ปั่นป่วนต้องเบือนหน้าหนี ส่งผลให้ร่างเล็กเกือบขย้อนเอาของที่เคี้ยวกลืนลงไปแล้วออกมา
 
 
“อุ๊บ........!”
 
 
กวางทิ้งตะเกียบพลางรีบตะครุบปิดปากตัวเองเอาไว้ไม่ให้อะไรต่อมิอะไรไหลร่วงใส่โต๊ะ ข้างในปากขมปร่าเพราะน้ำย่อยผสมกับเศษอาหาร แต่ด้วยความที่อยู่ในที่สาธารณะบังคับให้เขาต้องพยายามกลืนมันกลับลงไป
 
 
“กวาง เป็นอะไรน่ะ?”
 
 
คนแรกที่ถามคือพี่พอร์ช แต่กวางไม่มีปัญญาจะตอบในตอนนี้ ทำได้แค่เพียงโบกไม้โบกมือเป็นเชิงบอกว่าไม่เป็นไร
 
 
“แบมบี้คลื่นไส้เหรอคะ? หนูไม่สบายหรือเปล่า?”
 
 
เคนเนทรีบลุกจากที่นั่งย้ายไปอยู่ข้างเจ้ากวางน้อย มือหนาลูบแผ่นหลังบางหมายจะช่วยให้ร่างเล็กรู้สึกดีขึ้น เสียงทุ้มเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วงแบบไม่คิดปิดบัง เดือดร้อนคนที่กำลังมวนท้องอยากอาเจียนต้องกระเถิบตัวออกห่างจนติดหน้าต่างกระจกก่อนจะพยายามกลืนของเหลวในปากลงคอไปให้หมด ปรับสภาพร่างกายให้กลับมาเป็นปกติโดยเร็วที่สุด
 
 
“มะ.......ไม่เป็นไร...........”  
 
 
กวิวิชญ์ส่ายหน้าก่อนจะหยิบน้ำมาดื่ม ความเย็นซ่าของน้ำอัดลมรสหวานช่วยให้เขาหายผะอืดผะอมไปได้เยอะ แม้จะยังไม่แน่ใจว่าไอ้อาการประหลาดเมื่อครู่นี้มันคืออะไรก็ตาม  
 
 
“คงเพราะไม่ได้กินอาหารญี่ปุ่นมาสักพัก กวางก็เลยไม่ชินกลิ่นซอสมิโสะล่ะมั้ง”
 
 
“งั้นเหรอ........”  
 
 
เคนเนทพยักหน้ารับรู้แต่ก็ยังมิวายอยากแสดงความห่วงใยต่อคนที่เป็นเมียของเขาไปแล้วทางพฤตินัย อยากจะดึงตัวเข้ามากอด อยากจะอุ้มพาขึ้นรถไปโรงพยาบาลเสียเดี๋ยวนี้ หากก็ทำได้เพียงพูดฝากฝังไปตามมารยาท  
 
 
“ถ้าหนูไม่สบายก็ต้องไปหาหมอนะคะ โอเมก้ายิ่งป่วยง่ายๆ อยู่ด้วย”
 
 
“รู้แล้ว เดี๋ยวพี่พอร์ชก็พากวางไปเองแหละ”
 
 
หลังจากนั้น ปลาหิมะราดซอสมิโสะตัวต้นเหตุก็ถูกสั่งให้ห่อใส่กล่องโดยที่เจ้ากวางน้อยไม่คิดจะแตะต้องมันอีก เคนเนทซึ่งย้ายกลับไปนั่งที่เดิมก็ยังคงคุยเรื่องงานกับพิธานต่อโดยที่สายตาแอบชำเลืองมองเด็กหนุ่มเป็นระยะๆ พอเห็นว่าคนตัวเล็กยังจิบน้ำและกินอย่างอื่นได้บ้างก็โล่งอกขึ้นมาหน่อย
 
 
 
เกือบบ่ายโมง ช่วงเวลาอาหารมื้อเที่ยงซึ่งไม่น่าอภิรมย์เท่าไรก็สิ้นสุดลง คนทั้งสามเดินออกมานอกตัวร้านพร้อมกัน ท่านผู้บริหารกับนักศึกษาฝึกงานจะต้องกลับไปที่ตึกสำนักงานใหญ่ของ The Superior Group จึงเหลือเพียงเคนเนทที่ไม่น่าจะติดธุระที่อื่น พิธานจึงเอ่ยชวนให้ชายหนุ่มไปด้วยกัน จะได้คุยเรื่องรีโนเวตโซนพลาซ่าที่ค้างอยู่ให้จบด้วย
 
 
“กูยังมีเอกสารที่ต้องเซ็นอยู่อีก มึงจะแวะไปนั่งออฟฟิศกูไหมล่ะ แล้วสักบ่ายสามค่อยลงมาดูหน้างานโซนที่กำลังจะปรับปรุง”
 
 
“ไว้ก่อนดีกว่า กูเองก็มีแปลนงานด่วนที่ต้องขึ้นให้เสร็จ”  
 
 
เคนเนทปฏิเสธทั้งที่ยังไม่ละสายตาไปจากคู่หมั้นเพื่อน  
 
 
“ยังไงกูฝากมึงดูน้องกวางด้วยนะ พาไปหาหมอวันนี้ได้เลยก็ดี”
 
 
“อืม เดี๋ยวกูจัดการเอง”
 
 
เมื่อเพื่อนรับปากแล้ว หนุ่มลูกครึ่งจึงค่อยวางใจแล้วเดินแยกไปยังลานจอดรถของห้างสรรพสินค้า ปล่อยคู่หมั้นสิบสองปีซึ่งพร้อมจะจ้องจับผิดและก่อสงครามลับฝีปากให้อยู่ด้วยกันตามลำพังอีกครั้ง
 
 
“ไอ้คีนมันดูเป็นห่วงเราดีนะ มีเรื่องอะไรที่พี่ยังไม่รู้หรือเปล่า?”
 
 
คราวนี้พิธานเป็นฝ่ายเริ่มก่อน เขาสังเกตมาได้สักพักแล้วไม่ใช่แค่วันนี้ว่าเคนเนททำตัวแปลกไปมาก ถึงแม้จะรู้ว่ามันค่อนข้างเอ็นดูคู่หมั้นเขามาแต่ไหนแต่ไร หากก็ไม่น่าคิดเกินเลยไปกว่าเห็นเป็นน้องชายที่ต้องคอยประคบประหงมเอาใจ แต่ไอ้อยู่ๆ จู่ๆ ก็มาถามถึงหนูแบมบี้บ่อยครั้ง ถามแบบไม่มีเหตุผล อยากรู้ไปหมดทุกเรื่องนี่มันก็ชวนให้ตงิดใจสงสัยขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
 
 
“กวางก็อยู่ของกวางเฉยๆ จะไปมีเรื่องอะไรได้ล่ะ?”  
 
 
ร่างเล็กตอบไม่รู้ไม่ชี้ ซ้ำยังพาลโทษว่าเป็นเพราะพิธานเองต่างหากที่ไม่เคยใส่ใจเขาเลย พอมีคนอื่นทำก็เลยรู้สึกเสียหน้าแล้วมาหาเรื่องตน  
 
 
“ทีนี้พี่พอร์ชคงเห็นแล้วใช่ไหมว่าใครๆ เขาก็เป็นห่วงกวางกันทั้งนั้น ยกเว้นพี่คนเดียวนั่นล่ะ”
 
 
“แล้วตกลงจะไปหาหมอไหม?”
 
 
“ไม่ไป”
 
 
“โตป่านนี้แล้วยังกลัวเข็มฉีดยาอยู่อีกเหรอ?”
 
 
“เปล่า.... กวางเลิกกลัวเข็มฉีดยาไปตั้งนานแล้ว” 
 
 
ดวงตากลมโตมองใบหน้าหล่ออย่างมีนัยยะ ก็ไม่รู้หรอกว่าที่อีกฝ่ายถามเรื่องพี่คีนกับเขานั้นด้วยจุดประสงค์อะไร แต่ไม่มีทางที่เขาจะยอมโดนคนมีชนักติดหลังแซะอยู่ฝ่ายเดียวแน่  
 
 
“คนขี้โกหก ความลับเยอะน่ากลัวกว่าเข็มฉีดยาไม่รู้ตั้งกี่เท่า”
 
 
พิธานยิ้มเย็นอย่างไม่ถือสาคำพูดประชดประชันจากกวางตัวดื้อ แต่ก่อนที่จะได้เดินควงแขนกันกลับไปยังออฟฟิศในฐานะว่าที่คู่อัลฟ่า-โอเมก้าที่คนทั้งประเทศอิจฉา เขาก็อยากฝากอะไรเล็กๆ น้อยๆ ให้อีกฝ่ายได้ฉุกคิด
 
 
“หึ จะว่าอะไรพี่ก็ระวังอย่าให้เข้าตัวก็แล้วกัน”
 
 
แน่นอนว่างานนี้มีคนสะดุ้ง แต่เรื่องอะไรจะแสดงพิรุธผ่านสีหน้าออกมาให้ตัวเองถูกจับได้
 
 
.
 
 
.
 
 
.
 
 
“พี่ๆ ครับ.... กวางซื้อซูชิมาฝาก มาทานด้วยกันนะครับ”
 
 
เมื่อกลับมาถึงออฟฟิศแผนกบัญชี คุณชายกวิวิชญ์ก็ตะโกนบอกบรรดารุ่นพี่พร้อมกับชูถุงพลาสติกพิมพ์โลโก้ชื่อร้านอาหารญี่ปุ่นที่เพิ่งไปกินมาเมื่อครู่ให้ได้เห็นกันชัดๆ เรียกเสียงฮือฮาจากมนุษย์เงินเดือนนับสิบชีวิตซึ่งนานทีปีหนจะได้ลาภปากเป็นปลาดิบคำละสองร้อย ซึ่งไม่ใช่เกรดเดียวกับบุฟเฟต์ราคาหัวละพันกว่าบาทแน่ๆ
 
 
“โอ้โห น้องกวาง มีของฝากพวกพี่ทุกวันเลยนะ”
 
 
“เงินพี่พอร์ชน่ะครับ กินได้เต็มที่เลย ไม่ต้องเกรงใจ”  
 
 
ก็กะจะซื้อมาขิงใส่ใครบางคนโดยเฉพาะอยู่แล้ว พอมีเสียงแซวกิ๊วก๊าวเปิดช่องให้อวด เจ้ากวางน้อยก็ไม่รีรอที่จะเอ่ยชื่อหนุ่มโสดแห่งปีซึ่งทุกคนต่างก็รับรู้กันถ้วนหน้าว่าเป็นคู่หมั้นของเขา  
 
 
“ไอ้ต่ายมากินเร็ว ช้าเดี๋ยวหมดนะ”
 
 
“ไม่ล่ะ กูอิ่มแล้ว”
 
 
เจ้าของชื่อที่ถูกเรียกส่ายหัวปฏิเสธก่อนจะยกแฟ้มเอกสารขึ้นมาเปิด ทำท่าทางเหมือนกำลังยุ่งมากทั้งๆ ที่เป็นแค่นักศึกษาฝึกงาน หากก็ไม่สามารถทำให้โอเมก้าเพื่อนสนิทล้มเลิกความตั้งใจที่จะตอกย้ำว่าตนเองคือว่าที่ภรรยาอย่างถูกต้องของคุณพิธาน อศิรวัฒน์ แต่เพียงผู้เดียว
 
 
“อิ่มเอิ่มอะไร ก็กูบอกแล้วว่าจะซื้อของกินมาให้”
 
 
“ไม่เอามึง......กูอิ่มแล้วจริงๆ”
 
 
“แต่มึงต้องเอา เพราะกูอยากให้มึงกิน”
 
 
ไม่พูดเปล่าแต่ยังหยิบเอาซูชิหน้าไข่หอยเม่น ไข่แซลมอน หอยปีกนกแล้วก็อะไรต่างๆ ที่กระต่ายไม่รู้จักชื่อมายัดเยียดให้ พร้อมด้วยตะเกียบกับโชวยุ วาซาบิครบชุดเสร็จสรรพ.... เด็กหนุ่มตัวสูงแสดงท่าทีอิดเอื้อนลำบากใจ เป็นเพื่อนกันมาตั้งหลายปี ทำไมเขาจะดูไม่ออกว่าไอ้กวางไม่ได้ซื้อของพวกนี้มาเพราะอยากให้เขากิน แต่มันจงใจทำตัวร้ายกาจเพื่อให้กระต่ายรู้สึกผิดที่ไปยุ่งกับไอ้คุณพี่พอร์ชของมันต่างหาก
 
 
“อุ๊บ!”
 
 
ฉับพลัน คนที่ส่งเสียงพูดเจื้อยแจ้วร่าเริงก็สะดุ้งโหยงเหมือนโดนไฟช็อต เรียกสายตาคนทั้งแผนกให้หันไปมอง รวมถึงกระต่ายซึ่งกำลังเปิดกล่องพลาสติกค้างเอาไว้ในมือด้วย
 
 
“ไอ้กวาง?”
 
 
“ฮึก.......อุก.......!”
 
 
เอาอีกแล้ว เมื่อกี้ก็ยังดีๆ อยู่เลย แต่พอได้กลิ่นน้ำส้มสายชูที่ใส่ในข้าวซูชิ อาการคลื่นเหียนอยากอาเจียนก็ย้อนกลับมาเล่นงานเขาอีก มิหนำซ้ำยังดูท่าจะแย่กว่าตอนที่อยู่ในร้านอาหารเสียด้วย
 
 
ร่างเล็กอุดปากตัวเองแล้วรีบวิ่งไปห้องน้ำท่ามกลางความแตกตื่นตกใจของคนทั้งออฟฟิศชั้นเจ็ด ทันทีที่แทรกตัวเข้าไปในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ ได้ เขาก็โก่งคอสำรอกเอาทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในกระเพาะออกมาจนหมด... ช่องท้องปั่นป่วนบีบรัดไม่ต้อนรับสิ่งแปลกปลอมใดๆ ในขณะที่ลำคอแสบร้อนยังคงลำเลียงคายน้ำย่อยและเศษอาหารออกมาไม่ขาดระยะ เสียงไอดังโขลกดังสลับกับเสียงขย้อนอาเจียน ใบหน้าขาวจัดแดงก่ำด้วยความอึดอัดทรมาน น้ำหูน้ำตาไหลพรากจนต้องดึงทิชชู่มาซับก่อนที่จะเลอะเทอะมากไปกว่านี้
 
 
“....................”
 
 
กวางน้อยไม่เข้าใจเลยว่าตัวเองป่วยเป็นอะไร เขาไม่ได้มีไข้ ไม่ได้ปวดหัวตัวร้อน แต่จมูกเขามันรับกลิ่นอาหารแทบไม่ได้เลย.... เกือบทุกอย่างมันเหม็น มันน่าคลื่นไส้ แค่เห็นก็รู้สึกผะอืดผะอม จนกระทั่งมาจบที่ชักโครกในห้องน้ำแบบนี้
 
 
“ไอ้กวาง.... มึงไม่สบายเหรอ?”  
 
 
กระต่ายซึ่งวิ่งตามเพื่อนมาเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง แม้จะยังงุนงงตกใจอยู่เหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้น  
 
 
“กูว่าสภาพมึงดูไม่โอเคเลย ไปหาหมอเถอะ เดี๋ยวกูบอกพวกพี่ๆ ข้างนอกให้ว่ามึงขอลาป่วย”
 
 
“ไม่อะ.... กูไม่เป็นไร”
 
 
“ไม่เป็นไรได้ยังไงวะ มึงอ้วกขนาดนี้”  
 
 
เพื่อนร่างสูงพยายามเกลี้ยกล่อม เขารู้ดีว่าช่วงนี้ไอ้กวางจะดื้อด้านงี่เง่าเป็นพิเศษเพราะโกรธลากยาวตั้งแต่เรื่องงานวันเกิด หากสำหรับเคสนี้ กระต่ายคงปล่อยผ่านให้มันเอาแต่ใจต่อไปไม่ได้จริงๆ  
 
“กูเป็นห่วงมึงนะเว้ย ไอ้กวาง.... ขอร้องล่ะ ไปหาหมอเถอะ”
 
 
“อย่างมึงเนี่ยนะเป็นห่วงกู!?”  
 
 
ร่างเล็กซึ่งยังคงก้มหน้าหาคอห่านแผดเสียงเกรี้ยวกราดสวนกลับมา เกลียดนักเชียวพวกที่ชอบคิดว่าโอเมก้าเป็นสิ่งมีชีวิตที่โง่ที่สุดในกาแล็คซี่ จะตีสองหน้าโกหกตอแหลใส่ยังไงก็ไม่มีทางถูกจับได้.... เจ้ากวางน้อยหันกลับมาหากระต่ายก่อนจะพยายามหยัดกายลุกขึ้นยืน ข้างในหัวของเขามีเสียงหวีดอื้ออึงดังกลบเสียงพูดของอีกฝ่าย นัยน์ตาพร่ามัวเหมือนมีหมอกปกคลุมจนแทบมองไม่เห็นอะไร หากกระนั้น เขาก็ยังเปล่งเสียงในลำคอออกไปจนได้  
 
 
“เพื่อนเหี้ยๆ แบบมึงมีแต่จะแช่งกูให้ตายโหงตายห่าไปเสียมากกว่า อย่าคิดนะว่ากูไม่รู้ว่ามึงกับพี่พอร์ช..........!”
 
 
ได้แค่ครึ่งเดียวของที่คิดไว้ แล้วทุกสิ่งทุกอย่างก็มืดสนิทดับวูบเหมือนตุ๊กตาใส่ถ่านที่ถูกแกะเอาแบตเตอรี่ออก
 
 
ไม่ได้ยินแม้กระทั่งเสียงร้องตะโกนเรียกจากเพื่อนที่เขากำลังตราหน้าหาว่ามันเป็นมือที่สาม ทำให้เรื่องระหว่างตนเองกับพี่พอร์ชเละเทะอย่างทุกวันนี้
 
 
โครม!
 
 
 
“ไอ้กวาง.......!!!”

 
 
 
 
 
คนที่บอกว่าจะรีบกลับมาขึ้นแปลนงานมัวแต่จับๆ วางๆ โทรศัพท์มือถือแทนที่จะเป็นเมาส์เครื่อง iMac อยากจะโทรออกไปหาเพื่อนสนิทเพื่อถามว่ามันพาเจ้ากวางน้อยไปหาหมอแล้วหรือยัง แต่ก็กลัวว่าตัวเองจะดูเจ้ากี้เจ้าการยุ่งกับคู่หมั้นชาวบ้านจนผิดสังเกต สุดท้ายก็ทำได้แค่นั่งกระวนกระวายหัวสมองฟุ้งซ่านอยู่ตามลำพังตามประสาคนอยากดูแลแต่ไม่มีสิทธิ์แม้กระทั่งจะแตะต้อง
 
 
ไม่ใช่ว่าเขาไม่ไว้ใจไอ้พอร์ช แต่ความเมินเฉยเย็นชาของมันที่มีต่อน้องกวางนั้นชัดเจนจนเขาสัมผัสได้ตลอดระยะเวลาเกือบชั่วโมงที่ร่วมโต๊ะอาหารกัน ยังไม่รวมถึงเรื่องที่มันหนีการประกาศแต่งงานไปแบบดื้อๆ.... เคนเนทมั่นใจว่าสองคนนั้นกำลังระหองระแหงกัน อาจจะถึงขั้นทะเลาะมีปากเสียงเลยด้วยซ้ำ บรรยากาศมื้อเที่ยงถึงได้ดูมึนตึงเหลือเกิน แม้ว่าเจ้ากวางน้อยจะไม่สบายหากก็ไม่ได้ช่วยให้ไอ้พอร์ชอ่อนโยนกับคู่หมั้นมากขึ้นเลย และนั่นก็ทำให้เขาทนนิ่งเฉยไม่ได้
 
 
มีหลายครั้งระหว่างที่ขับรถและนั่งทำงานอยู่ตรงนี้ที่เคนเนทคิดว่าเขาอยากขอรับกวางน้อยมาดูแลเอง แต่เขาไม่รู้จะคุยกับเพื่อนยังไง จะให้บอกตรงๆ ว่าเขากับเด็กคนนั้นมีอะไรกันแล้วก็คงไม่ได้ ที่สำคัญก็คือเจ้าตัวนั่นแหละจะไม่ยอม
 
 
 
ให้ตายเถอะ.... เป็นโอเมก้าแท้ๆ ทำไมถึงได้ดื้อขนาดนี้นะ?
 
 
 
Rrrrrrr Rrrrrrr........
 
 
 
กำลังนั่งเหม่อจ้องมือถืออยู่เพลินๆ ตัวเครื่องก็สั่นครืดบ่งบอกว่ามีคนโทรเข้าผ่านแอพพลิเคชั่นสนทนา และเพราะชื่อกับรูปภาพที่ปรากฏบนหน้าจอ ชายหนุ่มจึงจำเป็นจะต้องกดรับอย่างเสียมิได้ ทั้งๆ ที่ใจจริงแล้วตอนนี้เขาไม่มีอารมณ์จะคุยกับใครทั้งนั้น
 
 
“ครับแม่”
 
 
(คีน ทำไมหมู่นี้ไม่โทรหาแม่เลย?)
 
 
“งานยุ่งน่ะครับ พอดีเพิ่งดีลได้โปรเจกต์ใหญ่มา แต่ถ้าเคลียร์เสร็จทันตามที่แพลนไว้ได้ ผมก็น่าจะได้กลับไปฉลองคริสต์มาสที่บ้านเรา”
 
 
ครั้งสุดท้ายที่เคนเนทติดต่อกับทางบ้านก็น่าจะราวๆ เดือนที่แล้วก่อนงานวันเกิดเจ้ากวางน้อย หลังจากอกหักอย่างแรง เขาก็เข้าสู่โหมดจำศีล งดเที่ยวกลางคืนโดยอัตโนมัติและแทบจะไม่ได้คุยกับใครเลยหากไม่ใช่เรื่องงานหรือธุระสำคัญ ก็ไม่แปลกหรอกที่แม่จะเป็นฝ่ายโทรมาเช็คดูว่าลูกชายคนโตยังอยู่ดีหรือเปล่า
 
 
 
(ดีเลย ป้านีน่าก็ถามอยู่บ่อยๆ ว่าทำไมหลานชายถึงไม่กลับมาอังกฤษเสียที ไหนจะคุณย่าที่บอร์กโดซ์อีก)  
 
 
เพียงแค่เริ่มต้นเกริ่นมาแบบนี้ ไม่ต้องบอกก็รู้ได้ทันทีว่ามิสซิสวิลเลียมส์ต้องการจะพูดอะไร และคนที่จากบ้านเกิดเมืองนอนมาร่วมสี่ปีเต็มก็เดาไม่ผิดเสียด้วย  
 
 
(แต่แม่ว่าคีนเสร็จงานนี้แล้วย้ายกลับบ้านถาวรเลยก็ดีนะ.... อยู่เมืองไทยตัวคนเดียวตั้งหลายปีแล้ว งานสถาปนิกในลอนดอนก็มีให้ทำออกเยอะแยะ)
 
 
“ธุรกิจเรียลเอสเตทในไทยกำลังบูมน่ะครับ ผมปักหลักอยู่นี่ก็สบายดี”
 
 
 
เมื่อได้ยินว่าเคนเนทไม่มีความคิดที่จะกลับอังกฤษ หญิงสูงวัยก็กรอกเสียงถอนหายใจกลับมาพอให้รู้ว่าผิดหวังไม่น้อย
 
 
(เฮ้อ แม่ก็นึกว่าที่ไม่ยอมกลับบ้านกลับช่องเป็นเพราะเจอคนถูกใจอยู่ที่โน่นแล้วเสียอีก)  
 
 
หัวข้อถามไถ่สารทุกข์สุกดิบเปลี่ยนมาเป็นเรื่องหาคู่ได้อย่างไรก็ไม่รู้ แต่นี่ก็เป็นประเด็นยอดฮิตที่แม่บังเกิดเกล้าชอบนำมาขอข้อมูลอัพเดทจากเขาอยู่เนืองๆ   
 
 
(ว่าแต่นายแบบคนที่คีนกำลังเดทด้วยล่ะเป็นยังไง? ตอนนี้ยังคบกันอยู่หรือเปล่า?)
 
 
“แม่หมายถึงใคร? แอลเหรอครับ?”  
 
 
นายแบบที่เขาคุยด้วยก็มีแค่เอลเลนคนเดียว แต่ถ้าจะบอกว่านั่นคือการคบหาดูใจกันล่ะก็ไม่ใช่เลย  
 
 
“แอลเขาไม่ใช่แฟนผมนะ.... เราแค่คุยกันถูกคอเฉยๆ แล้วก็ออกไปปาร์ตี้กันบ้างแค่นั้นเอง”
 
 
แล้วก็หิ้วอีกฝ่ายกลับมาคอนโด นอนด้วยกันอีกนับครั้งไม่ถ้วน แต่ผู้ใหญ่คงไม่จำเป็นจะต้องรู้ลึกขนาดนั้น....
 
 
 
(ว้า น่าเสียดาย แม่เคยเจอเขาตอนที่มาเดินงานลอนดอนแฟชั่นวีค.... เห็นหน้าสวย ท่าทางการพูดการจากับผู้ใหญ่ก็ดูดีเชียว ไม่ฝรั่งจ๋าจนเกินไปด้วย นึกว่าจะได้มาเป็นลูกสะใภ้)
 
 
น้ำเสียงเสียดายคงอยู่แค่แปบเดียว เมื่อผู้พูดกำลังจะเปิดเผยจุดประสงค์ที่แท้จริงของการคุยโทรศัพท์ข้ามทวีปหนนี้
 
 
(แต่ถ้าคีนไม่ได้กำลังเดทกับแอล งั้นแม่ฝากเราช่วยดูแลใครบางคนหน่อยสิ)
 
 
“ใครครับ?”
 
 
เรียวคิ้วเข้มขมวดเล็กน้อยพลางนึกว่าญาติของเขาคนไหนบินมาเมืองไทยหรือเปล่า ก่อนที่จะได้รับการเฉลยว่าไม่ใช่ญาติโกโหติกาฝ่ายไหนเลย หากแต่เป็นคู่ดูตัวซึ่งพ่อแม่ของทั้งสองฝ่ายรู้เห็นเป็นใจพยายามจะให้เจอกันต่างหาก
 
 
(เขาชื่อจูเลียน เป็นลูกชายของคนรู้จักแด๊ดน่ะ)  
 
 
แม้จะได้ยินเพียงแค่เสียง ทว่า เคนเนทกลับมองเห็นภาพใบหน้ายิ้มอย่างภูมิใจนำเสนอของแม่ลอยมาแต่ไกล  
 
 
(จูเลียนเป็นโอเมก้า ผมสีทอง ตาสีฟ้า ปากนิดจมูกหน่อย น่ารักน่าชังเหมือนตุ๊กตาเลย.... คนนี้แด๊ดเราชอบมากนะ แม่ว่าคีนน่าจะโอเคกับเขา)
 
 
“สรุปว่าทุกคนจะช่วยกันจับคู่ให้ผมเหรอครับ?”
 
 
(ก็ไม่เชิงหรอกจ้ะ......)  
 
 
ฝ่ายบุพการีหัวเราะร่วน เฉลยให้รู้ทางอ้อมว่าที่ว่าไม่เชิงก็คือใช่เต็มๆ เลยนั่นแหละ  
 
 
(แต่คีนอยู่ตัวคนเดียว แม่ก็เป็นห่วงนะ.... อายุอานามเราก็ปาเข้าไปเกือบจะสามสิบอยู่รอมร่อ ควรจะลงหลักปักฐานสร้างครอบครัวได้แล้ว แล้วจูเลียนเขาก็เหมาะสมกับคีนในทุกๆ ด้าน ถ้าเดทกันแล้วรู้สึกว่าชอบก็แต่งงานได้เลย ทางบ้านเราพร้อมที่จะซัพพอร์ทลูกทุกอย่าง)
 
 
“ไว้ก่อนเถอะครับแม่.... ช่วงนี้ผมกำลังยุ่งจริงๆ”
 
 
เคนเนทปฏิเสธ เขาไม่ได้มายด์เรื่องที่แด๊ดกับแม่อยากให้ลองเดทกับจูเลียนอะไรนั่น เพราะสุดท้ายแล้วหากเขาไม่อยากแต่งก็คงไม่มีใครบังคับให้เข้าพิธีกล่าวคำสาบานต่อหน้าบาทหลวงได้ แต่ก็อย่างที่แม่บอกว่าเขาอายุเกือบสามสิบแล้ว ท่านก็คงไม่สบายใจที่เห็นลูกชายตัวเปล่าเล่าเปลือยใช้ชีวิตเป็นเพลย์บอยไปวันหนึ่งๆ
 
 
(ก็คงไม่ได้ยุ่งถึงขนาดไม่มีเวลาไปดินเนอร์หรอกมั้ง) 
 
 
มามุกนี้ก็เท่ากับว่ามัดมือชก และเคนเนทก็คงว่าอะไรไม่ได้นอกเสียจากเออออตามน้ำไปเพื่อให้บุพการีพอใจ  
 
 
(เดี๋ยวแม่ส่งรูปจูเลียนไปให้ดูก่อน.... ตอนนี้เขาเที่ยวอยู่ที่ภูเก็ต แต่อีกวัน-สองวันก็จะขึ้นไปกรุงเทพ คีนไปรับเขาที่โรงแรมแล้วออกไปดินเนอร์ทำความรู้จักกัน หาร้านดีๆ แล้วก็โทรจองซะนะลูก)
 
 
วางสายได้ไม่ถึงนาที โทรศัพท์เขาก็เด้งเตือนว่ามีรูปภาพส่งเข้ามา พอกดเปิดดูก็เห็นรูปเซลฟี่ของโอเมก้าหน้าตาน่ารักในหลากหลายอิริยาบถยาวพรืดเต็มห้องแชท.... คนชื่อจูเลียนก็อาจจะดีจริงเหมือนอย่างที่แม่โฆษณาให้ฟัง ดูตัวเล็กๆ ตากลมโตสีฟ้าใสแจ๋ว มีแก้มนิดหน่อย ก็ไม่ถึงกับตรงสเป็กร้อยเปอร์เซนต์แต่ถ้าให้ไปเดทด้วยหรือลองคบดูก็ไม่น่าตะขิดตะขวงใจอะไร
 
 
น่ารักดี.... แต่ก็ไม่เท่าเจ้ากวางน้อย
 
 
ดูซนๆ ท่าทางเอาแต่ใจไม่เบา.... แต่ก็คงได้ไม่ถึงครึ่งของเจ้ากวางน้อย
 
 
ถ้าเปลี่ยนเป็นเจ้ากวางน้อยได้ก็ดีสิ....
 
 
“บ้าเอ๊ย สติไปหมดแล้วกู!”
 
 
ร่างหนาสบถออกมาพร้อมทั้งขยี้หัวตัวเองแรงๆ เมื่ออยู่ๆ ภาพใบหน้าของหนูแบมบี้ก็แทรกซึมครอบงำเต็มห้วงความคิด เบียดว่าที่คู่เดทอย่างจูเลียนให้ตกกระป๋องไปแบบไม่เห็นฝุ่น.... ขนาดเห็นอยู่ตำตาว่าเด็กคนนั้นทั้งดื้อทั้งร้าย เขาก็ยังอยากจะพาหนูแบมบี้ไปดินเนอร์มากกว่าคนอื่นอยู่ดี
 
 
ถึงแม้ว่าความเป็นไปได้จะเท่ากับศูนย์และไม่มีทางขยับเข้าใกล้ได้มากกว่านั้นเลยก็เถอะ....
 
 
 
---------------------
 
 
 
“ป้านิ่มครับ กวางไม่อยากกินแล้ว”
 
 
“อะไรกันคะ คุณกวาง.... เพิ่งทานได้สอง-สามคำเอง ทานอีกหน่อยเถอะค่ะ สักครึ่งนึงก็ยังดี”
 
 
หัวหน้าแม่บ้านพยายามเกลี้ยกล่อมเจ้านาย หลังจากที่เดินออกมาจากห้องครัวแล้วพบว่าข้าวต้มทรงเครื่องซึ่งเป็นอาหารมื้อเย็นนั้นไม่ได้พร่องลงไปเลย
 
 
วันนี้คุณกวางเรียกแท็กซี่กลับมาบ้านตั้งแต่ยังไม่บ่ายสามโมงดี หน้าตาซูบเซียวอิดโรยชนิดที่มองปราดเดียวก็รู้ได้ทันทีว่ากำลังป่วย ถามไถ่เอาความถึงรู้ว่าคลื่นไส้อาเจียนและเวียนหัวมาตั้งแต่หลังอาหารเที่ยง อาการหนักจนถึงขั้นเป็นลมเป็นแล้งในห้องน้ำอยู่ฝึกงานต่อไม่ไหวต้องขอลากลับบ้านมานอนพัก ครั้งพอบอกว่าจะพาไปโรงพยาบาลก็บ่ายเบี่ยงงอแงจนน่าตีแรงๆ เหลือเกิน
 
 
“ไม่สบายก็ไม่ยอมไปหาหมอ ข้าวปลาก็ยังจะไม่ยอมทาน.... ประเดี๋ยวคุณท่านทราบว่าคุณกวางดื้อก็โดนดุเอาหรอกค่ะ”
 
 
“ไม่ใช่ว่ากวางไม่ยอมกินนะ แต่กวางกินไม่ลงต่างหากล่ะ”
 
 
ร่างเล็กส่ายหน้าพลางเอาช้อนคนข้าวต้มซึ่งถูกทิ้งเอาไว้จนเย็นชืด ทั้งที่เคยเป็นของโปรดแต่ตอนนี้กลับทำได้แค่เพียงนั่งมอง.... ไม่รู้สิ อยู่ดีๆ เขาก็เหม็นคื่นช่าย เหม็นต้นหอม เหม็นข้าว เหม็นน้ำซุป เหม็นๆๆๆ ไปหมดเลย
 
 
“งั้นคุณกวางอยากทานอะไรคะ ป้าจะทำให้?”
 
 
เห็นเจ้านายอ่อนระโหยโรยแรงหน้าซีดเผือดไร้สีเลือดฝาดแบบนี้ก็อดสงสารไม่ได้ ขึ้นชื่อว่าเป็นโอเมก้าก็ย่อมเจ็บไข้ได้ป่วยง่ายอยู่แล้ว คุณท่านถึงได้สั่งกำชับหนักหนาว่าทุกคนในบ้านจะต้องดูแลประคบประหงมคุณกวางให้ดีที่สุด หัวหน้าแม่บ้านจึงพยายามเอาใจเจ้านายตัวน้อยเพราะเชื่อว่าน่าจะมีอะไรสักอย่างที่ช่วยให้เจริญอาหารขึ้นมาได้บ้าง
 
 
ร่างเล็กนิ่งไปครู่หนึ่ง จะว่าไปแล้วตั้งแต่หลังตื่นนอนตอนเย็น เขาก็รู้สึกเปรี้ยวปากลิ้นเปลี้ยแปลกๆ อยากกินของที่ปกติตัวเองไม่ค่อยได้กิน ซึ่งไม่ใช่อาหารรสชาติเค็มกลมกล่อมอย่างข้าวต้มกุ้งที่ป้านิ่มทำมาให้เขาแน่
 
 
แต่ถ้าให้ลิสต์เป็นรายการล่ะก็....
 
 
“วุ้นเส้นต้มยำ!”  
 
 
กวางน้อยรีบบอกเมนูที่เขาเพิ่งเห็นในหน้าฟีดโซเชียลเมื่อกี้นี้ ก๋วยเตี๋ยวน้ำสีแดงจากน้ำพริกเผา มีหมูสับกับลูกชิ้นหมูเด้งอัดแน่นจนพูนชาม โรยพริกป่นกับถั่วลิสงคั่ว ตบท้ายด้วยมะนาวผ่าซีกวางไว้ชั้นบนสุด แค่คิดถึงภาพนั้น เขาก็น้ำลายสอเสียแล้ว  
 
 
“เอาแซ่บๆ เลยนะป้านิ่ม.... เอาแบบใส่ไข่ลวกไข่แดงเยิ้มๆ หมูสับเยอะๆ ไม่ใส่เครื่องใน ไม่ใส่ถั่วงอกกับผักโรย ไม่ใส่กระเทียมเจียวด้วย”
 
 
คนรับออเดอร์ฟังแล้วก็กระพริบตาปริบๆ เพราะร้อยวันพันปีไม่เคยเห็นคุณกวางจะชอบทานอาหารรสจัดจ้าน ขนาดผัดกะเพรายังห้ามใส่พริกเกินสองเม็ด ไม่อย่างนั้นเป็นอันได้เหงื่อแตกปากบวมเจ่อไปถึงไหน แล้วนี่มาสั่งของที่ทั้งเปรี้ยวทั้งเผ็ด ชวนให้นึกถึงตัวเองสมัยสาวๆ ตอนที่ตั้งท้องลูกคนแรกอย่างไรพิกล
 
 
“นี่ถ้ามีคนบอกว่าคุณกวางแพ้ท้อง ป้าก็เชื่อนะคะเนี่ย”
 
 
หญิงวัยกลางคนหัวเราะร่วนอย่างไม่คิดอะไร เพียงแค่หยอกเล่นกับคุณชายที่ตนช่วยเลี้ยงดูมาแต่อ้อนแต่ออกไปตามเรื่อง ทว่า ฝ่ายที่กำลังจะยกน้ำขึ้นดื่มกลับชะงักความเคลื่อนไหวก่อนจะหันไปมองหัวหน้าแม่บ้านด้วยสายตาคล้ายคนโดนผีหลอกกลางวันแสกๆ
 
 
“แพ้ท้อง......?”  
 
 
ร่างเล็กทวนคำเสียงสูง หัวสมองมึนตึ้บเหมือนมีก้อนหินร่วงใส่กลางศีรษะ ภาพเหตุการณ์เมื่อประมาณหนึ่งเดือนครึ่งที่แล้วย้อนกลับมาหลอกหลอนให้เขาเริ่มนั่งไม่ติด ได้แต่ส่ายหน้าไม่ยอมรับพร้อมปฏิเสธทั้งที่ยังงุนงงจับต้นชนปลายไม่ถูก  
 
 
“กวางจะท้องได้ไง......ก็กวาง............??”
 
 
“ป้าแค่หยอกเล่นค่ะคุณ แหม ทำหน้าทำตาตกใจใหญ่เชียว”  
 
 
ก็รู้ๆ กันอยู่ว่าสะใภ้ของบ้านอศิรวัฒน์ยังไม่เข้าหอร่วมเตียงกับคุณพอร์ชแล้วจะเอาที่ไหนมาท้องกันเล่า ป้านิ่มยิ้มอย่างเอ็นดูเมื่อเห็นคุณกวางตกใจเป็นจริงเป็นจังก่อนจะเก็บชามข้าวต้มใส่ถาดแล้วขอตัวกลับเข้าไปทำงานในครัว  
 
 
“ขึ้นไปรอบนห้องเถอะค่ะ เดี๋ยววุ้นเส้นต้มยำเสร็จแล้ว ป้าจะให้เด็กยกไปให้”
 
 
 
เมื่อกลับขึ้นมาถึงห้องนอน เจ้ากวางน้อยก็รีบเปิดแล็ปท็อปเปิดเว็บค้นหาสิ่งที่ตัวเองกำลังสงสัยค้างคาใจ ก้อนเนื้อใต้ผืนอกข้างซ้ายเต้นแรงเหมือนจะหลุดออกมาจากผิวหนัง แต่แล้วมันก็ค่อยๆ แผ่วกำลังลงทีละน้อย เช่นเดียวกับที่มือไม้ซึ่งเย็นเฉียบอ่อนแรงจนแทบตะปบเมาส์เอาไว้ไม่อยู่
 
 
“อาการแพ้ท้องจะเริ่มตั้งแต่ไตรมาสที่หนึ่งของการตั้งครรภ์.... เริ่มจากอาการอ่อนเพลียจนผิดปกติ เนื่องจากร่างกายต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อรองรับการเจริญเติบโตและพัฒนาการของทารกซึ่งยังเป็นตัวอ่อนในครรภ์”
 
 
“ที่จะสังเกตได้ง่ายที่สุดก็คือ อาการเวียนหัวและคลื่นไส้ซึ่งจะเป็นได้ตลอดทั้งวัน และจะเป็นหนักมากโดยเฉพาะในช่วงเช้าหลังตื่นนอน รู้สึกเหม็นกลิ่นอาหารและกลิ่นต่างๆ ที่ตนเองคุ้นเคย รับประทานอาหารได้น้อย ในบางรายอาจจะอยากกินอาหารแปลกๆ ที่ไม่เคยนึกอยากกินมาก่อน วิธีช่วยบรรเทาอาการแพ้ท้องสำหรับคุณแม่มือใหม่ก็คือ..........”
 
 
อ่านมาถึงตรงนี้ คุณชายกวิวิชญ์ก็ปิดฝาคอมพิวเตอร์โน้ตบุค ไม่กล้าอ่านต่ออีกแม้แต่ประโยคเดียว เพราะแค่เท่าที่ท่านก็ตรงกับอาการของเขาแทบจะทุกอย่างแล้ว.... อ่อนเพลียก็ใช่ เวียนหัวและคลื่นไส้ก็ใช่ เหม็นกลิ่นอาหารที่เคยชอบจนต้องหนีไปอาเจียน มิหนำซ้ำยังอยากกินวุ้นเส้นต้มยำรสจัดๆ อีก
 
 
“ไม่จริงน่า............”
 
 
แต่พูดก็พูดเถอะ เขาจะท้องได้ยังไง ก็ในเมื่อหลังจากคืนนั้น เขาก็รีบกลับมากินยาคุมฉุกเฉินเม็ดแรกทันที แล้วก็มั่นใจด้วยว่ามันยังไม่เกินเจ็ดสิบสองชั่วโมง เม็ดที่สองที่กินหลังจากนั้นสิบสองชั่วโมงเป๊ะ ซึ่งมันไม่ควรจะพลาด
 
 
ก็แล้วถ้ามันพลาดจริงๆ ล่ะ....?
 
 
ก็แล้วถ้าไอ้ยาคุมที่กินเข้าไปนั่นมันใช้ไม่ได้ผลกับโอเมก้าล่ะ....?
 
 
ฝาแล็ปท็อปถูกเปิดขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เจ้ากวางน้อยใส่คำว่า ‘ยาคุมฉุกเฉิน โอเมก้า’ ลงไปเป็นคีย์เวิร์ดสำหรับการค้นหา เพียงไม่ถึงอึดใจ สารพัดคำตอบในโลกอินเตอร์เน็ตจำนวนกว่าครึ่งล้านก็โผล่มาให้เลือกอ่าน ซึ่งเขาก็คลิกเปิดดูกระทู้สนทนาในเว็บบอร์ดชื่อดังของเมืองไทยซึ่งตรงกับสิ่งที่ตนเองกำลังอยากรู้มากที่สุด
 
 
 
หัวข้อกระทู้ : เป็นโอเมก้าครับ กินยาคุมฉุกเฉินแต่สงสัยว่าจะท้อง อยากขอคำปรึกษาครับว่ามันเป็นไปได้หรือเปล่า
 
 
ความคิดเห็นที่ 1 : ยาคุมฉุกเฉินของโอเมก้าป้องกันได้ไม่ 100% นะ
 
 
ความคิดเห็นที่ 2 : วิชาสุขศึกษาตอนประถมไม่ได้สอนเหรอว่าถ้าอยากคุมกำเนิดเวลาเอากับอัลฟ่าต้องใส่ถุงยาง ฝังยาคุมใต้ท้องแขนหรือไม่ก็ใช้ยาคุมแบบกินทุกวันเท่านั้น ใครสั่งใครสอนให้โอเมก้าใช้ยาคุมฉุกเฉินเนี่ย?
 
 
ความคิดเห็นที่ 2-1  : +1 โง่สมเป็นโอเมก้าจริงๆ
 
 
ความคิดเห็นที่ 2-2  : ยาคุมฉุกเฉินมันก็ใช้ได้นะ ในกรณีที่ฉุกเฉินมากๆ แต่ก็อย่างที่คคห.1 บอกแหละว่ามันไม่ 100% เกิดเป็นโอเมก้า ถ้ายังไม่พร้อมจะมีลูกยังไงก็กินยาคุมแบบประจำไว้จะดีกว่า
 
 
ความคิดเห็นที่ 3 : แต่ข้างกล่องยาคุมฉุกเฉินก็เขียนว่าโอเมก้าใช้ได้นี่
 
 
ความคิดเห็นที่ 3-1  : ใช้ได้ = กินแล้วไม่ตาย อย่างอื่นไม่รู้
 
 
ความคิดเห็นที่ 3-2  : งี้ไม่เท่ากับหลอกลวงผู้บริโภคเหรอ ถ้าโฆษณาว่าเป็นยาคุมฉุกเฉินที่โอเมก้าใช้ได้ มันก็ควรจะต้องช่วยคุมกำเนิดได้สิ
 
 
ความคิดเห็นที่ 3-3  : เอาจริงๆ มันก็ขึ้นอยู่กับอัลฟ่าด้วย ถ้าไปเจอพวกที่เชื้อแข็งแรงมากๆ ไม่ต้องพูดถึงยาคุมฉุกเฉินเลย ต่อให้กินยาคุมแบบประจำก็ยังเอาไม่ค่อยอยู่.... พี่สาวเราเป็นหมอสูติฯ ที่ดูแลโอเมก้าโดยเฉพาะ พี่ก็เคยเล่าให้ฟังว่าอัลฟ่า-โอเมก้าบางคู่ก็คุมกำเนิดไม่ได้ผล ผัวแข็งแรงเกินไป เมียก็เลยท้องเอาๆ หัวปีท้ายปี สุดท้ายฝ่ายผัวก็ต้องยอมทำหมันถาวรหลังจากเมียท้องลูกคนที่หก
 
 
ความคิดเห็นที่ 4 : แล้วจขกท.ตอนนี้เป็นไงมั่ง ใช้ที่เทสต์ตั้งครรภ์แล้วใช่ปะ?
 
 
เจ้าของกระทู้ : ตรวจแล้วครับ ขึ้นสองขีด T__T
 
 
ความคิดเห็นที่ 4-1 : งั้นก็ไปบอกสามีเหอะ ทำไรไม่ได้แล้ว
 
 
 
 
และไม่ว่าจะอ่านอีกกี่สิบกระทู้ คำตอบจากโลกออนไลน์ก็เป็นไปในทิศทางเดียวกันคือยาคุมฉุกเฉินสำหรับโอเมก้าไม่มีอยู่จริง วิธีการคุมกำเนิดที่ได้ผลสำหรับคนประเภทเดียวกับเขาก็คือถุงยางอนามัย ฝังห่วงคุมกำเนิดและยาคุมชนิดที่ต้องกินทุกวันเท่านั้น เท่ากับว่าที่กวางเคยเห็นแบนเนอร์โฆษณาตามเว็บไซต์ขายของออนไลน์กับรีวิวสรรพคุณตัวยาที่ร้านค้าเอามาลงเป็นเรื่องโกหกทั้งเพ แล้วเขาก็ดันโง่เง่าซื่อบื้อสั่งซื้อมาตุนไว้ใช้เป็นสิบแผง....!
 
 
“โอ๊ย อยากจะบ้าตายจริงโว้ย!”
 
 
มิน่าล่ะ ตอนนั้นไอ้พี่คีนถึงได้พูดถึงเรื่องท้องขึ้นมา คงเพราะรู้ว่าตัวเองเสร็จข้างในไปแล้ว ยังไงเขาก็ต้องท้องแน่ ซึ่งเขาก็มัวแต่โมโหจนไม่ทันฉุกคิดอะไรเลย ซ้ำยังมั่นใจอีกว่าความผิดพลาดในครั้งนั้นจะถูกลบเลือนได้ด้วยยากระจอกๆ เพียงแค่สองเม็ด
 
 
ถ้ากวางทะนงตัวน้อยกว่านี้อีกสักนิด เสิร์ชหาข้อมูลอ่านเพิ่มเติมหรือถามคนที่รู้จริง ไม่หลงคิดว่าตนเองเป็นโอเมก้าที่เก่งกล้าเฉลียวฉลาดกว่าคนอื่นๆ รู้ดีไปหมดทุกเรื่อง ผลก็คงไม่ออกมาเป็นแบบนี้หรอก
 
 
ในตอนนี้ก็คงทำอะไรไม่ได้แล้วเหมือนอย่างที่มีคนบอกเจ้าของกระทู้ นอกจากอธิษฐานสวดมนต์ให้ตัวเองเพียงแค่ป่วยไข้ไม่สบาย
 
 
อย่าท้องนะ ไอ้กวาง.... ขอร้องล่ะ
 
 
อุตส่าห์อดทนมาจนถึงป่านนี้แล้ว อีกไม่กี่เดือนก็จะได้แต่งงานอยู่แล้ว จะพลาดท้องกับคนอื่นที่ไม่ใช่พี่พอร์ชไม่ได้เด็ดขาด!
 
.
 
 
.
 
 
.
 
 
“อ้าว คุณกวางจะออกไปไหนเหรอครับ?”
 
 
ลุงยามกะดึกซึ่งทำหน้าที่เฝ้าอยู่หน้ารั้วคฤหาสน์อศิรวัฒน์เอ่ยถามเมื่อเห็นเจ้านายคนเล็กเดินมาบอกให้ช่วยเปิดประตู
 
 
“กวางจะออกไปเซเว่นน่ะ แปบเดียวก็กลับแล้ว”
 
 
“เซเว่น?”  
 
 
ชายสูงวัยทำหน้าสงสัยใคร่รู้ เพราะข้างในบ้านหลังใหญ่นั้นเรียกได้ว่ามีทุกอย่างพร้อมสรรพ อยากกินอะไรดึกดื่นแค่ไหนก็มีคนรับใช้คอยประจำการทำให้บรรดานายๆ ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง อยู่มาเกือบยี่สิบปียังไม่เคยเห็นคุณท่านหรือคุณพอร์ชต้องใช้บริการร้านสะดวกซื้อเลยสักครั้ง  
 
 
“คุณกวางอยากได้อะไรครับ เดี๋ยวผมไปซื้อให้ก็ได้”
 
 
“ไม่เป็นไร ก็แค่ขนมนิดๆ หน่อยๆ.... กวางอยากไปเลือกเองมากกว่า”
 
 
“งั้นให้ไอ้มิ่งเดินไปเป็นเพื่อนเถอะนะครับ ให้มันยืนรอหน้าร้านจะได้ไม่รบกวนคุณเวลาซื้อของ.... ค่ำมืดป่านนี้อย่าเดินออกไปไหนมาไหนคนเดียวเลย มันอันตรายครับ”
 
 
“อืม”
 
 
ไม่ถึงห้านาทีหลังจากนั้น คุณชายกวิวิชญ์พร้อมด้วยผู้ติดตามก็มาถึงร้านสะดวกซื้อที่หน้าปากซอย เขาบอกให้นายมิ่งรออยู่ด้านนอกไม่ต้องตามเข้ามาก่อนที่ตัวเองจะตรงเข้าไปหยิบตะกร้าพลาสติกแล้วจัดแจงโกยขนมขบเคี้ยวกับน้ำกระป๋องลงไปจนเต็ม.... ถึงแม้ว่าตู้เสบียงในห้องครัวและตู้เย็นทั้งชั้นบนชั้นล่างจะมีเยอะแยะจนกินไม่หวาดไม่ไหว แต่เขาก็ยังจะซื้ออยู่ดี เพราะมันก็แค่ของที่เอาไว้ใช้กลบเกลื่อนบังหน้า
 
 
เป้าหมายที่แท้จริงอยู่ตรงตู้เก็บของด้านหลังแคชเชียร์ต่างหาก....
 
 
เจ้ากวางน้อยยืนรอจนกระทั่งลูกค้าคนสุดท้ายที่เข้ามาซื้อบุหรี่เดินออกไป ตอนนี้ภายในร้านเหลือเพียงเขากับพนักงานกะดึกอีกสองคน ร่างเล็กจึงไม่รอช้ารีบเอาตะกร้าหนักอึ้งไปวางบนเคาท์เตอร์เพื่อรอคิดเงิน และก่อนที่พนักงานหญิงจะจัดแจงสแกนบาร์โค้ดและหยิบทุกอย่างใส่ลงในถุงพลาสติก เขาก็มองซ้ายมองขวาดูลาดเลาซ้ำอีกครั้งแล้วกลั้นใจกระซิบบอกเธอถึงจุดประสงค์ที่แท้จริงของการมาชอปปิ้งยามดึกคราวนี้
 
 
“ขอซื้อที่ตรวจครรภ์หน่อยครับ มีกี่อัน กี่ยี่ห้อก็เอามาให้หมด.... ผมขอเหมาหมดร้านเลย”

 
 

 
 
 
เสียงโอ้กอ้ากโก่งคออาเจียนดังต่อเนื่องอยู่ในห้องน้ำชั้นเจ็ดของอาคารสำนักงาน The Superior Group ทำเอาผู้คนแถวนั้นต่างตกอกตกใจกันยกใหญ่ที่น้องนักศึกษาฝึกงานป่วยอาหารเป็นพิษต่อเนื่องสองวันซ้อน.... เมื่อวานนี้ก็เพิ่งลาช่วงบ่ายกลับไปนอนพักรักษาตัวที่บ้าน พอเช้ามาก็ไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้น ยังไม่ทันเริ่มงานก็วิ่งแจ้นมากอดชักโครกแล้วสำรอกเอาน้ำย่อยออกมาจนหมดกระเพาะ
 
 
“กวาง.... กูว่ามึงทำงานไม่ไหวหรอก ไปหาหมอเถอะ”  
 
 
เด็กหนุ่มตัวสูงชะลูดซึ่งเฝ้าอยู่ด้านนอกเอ่ยบอกด้วยความเป็นห่วง จนป่านนี้แล้วไอ้กวางก็ยังไม่ยอมไปโรงพยาบาล ขนาดเขาอาสาจะไปเป็นเพื่อนพร้อมจะกำชับหมอให้ว่าห้ามฉีดยาเด็ดขาด มันก็ยังส่ายหน้าไม่ยอมสถานเดียวจนเขาอ่อนอกอ่อนใจ พี่คนขับรถก็ติดงานอื่นยังไม่ว่างมารับ สุดท้ายก็ทำได้แค่เพียงลงมาส่งมันขึ้นแท็กซี่กลับบ้าน  
 
 
“อาการมึงไม่เห็นดีขึ้นเลย เป็นหนักขนาดนี้ไม่ต้องแอดมิดเหรอวะ?”
 
 
“ไม่ต้องหรอก...........”
 
 
“ไม่ต้องได้ยังไง เดินยังแทบจะไม่ไหวเลยเนี่ย”
 
 
“เออน่า”
 
 
เพราะเจ้าตัวรู้ดีว่าเขาไม่ได้อาหารเป็นพิษตามที่สันนิษฐานในตอนแรก แต่เป็นอาการอย่างอื่นซึ่งไม่สามารถบอกใครได้ ขืนไปหาหมอตอนนี้ก็รังแต่จะทำให้ความลับแตกเสียเปล่าๆ.... ที่สำคัญที่เขาคลื่นไส้จนต้องมาอ้วกก็เพราะเหม็นกลิ่นกาแฟกับข้าวเหนียวหมูปิ้งที่มีคนเอาเข้ามาในออฟฟิศ ไม่มีใครที่ไหนถึงขั้นต้องแอดมิดนอนให้น้ำเกลือเพียงแค่เพราะแพ้ท้องหรอก
 
 
“กูไปบอกพี่พอร์ชให้ดีกว่าไหม เผื่อว่ามึงจะ............”
 
 
“ไม่ต้อง!”   
 
 
ทั้งที่กระต่ายอุตส่าห์คิดว่าถ้าอัญเชิญไอ้คุณพี่พอร์ชเสด็จลงมาจากชั้นสิบเก้าได้ ไอ้กวางก็น่าจะยอมไปหาหมอสักที แต่ทว่า แค่ได้ยินชื่อของคู่หมั้นหลุดจากปากเขา คนป่วยก็ตวัดสายตาขุ่นขึ้งหันมามองพร้อมทั้งแยกเขี้ยวขู่ฟ่อเตรียมงับหัวอีกฝ่าย  
 
 
“มึงไม่ต้องไปยุ่งกับพี่พอร์ชเลย.... กูขอสั่งห้าม! ห้ามพูด ห้ามคุย ห้ามไปเจอกัน ห้ามแอบทำอะไรลับหลังกู ไม่อย่างนั้นกูจะตีมึงให้ตายเลย!!”
 
 
“นี่ ไอ้กวาง มึงอย่างี่เง่าได้ปะ!?”  
 
 
แต่คราวนี้กระต่ายไม่ยอม แค่ที่มันดื้อด้านไม่ยอมไปหาหมอก็ว่าเหลือทนมากแล้ว ยังจะฟาดหัวฟาดหางเหวี่ยงเขาด้วยเรื่องของไอ้มนุษย์ไร้หัวใจนั่นอีก บอกเลยว่าเขาจะไม่ทนไอ้ว่าที่ผัวเมียละเหี่ยใจคู่นี้อีกต่อไปแล้ว  
 
 
“กูไม่ได้มีอะไรกับพี่พอร์ชของมึงทั้งนั้น.... ไม่เคยมี แล้วก็ไม่มีวันจะมีด้วย! เลิกพาลใส่กูได้แล้ว!!”
 
 
“ไม่จริงอ้ะ มึงโกหกกู!”
 
 
กวางน้อยลุกขึ้นมาเถียงทั้งที่ยังหน้ามืดจะเป็นลม นึกถึงกล่องของขวัญกับภาพจากกล้องวงจรปิดโรงแรมก็ยิ่งโมโหที่คนเป็นเพื่อนกลับทำกันได้ลง แล้วยังมีหน้ามายืนกระต่ายขาเดียวพูดว่าตัวเองไม่ได้ทรยศเขา แต่เป็นเขาต่างหากที่ขี้หึงระแวงบ้าบอไปฝ่ายเดียว.... ซึ่งก็ใช่ เพราะเวลานี้กระต่ายคิดว่ากวางกำลังเป็นบ้า หึงคู่หมั้นจนเสียสติ ลืมไปหมดแล้วว่าที่ผ่านมาเขาเป็นคนแบบไหน นิสัยใจคอเป็นอย่างไร เคยสักครั้งไหมที่จะทำอะไรโดยที่ไม่แคร์ความรู้สึกของคนอื่น
 
 
“แล้วกูจะโกหกมึงทำซากอะไร นี่มึงเห็นกูเป็นคนเหี้ยขนาดนั้นเลยเหรอ!?”
 
 
“กูไม่เคยคิดว่ามึงเหี้ย........จนกระทั่งวันที่จับได้ว่ามึงโกหกเรื่องไม่ได้ไปงานวันเกิดกูนั่นแหละ............”
 
 
มีหลายครั้งที่กระต่ายคันปากอยากพูดกับกวางตรงๆ ว่าพี่พอร์ชนอกใจมัน แต่ไม่ใช่กับเขา เป็นใครก็ไม่รู้ที่ฝ่ายนั้นปกป้องถึงขั้นจะเอาเขาไปเป็นสายล่อฟ้าแทน หากก็ไม่มั่นใจว่าเพื่อนจะรับได้ ดีไม่ดีจะเสียสติไปเลยด้วยซ้ำที่พี่พอร์ชมีคนที่รักมากขนาดนั้น.... เพราะอย่างนี้ กระต่ายถึงไม่กล้าบอกความจริงออกไปสักที
 
 
สงสารเพื่อนแต่ก็จนปัญญาจะช่วย ซ้ำยังต้องทนเห็นไอ้กวางเพี้ยนผีเข้าผีออกเพราะเรื่องคู่ชะตาเฮงซวยอยู่แบบนี้ไม่รู้กี่ครั้งกี่หน
 
 
“ก็พี่พอร์ชของกูหล่อ รวยด้วย การศึกษาก็ดี ทุกอย่างเพอร์เฟกสมกับตำแหน่งหนุ่มโสดแห่งปีที่สุด ใครที่ไหนก็อยากแย่งกันทั้งนั้น”  
 
 
ถ้าเป็นเมื่อก่อน คำพูดเหล่านี้คงเชื่อได้ว่าออกมาจากใจจริง แต่สำหรับสถานการณ์ตอนนี้ คนฟังกลับไม่แน่ใจเลยว่าระหว่างคำว่า ‘ฝืนใจ’ กับ ‘ประชดประชัน’ อย่างไหนจะตรงกับความเป็นจริงมากกว่ากัน  
 
 
“พี่พอร์ชเป็นคนดีจริงๆ นะมึง เขาดูแลกูมาตั้งแต่พ่อแม่ตาย ดีกับกูมากกว่าใครทั้งหมด.... กูใกล้จะได้แต่งงานกับพี่พอร์ชอยู่แล้ว กูจะไม่ยอมเสียเขาไปแน่!”
 
 
“ไอ้กวาง...........”
 
 
ที่เขาว่ากันว่า เบต้า คนธรรมดาไม่มีทางเข้าใจความรู้สึกยึดมั่นถือมั่นในเรื่องคู่ชะตาของโอเมก้า กระต่ายก็เพิ่งรู้ซึ้งเอาเดี๋ยวนี้เอง.... โทษใครไม่ได้ นอกจากคนเบื้องบนที่ส่งไอ้กวางลงมาเกิดด้วยร่างกายเช่นนี้
 
 
“มึงกลับไปทำงานต่อเหอะ ไอ้ต่าย.... กูจัดการตัวเองได้”
 
 
การโต้เถียงระหว่างกวางกับกระต่ายจบลงแค่นั้นเมื่อต่างฝ่ายต่างไม่อยากผิดใจกับเพื่อนมากไปกว่าที่เป็นอยู่.... อาการคลื่นไส้ทุเลาลงมาก ทว่า สายตายังคงพร่ามัวแต่ไม่ใช่ด้วยวิงเวียนศีรษะอยากอาเจียนเหมือนครึ่งชั่วโมงก่อน หากเป็นเพราะบางสิ่งบางอย่างซึ่งร้อนผ่าวกำลังจะดันตัวออกมา และกวางก็ไม่อยากให้ใครเห็นตัวเองในสภาพที่เรียกได้ว่าอ่อนแอน่าสมเพช
 
 
“จะดีเหรอวะ?”
 
 
“อืม.... แค่นี้เอง กูไม่ตายหรอก”
 
 
ถึงแม้จะเป็นห่วงแค่ไหนแต่กระต่ายก็เลือกที่จะไม่ขัดใจเพื่อน ดูท่าทางไอ้กวางจะมีอะไรยุ่งเหยิงอยู่ในหัวมากมาย คงจะดีกว่าถ้าปล่อยให้มันได้ใช้ความคิดตามลำพัง ตกตะกอนดูว่าจะเอายังไงกับชีวิตรักซึ่งไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบอีกต่อไปแล้ว
 
 
เมื่อเพื่อนออกไปแล้ว กวางน้อยก็ปิดล็อกประตูห้องน้ำขังตัวเองเอาไว้กับความเงียบอันแสนสับสนวุ่นวาย ที่ตรวจครรภ์อันสุดท้ายซึ่งเจ้าตัวใส่ไว้ในกระเป๋ากางเกงถูกนำออกมาใช้โดยไม่ให้ใครรู้เห็น.... แล้วผลมันก็เหมือนกับยี่สิบกว่าอันที่ผ่านๆ มา คือขึ้นสีแดงสองขีดในช่องแสดงผล
 
 
สองขีดแปลว่าท้อง ที่ข้างกล่องเขียนเอาไว้แบบนั้น....
 
 
“จะทำยังไงดี.......ฮึก........จะทำยังไง............”
 
 
หยดน้ำตาร่วงเป็นเผาเต่าขณะที่กวิวิชญ์เชื่อว่าตัวเองจะต้องถูกถอนหมั้นในไม่ช้า มันยิ่งกว่าฟ้าถล่มลงมาเมื่อความหวังสูงสุดในชีวิตเขากำลังพังทลายเพียงเพราะความผิดพลาดครั้งเดียว.... เขาพยายามที่จะแก้ไขมันแล้ว ทั้งหักห้ามใจลืมเรื่องในคืนนั้นไปให้หมด กินยาคุมฉุกเฉิน ปฏิเสธไม่รับเยื่อใยจากพี่คีน ทำทุกสิ่งเท่าที่จะนึกออก ทำทุกอย่างเท่าที่จะทำได้ หากก็ยังไม่มีอะไรดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย
 
 
กวางเสียพ่อแม่ไปตั้งแต่แปดขวบ ความทรงจำดีๆ ในวัยเด็กแทบไม่มีเหลือ คิดถึงพ่อแม่ทีไรก็เห็นแต่ภาพเครื่องบินกระแทกเข้ากับขอบที่กั้นรันเวย์ เสียงกรีดร้องดังสนั่น ผู้คนได้รับบาดเจ็บสาหัสโชกเลือด.... ถ้าเขาจะต้องเสียพี่พอร์ชไปอีก แล้วความทรงจำของเขาจะยังเหลืออะไรบ้าง?
 
 
ไม่เอานะ.... ไม่อยากเป็นแบบนั้นแล้ว.......
 
 
ไม่อยากเสียพี่พอร์ช
 
 
ไม่อยากเสียความสุขที่เขาควรจะมีไปเพราะเรื่องร้ายๆ อีก
 
 
ถ้าอย่างนั้นก็มีแค่ทางเดียวคือแก้ไขข้อผิดพลาดต่อไป อะไรผิดก็ตามไปแก้ แก้ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งไม่เหลือความผิดพลาดใดให้แก้อีก
 
 
 
เขาจะท้องลูกของคนอื่นที่ไม่ใช่พี่พอร์ชไม่ได้....!
 
 
.
 
 
.
 
 
.
 
 
“จอดตรงนั้นแหละครับ”
 
 
รถแท็กซี่ตบไฟเลี้ยวจอดเทียบริมฟุตปาธตามคำสั่งผู้โดยสารก่อนที่เด็กหนุ่มจะก้าวลงมายืนอยู่ด้านหน้า ‘The Omega Fertility Clinic’ คลินิกสูตินรีเวชเฉพาะทางสำหรับโอเมก้าซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังในอินเตอร์เน็ต.... เขาสูดลมหายใจลึกลงปอดก่อนจะเดินผ่านเซ็นเซอร์ประตูอัตโนมัติเข้าไป ข้างในอกบีบแน่นจนอึดอัดคล้ายจะตายเสียให้ได้ แต่ในเมื่ออยากแก้ไขปัญหาเพื่อย้อนเวลากลับไปเป็นเหมือนเดิม กวางน้อยก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเดินเข้าไปแล้วทำทุกอย่างให้มันจบๆ
 
 
“สวัสดีค่ะ ต้องการพบคุณหมอเรื่องอะไรคะ?”
 
 
พนักงานสาวซึ่งนั่งอยู่เคาท์เตอร์ด้านหน้าสุดเอ่ยทักทายและซักถาม ร้อยทั้งร้อยของโอเมก้าที่เข้ามาที่นี่ก็เพราะสิ่งมีชีวิตที่ปฏิสนธิอยู่ในร่างกายกันทั้งนั้น เธอจึงไม่รอช้ารีบหยิบเอกสารลงทะเบียนผู้ป่วยใหม่มาเตรียมไว้ แล้วก็ไม่ผิดไปจากที่เดาเลยสักนิดเมื่อเด็กหนุ่มหน้าตาดีกระซิบบอกเธอเสียงแผ่ว
 
 
“คือ.......ผมคิดว่าตัวเองน่าจะท้องน่ะครับ.......”
 
 
“ได้ลองใช้ที่ตรวจการตั้งครรภ์หรือยังคะ?”
 
 
“ครับ”
 
 
มือเล็กหยิบที่ตรวจซึ่งขึ้นสองขีดยื่นส่งให้เธอดูแล้วก็ได้รับกลับคืนมาแทบจะทันที เพราะขีดสีแดงสองขีดที่ปรากฏมันชัดเจนมาก
 
 
“คุณแม่พอจะทราบอายุครรภ์น้องไหมคะ?”
 
 
สรรพนามที่ใช้เรียกผู้เข้ารับบริการเปลี่ยนไป ทำเอาหัวใจคนฟังกระตุกวูบด้วยเพราะเขายังไม่พร้อมที่จะรับสถานะนั้นในเวลานี้ หากก็ต้องให้ข้อมูลหล่อนไปตามความเป็นจริง
 
 
“อาจจะเดือนครึ่งล่ะมั้งครับ”
 
 
“ถ้าอย่างนั้น รบกวนขอบัตรประชาชนแล้วก็เชิญกรอกใบลงทะเบียนก่อนนะคะ.... เดี๋ยวจะให้เข้าพบคุณหมอเพื่อตรวจเบื้องต้น สำหรับวันแรกก็จะมีเจาะเลือด ตรวจค่าระดับฮอร์โมน HCG , อัลตร้าซาวด์ดูถุงตั้งครรภ์ , ซักประวัติโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม ประมาณนี้ค่ะ”
 
 
“เอ่อ คือ............”  
 
 
หลังจากที่กรอกรายละเอียดอะไรต่อมิอะไรลงไปมากมาย กวิวิชญ์ก็ตัดสินใจถามไปตามที่มีคนแนะนำในเว็บบอร์ดสนทนา เพราะได้ข่าวมาว่าคลินิกแห่งนี้สามารถช่วยหาทางออกให้แก่โอเมก้าที่ตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ได้ เขาจึงอุตส่าห์นั่งรถข้ามฟากกรุงเทพฯ ถ่อมาไกลถึงนี่  
 
 
“สมมติว่าถ้าผมไม่พร้อมที่จะมีลูกตอนนี้ แล้วจะทำยังไงได้บ้างครับ?”
 
 
หญิงสาวชะงักมือจากบัตรประชาชนที่กำลังจะเอาไปถ่ายเอกสาร เธอมองหน้าลูกค้ารายใหม่ราวกับจะถามว่าตัวเองหูฝาดไปหรือว่าอีกฝ่ายพูดอะไรผิด ซึ่งกวางก็มองหน้าเธอตอบ พยายามใช้สายตาสื่อให้รู้ว่าเขาไม่ได้ล้อเล่น เขาอ่านรีวิวมาแล้วว่าที่นี่มียาทำแท้งสำหรับโอเมก้าขาย และเขาก็ต้องการใช้มันโดยเร็วที่สุด ทว่า พนักงานหญิงคนเดิมกลับมีท่าทีลังเลอ้ำๆ อึ้งๆ ก่อนจะปฏิเสธกลับมาแบบไม่ค่อยเต็มปากเต็มคำ
 
 
“ต้องขอโทษด้วยนะคะ.....เอ่อ......พอดีว่าทางคลินิกเราไม่มีบริการยุติการตั้งครรภ์ค่ะ”
 
 
“แต่ผมรู้ว่าทางคุณมี”  
 
 
เด็กหนุ่มไม่ยอมแพ้ เขาแน่ใจว่ามาถูกที่แล้ว และหลายต่อหลายคนที่เขียนบอกเล่าประสบการณ์ลงในอินเตอร์เน็ตต่างก็พูดตรงกันว่าได้รับยาจากที่นี่กันทั้งนั้น ในเมื่อขายให้คนอื่นได้ตั้งเยอะตั้งแยะก็ไม่เห็นจะมีเหตุผลให้ต้องปฏิเสธเขาเลย  
 
 
“ผมมีเงินพร้อมจ่ายนะครับ แพงมากแค่ไหนก็ยินดีจะจ่าย จะเอากี่แสนกี่ล้านก็ว่ามาเลย ขอแค่คลินิกคุณยอมขายยาให้ผมเท่านั้น ถือเสียว่าช่วยเหลือคนกำลังเดือดร้อนสักครั้ง........”
 
 
“คุณน่าจะเข้าใจผิดแล้วล่ะค่ะ คลินิกเราให้บริการดูแลครรภ์และทารกสำหรับคุณแม่โอเมก้า ไม่มีบริการอย่างอื่นนอกเหนือจากนี้”
 
 
“ขอร้องล่ะครับ ช่วยผมหน่อยเถอะ.......ผมจะท้องตอนนี้ไม่ได้จริงๆ..........”
 
 
ไม่ว่ากวางจะพยายามขอร้องจนเสียงแหบเสียงแห้ง พนักงานหญิงหน้าเคาท์เตอร์ก็ยังเอาแต่บ่ายเบี่ยงบอกว่าไม่มีสิ่งที่เขาต้องการขาย ทำเอาเด็กหนุ่มจนปัญญาไม่รู้จะพูดอ้อนวอนอย่างไร ยอมถึงขนาดยกมือไหว้คนไม่รู้จักกันเพียงเพื่อให้ได้ยาไม่กี่เม็ด.... บรรดาคุณแม่โอเมก้าที่นั่งรออยู่ตรงชุดโซฟาอีกด้านหนึ่งก็ชะโงกมองมา แต่กวางไม่สนแล้วว่าคนพวกนั้นจะรู้จักเขาหรือเปล่า ขอแค่เอายามาให้ได้แล้วทุกอย่างก็จะเรียบร้อย
 
 
“เอ๊ะ......อ้าว.......นั่นกวางใช่ไหม?”  
 
 
ใครบางคนที่เพิ่งเดินออกจากห้องตรวจส่งเสียงเรียกมาแต่ไกล ส่งผลให้กวิวิชญ์ต้องผละออกห่างจากเคาท์เตอร์รีเซฟชั่นแล้วปั้นสีหน้าให้กลับมาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก่อนที่อีกฝ่ายจะเดินเข้ามาหาพร้อมรอยยิ้มซึ่งบ่งบอกว่าดีใจแบบสุดๆ ที่ได้เจอเขา  
 
 
“กวาง.... นี่เราเอง จำได้หรือเปล่า?”
 
 
“จำได้สิ ก็เรนโบว์ไง”
 
 
เรนโบว์เป็นโอเมก้าเพศหญิง เพื่อนร่วมชั้นสมัยมัธยมปลายของกวางแต่ไม่ค่อยสนิทกันท่าไรเพราะอยู่คนละกลุ่ม จำได้ว่าเจอกันครั้งสุดท้ายก็ตอนใครสักคนในรุ่นแต่งงานแล้วก็ไม่ได้ติดต่อกันอีกเลย เธอจึงประหลาดใจเอามากๆ เมื่ออยู่ดีๆ ก็ได้เจอเพื่อนเก่าโดยบังเอิญ
 
 
“กวางมาทำอะไรที่นี่อะ? ท้องเหมือนกันเหรอ?”
 
 
ขึ้นชื่อว่าเป็นคลินิกฝากครรภ์สำหรับโอเมก้าก็ไม่แปลกที่เรนโบว์จะคิดว่ากวางท้อง แต่เจ้าตัวกลับยิ้มเจื่อนส่ายหน้าตอบกลับไป
 
 
“เปล่าหรอก เราไม่ได้ท้อง.........”  
 
 
แน่นอนว่ากวางโกหก และพนักงานสาวที่อยู่ตรงเคาท์เตอร์ก็ได้ยินเต็มๆ เลยว่าเขาตอแหล.... โอเค เขาอาจจะไม่อายทุกคนที่นั่งอยู่ตรงโน้นเพราะว่าไม่รู้จักกัน แต่กับเพื่อนมัธยมและคนที่รู้ว่า กวิวิชญ์ มัชชาระกุล เป็นใครมาจากไหน อาการหน้าบางก็ดูคล้ายจะชนะอาการแพ้ท้องไปแบบขาดลอย  
 
 
“เราแค่แวะมาขอข้อมูลไปทำรายงานน่ะ”
 
 
“รายงาน? เรานึกว่ากวางเรียนบัญชีเสียอีก”
 
 
“ก็เรียนบัญชีนั่นแหละ แต่มันมีพวกวิชาแกนสังคมที่ต้องลงเรียนด้วยไง”
 
 
“อ๋อ.... อย่างนี้นี่เอง เราก็ไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรกับเขาเท่าไร อย่าถือสาเลยนะ”  
 
 
โอเมก้าสาวหัวเราะร่วน ด้วยความที่ตัวเธอเองก็เหมือนเพื่อนร่วมรุ่นคนอื่นๆ ที่พอเรียนจบได้สักพักก็แต่งงานกับอัลฟ่าจากตระกูลใหญ่ ประสบการณ์เรียนรู้โลกภายนอกถูกจำกัดเอาไว้ที่อายุสิบเจ็ดย่างสิบแปด ยิ่งเรื่องชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยนี่แทบไม่ต้องพูดถึงเลย  
 
 
“จะว่าไปแล้วก็น่าอิจฉากวางจังเลยนะ เป็นคนเดียวในรุ่นเราที่เก่งพอจะเข้ามหาลัย แถมยังสอบติดคณะบัญชีด้วย.... ถ้าเรียนจบเมื่อไรก็อย่าลืมส่งข่าวลงกลุ่มในเฟซบุกนะ เผื่อได้จัดปาร์ตี้ฉลองกวางรับปริญญา”
 
 
“อืม ไว้ค่อยฉลองกัน”  
 
 
ยิ้มบนใบหน้าเด็กหนุ่มจืดชืดลงเมื่อคิดว่าตัวเองคงไม่มีทางอยู่เรียนจนจบได้อีกแล้ว ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องคุยเพื่อไม่ให้ข้างในใจห่อเหี่ยวมากไปกว่านี้  
 
 
“แล้วเรนโบว์ล่ะเป็นยังไงบ้าง?”
 
 
“ก็สบายดีแหละ.... นี่ก็มาตรวจตามที่คุณหมอนัด แต่งมาสองปีแต่ก็เพิ่งปล่อยท้องแรก ตื่นเต้นชะมัดที่อีกไม่กี่เดือนก็จะได้เป็นแม่คนแล้ว”  
 
 
นัยน์ตาเพื่อนสาวเป็นประกายสดใสเมื่อพูดถึงการมีลูก จะว่าไปแล้วทั้งรูปร่างและผิวพรรณของเรนโบว์ดูมีน้ำมีนวลขึ้นมาก สวยขึ้นกว่าเมื่อก่อนเยอะเลย นี่สินะที่เขาว่าธรรมชาติคนท้องจะมีออร่าของความสุขเปล่งออกมา  
 
 
“วันก่อนเราเพิ่งคุยแชทกับโดนัท นั่นก็ดูท่าทางจะได้ท้องสามแล้ว.... สุดยอดเลย มีลูกหัวปีท้ายปี แต่เห็นบอกว่าถ้าคลอดคนนี้แล้วก็จะขอปิดอู่สักพัก ตอนกลางคืนนี่แทบไม่ได้หลับได้นอน”
 
 
“งั้นเหรอ?”
 
 
กวางพยักหน้าตามน้ำไปกับคำบอกเล่าของเรนโบว์ ทุกคนรอบตัวเขาเป็นคุณแม่กันไปหมดแล้ว.... เขาเองก็อยากเป็นเหมือนกันนะ อยากมากด้วย แต่ถ้าได้เป็นแม่แล้วเป้าหมายอย่างอื่นในชีวิตเละตุ้มเป๊ะหมด เขาก็เห็นแก่ตัว เลว ใจบาปและขี้ขลาดเกินกว่าจะยอมเสียสละ
 
 
“เดี๋ยวเราขอตัวก่อนนะ พอดีให้สามีวนรถมารับข้างหน้าน่ะ แถวนี้จอดนานไม่ได้ ตำรวจล็อกล้อเก่ง”  
 
 
เมื่อโทรศัพท์มือถือดังก็ได้เวลาบอกลา หญิงสาวในชุดคลุมท้องสีม่วงพาสเทลสวมกอดเพื่อนมัธยมแล้วยกมือขึ้นโบกบ๊ายบาย ก่อนจะเดินผ่านประตูบานเลื่อนออกไปขึ้นรถที่จอดรออยู่ด้านนอก  
 
 
“ไว้เจอกันงานเลี้ยงรุ่นนะ บ๊ายบาย”
 
 
“.........................”
 
 
พอเรนโบว์กลับไปแล้ว กวางก็รู้สึกราวกับว่าตัวเองเป็นขยะอวกาศที่ลอยเคว้งคว้างอยู่นอกโลก ไม่มีที่ไปและไม่รู้ว่าจุดสิ้นสุดของจักรวาลเฮงซวยนี้อยู่ตรงไหน.... ไม่เข้าใจว่าทำไมเรื่องง่ายสำหรับคนอื่นถึงจะต้องเป็นเรื่องลำบากยากเย็นสำหรับเขาเสมอ โอเมก้าคนอื่นสามารถยืดอกเข้าห้องฝากครรภ์ได้ง่ายๆ แต่เขาทำไม่ได้ ในขณะเดียวกัน โอเมก้าอีกจำนวนหนึ่งก็สามารถขอซื้อยาทำแท้งเพื่อจบปัญหาได้ แต่เขาก็ทำไม่ได้อีกเช่นกัน
 
 
“คุณคะ”
 
 
เสียงเรียกหนนี้ดังมาจากเคาท์เตอร์ที่ดูคล้ายๆ ช่องจ่ายยาในโรงพยาบาล ซึ่งคนที่เรียกกวางไม่ใช่พนักงานสาวคนเดิม หากแต่เป็นเจ้าหน้าที่ซึ่งดูสูงวัยขึ้นมาพอควร เธอกวักมือเชื้อเชิญให้เขาเข้าไปข้างในห้องและนั่งลงบนเก้าอี้.... เขารู้ดีว่าคุณป้าคนนั้นก็คงจะพูดซ้ำแบบเดียวกันกับเธอคนเมื่อกี้ แต่ในเมื่อทางฝั่งเขาไม่มีอะไรจะเสียแล้ว โดนปฏิเสธซ้ำอีกครั้งมันก็คงไม่ทำให้เครียดมากไปกว่าเดิมสักเท่าไร
 
 
“เมื่อกี้ดิฉันได้ยินว่าคุณกำลังเรียนมหาลัยอยู่ ก็คงลำบากใจไม่น้อยเลยสินะคะที่ต้องเข้ามาในคลินิกแบบนี้”
 
 
กวางไม่ได้ตอบคำถามของเธอ ลองว่าถ้าเห็นเหตุการณ์ตั้งแต่วินาทีแรกที่เขาเดินเข้ามาก็คงรู้แล้วแหละว่าอะไรเป็นอะไร.... ไม่ใช่แค่เพราะเป็นนักศึกษาก็เลยไม่สามารถตั้งท้องระหว่างเรียนได้ แต่ไหนจะเรื่องที่เขามีคู่หมั้นอยู่แล้วหากกลับไปมีความสัมพันธ์ชั่วข้ามคืนกับผู้ชายอื่น ผลก็คือต้องมายกมือไหว้ปะหลกๆ ขอซื้อยาขับเลือดซึ่งไม่มีขายตามร้านทั่วไป
 
 
“พ่อของเด็กรู้เรื่องนี้หรือยังคะ?”
 
 
“ยังครับ”
 
 
กวิวิชญ์ตอบเสียงเรียบ พยายามไม่นึกถึงหน้าเคนเนทตอนทักท้วงว่าถ้าเขาเกิดท้องขึ้นมาแล้วจะทำยังไง
 
 
“แล้วทำไมคุณถึงไม่บอกเขาล่ะ?”
 
 
“ก็.....ไม่จำเป็นต้องบอก..........”  
 
 
เจตนาของกวางก็คือลบทุกสิ่งทุกอย่างซึ่งเกิดขึ้นในคืนนั้นออกไปให้หมด ไม่ว่าจะความรู้สึก ความทรงจำ หรือแม้กระทั่งคำพูดที่ผู้ชายคนนั้นบอกว่าอยากจะขอดูแลเขาในฐานะคนรัก.... ถ้านี่คือโลกแห่งความฝัน กวางก็คงรับรักเคนเนทและเตรียมพร้อมที่จะคลอดลูกคนแรกอย่างมีความสุข หากเพราะนี่คือโลกแห่งความเป็นจริง โลกที่เขาไม่อาจมีใครอื่นได้นอกจากพี่พอร์ช เด็กในท้องก็ไม่สามารถเป็นอย่างอื่นได้นอกเสียจากก้อนเลือดส่วนเกินที่ต้องกำจัดทิ้ง  
 
 
“เขากับผมไม่ได้เป็นอะไรกัน.......สิ่งที่เกิดขึ้นมันคือความผิดพลาด........มันเป็นอุบัติเหตุ ผมไม่ได้ตั้งใจจะให้เป็นแบบนี้..........”
 
 
คนฟังถอนหายใจพลางยื่นทิชชู่ส่งให้เด็กหนุ่มซึ่งยังอ่อนประสบการณ์ชีวิตเหลือเกิน แต่ไม่มีใครบนโลกนี้ที่ไม่เคยทำพลาด และเด็กคนนี้ก็ไม่ใช่โอเมก้ารายแรกที่มายืนร้องไห้ต่อหน้าหล่อนเพราะไม่รู้จะจัดการอย่างไรกับตัวเอง
 
 
“ดิฉันเข้าใจความรู้สึกของคุณนะคะ แต่ก็ไม่อยากให้ด่วนตัดสินใจจนเกินไป เพราะถ้าการทำแท้งไม่ใช่ทางออกที่ถูกต้องสำหรับคุณ ผลลัพธ์ของมันก็จะกลายเป็นตราบาปติดอยู่ในใจคุณไปชั่วชีวิต”  
 
 
เจ้าหน้าที่ห้องยาให้คำแนะนำตามประสาคนเคยอาบน้ำร้อนมาก่อน คำพูดของเธออาจฟังดูเป็นประโยคสำเร็จรูปซึ่งหาอ่านได้ตามเว็บไซต์ให้คำปรึกษาสำหรับผู้ตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ แต่อย่างน้อย ถ้ามันสามารถช่วยให้คนที่กำลังสับสนฉุกคิดถึงอะไรบางอย่างขึ้นมาได้บ้าง มันก็คงดีกว่าเงียบปากแล้วทำนิ่งเฉยเสียเพียงเพราะไม่ใช่หน้าที่ของตน   
 
 
“คุณยังไม่ได้ให้โอกาสพ่อเด็กได้รับผิดชอบในสิ่งที่เขาควรรับผิดชอบเลย แล้วคุณก็ยังไม่ได้ให้โอกาสตัวเองลองทำในสิ่งที่อยากทำด้วย.... ที่สำคัญก็คือคุณยังไม่ได้ให้โอกาสเจ้าตัวเล็กได้โตขึ้นอีกสักนิด บางทีถ้าหากคุณได้เห็นหน้า เห็นมือเท้า เห็นหัวใจเขาตอนซาวน์ท้อง คุณอาจจะยอมเสียโลกทั้งใบเพื่อแลกกับเด็กที่กำลังจะเกิดมาก็ได้นะ”
 
 
“คุณไม่เข้าใจ ผมไม่ได้ต้องการการรับผิดชอบจากใครทั้งนั้น......ผมแค่ไม่พร้อมจะมีลูกตอนนี้..........”
 
 
“ดิฉันแก่พอจะเป็นแม่คุณได้แล้ว แค่มองตาก็รู้ว่าจริงๆ แล้วคุณไม่ได้อยากเอาเจ้าตัวเล็กออกหรอกค่ะ”
 
 
เจ้ากวางน้อยน้ำตาไหลหนักกว่าเก่าจนทิชชู่เปียกชุ่มไปหมด.... ใช่สิ แค่รู้ว่ามีลูกอยู่ในท้อง สัญชาตญาณความเป็นแม่ของเขาก็เริ่มทำงานแล้ว เขารักเจ้าก้อนเลือด รักตัวอะไรก็ไม่รู้ที่ยังไม่เคยแม้แต่จะได้เห็นเลยด้วยซ้ำ แต่เขาก็รักตัวเอง รักพี่พอร์ช รักที่จะได้เป็นโอเมก้าคนเก่งในสายตาคนรอบข้างด้วยเหมือนกัน
 
 
หญิงสูงวัยปล่อยให้กวางร้องไห้จนพอ กระดาษทิชชู่เกือบหมดกล่องกว่าร่างเล็กจะสงบจิตสงบใจลงได้ แต่ถึงจะเสียน้ำตาไปเป็นลิตร ปัญหาที่มีก็ยังคงอยู่เช่นเดิม ไม่ได้ถูกเจือจางละลายหายไปพร้อมกับเสียงสะอื้นเลยสักนิด.... เธอจับมือเด็กหนุ่มมาบีบเบาๆ อย่างให้กำลังใจ แม้ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังคิดถึงสิ่งใดอยู่บ้าง อาจจะเป็นอนาคตของตัวเองหรืออุปสรรคที่ต้องเผชิญหากเลือกที่จะเก็บเด็กเอาไว้ แต่ก็อย่างว่า อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด
 
 
“อายุครรภ์เพิ่งจะเดือนครึ่งเอง ยังพอมีเวลาให้คุณทบทวนดูว่าอย่างไหนมันจะดีกว่า”  
 
 
“เอานี่ไปลองทานดูก่อนสักเดือนหนึ่ง ถ้าเดือนหน้ายังไม่ไหวหรือหาทางออกไม่ได้แล้วค่อยกลับมาคุยกันใหม่นะคะ”
 
 
กระปุกวิตามินบำรุงครรภ์ถูกใส่ลงในถุงกระดาษซึ่งมีโลโก้คลินิกแล้วส่งให้กวิวิชญ์รับเอาไว้.... ข้อมูลที่ได้มานั้นไม่ผิด ที่นี่มียาขับเลือดทำแท้งสำหรับโอเมก้าขายจริง แต่จะขายให้กับคนที่มีความจำเป็นอย่างถึงที่สุดเท่านั้น ซึ่งเจ้าหน้าที่ห้องยากับพนักงานสาวด้านนอกก็หวังจนสุดหัวใจว่าเด็กหนุ่มคนนี้จะไม่จำเป็นต้องใช้มัน

 
 

 
 
 
“สวยจังเลยนะครับ ไม่น่าเชื่อว่าประเทศไทยจะมีสถานที่แบบนี้อยู่ด้วย”
 
 
โอเมก้าร่างเล็กซึ่งข้ามน้ำข้ามทะเลมาจากสหราชอาณาจักรกวาดสายตามองไปรอบๆ ด้วยความตื่นเต้นพลางเอ่ยชมไม่ขาดปาก เคยได้ยินมาว่าคนเอเชียให้ความสำคัญกับการชอปปิ้งมากแต่ก็ไม่คิดว่าจะถึงขนาดสร้างห้างสรรพสินค้าให้หรูหราใหญ่โตจนเดินเกือบไม่ทั่ว ไหนจะตลาดน้ำจำลองที่อยู่ชั้นใต้ดินอีก แค่นี้ก็ทำเอาฝรั่งตื่นตาตื่นใจต้องหยุดแวะตรงนั้นทีตรงโน้นทีไม่ได้หยุด
 
 
“แล้วก่อนจะมาเที่ยว คุณคิดว่าที่นี่เป็นยังไงเหรอ?”
 
 
เคนเนทชวนคุย รู้สึกโล่งใจขึ้นมาหน่อยที่จูเลียนดูจะชอบบรรยากาศห้างสรรพสินค้าเปิดใหม่แห่งนี้.... เมื่อวานตอนที่คุยโทรศัพท์กับแม่ เห็นบอกว่าจูเลียนจะอยู่ภูเก็ตต่ออีกสอง-สามวันแล้วค่อยขึ้นมากรุงเทพ แต่ที่ไหนได้ พอวางสายไปไม่กี่ชั่วโมง ลูกเพื่อนแด๊ดก็เข้าเช็คอินที่โรงแรมห้าดาวริมแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นที่เรียบร้อย เล่นเอาอัลฟ่าหนุ่มเตรียมตัวต้อนรับไม่ทัน ถึงได้ต้องพามาเดินห้างแทนที่จะเป็นพานั่งรถรางรอบเกาะเมืองรัตนโกสินทร์
 
 
“ผมมีเพื่อนเป็นแบ็คแพ็คเกอร์ ออกเดินทางท่องเที่ยวไปทั่วโลก เขาบอกผมว่าประเทศไทยนอกจากเมืองหลวงเก่า วัดวาอารามกับทะเลแล้วก็ไม่ค่อยมีอะไร ทุกวันนี้คนในกรุงเทพยังขี่ช้างไปทำงานกันอยู่เลย”  
 
 
จูเลียนพูดติดตลกพร้อมทั้งหัวเราะอย่างน่ารัก 
 
 
“แต่โชคดีที่ผมเสิร์ชหาข้อมูลมาก่อนก็เลยรู้ว่าเพื่อนแกล้งอำเล่น.... ทะเลทางภาคใต้สวยมาก เมืองหลวงก็ดูเจริญใช้ได้ ถึงระบบขนส่งสาธารณะจะยังไม่ค่อยดีแต่ผู้คนก็ยิ้มเก่ง มีน้ำใจกับชาวต่างชาติ อาหารไทยก็อร่อย ผมชอบนะ”
 
 
“ผมก็ว่างั้น”
 
 
จะว่าไปแล้ว เคนเนทก็นึกเหตุผลที่เขาอยู่เมืองไทยนานขนาดนี้ไม่ออกจึงเออออไปกับอีกฝ่ายตามมารยาท แต่นั่นกลับทำให้จูเลียนยิ่งแสดงทีท่าสนอกสนใจเรื่องของเขามากขึ้น
 
 
“เพราะอย่างนี้สินะ คุณถึงได้ติดใจเมืองไทย ไม่ยอมกลับอังกฤษเสียที”
 
 
“ก็ถ้าใครอยากเจอผมก็คงต้องมาเจอกันที่นี่แหละครับ”
 
 
“อ้อ ถ้าอยากอยู่กับคุณก็ต้องย้ายมาอยู่ด้วยกันที่นี่ด้วยสินะ”
 
 
ก็ตามนิสัยของชาวตะวันออกซึ่งไม่ค่อยเหนียมอายในการแสดงความรู้สึก จูเลียนแสดงออกอย่างชัดเจนว่าค่อนข้างประทับใจคู่เดทที่พ่อแม่จัดแจงนัดหมายให้ ผิดกับเคนเนทที่น่าจะอยู่เมืองไทยนานจนเกินไปจนติดนิสัยไม่ยอมพูดสิ่งที่ตัวเองคิดกับคนที่ไม่สนิทสนมกันแล้วเอาแต่ปั้นหน้ายิ้มอย่างเดียว
 
 
“ร้านอาหารที่ผมจองไว้อยู่ข้างบนชั้นสี่ เดี๋ยวเราทานมื้อเย็นไปด้วย ชมวิวพระอาทิตย์ตกดินไปด้วย แล้วค่อยลงไปเดินเล่นริมแม่น้ำกันนะครับ”
 
 
ชายหนุ่มทำหน้าที่สุภาพบุรุษได้อย่างยอดเยี่ยม แม้จะไม่ใช่ดินเนอร์โรแมนติกใต้แสงเทียนในโรงแรมตามที่บุพการีสั่งกำชับ หากเขาก็รู้วิธีที่จะเอาใจคู่เดทและใช้เสน่ห์อันตรายร้ายเหลือของอัลฟ่าเพื่อล่อให้โอเมก้าตกหลุมรักได้ไม่ยาก
 
 
 
“รู้ไหมว่าคุณเป็นคู่เดทที่ดีที่สุดเท่าที่ผมเคยเจอเลย” 
 
 
จูเลียนยิ้มชอบใจในสิ่งที่ร่างสูงเสนอ ท่อนแขนเล็กกระหวัดเกี่ยวควงแขนเคนเนทพลางแนบผิวแก้มซบลงบนลาดไหล่แกร่ง  
 
 
“ทีแรกก็เกือบไม่เชื่อแด๊ดแล้ว คิดว่าคุณก็น่าจะเป็นเหมือนอัลฟ่าคนอื่นๆ.... ดีใจจังที่คราวนี้ตัดสินใจถูกแล้วได้มาเจอกับคุณ”
 
 
ร้านที่เคนเนทจองไว้เป็นร้านอาหารไทยตำรับชาววังชื่อดัง มีที่นั่งทั้งโซนห้องแอร์และเอาท์ดอร์ตกแต่งในสไตล์ไทยประยุกต์หรูหรา เป็นที่ชื่นชอบของบรรดานักท่องเที่ยวต่างชาติ.... โต๊ะของพวกเขาอยู่บริเวณระเบียงด้านนอก สามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์กรุงเทพมหานครไกลสุดลูกหูลูกตาโดยมีแม่น้ำเจ้าพระยาพาดผ่านตรงกลาง ยิ่งเวลาใกล้พลบค่ำ สายลมเย็นพัดเอื่อยอ่อน โคมไฟรูปตะเกียงสีส้มถูกจุดรายรอบยิ่งช่วยสร้างบรรยากาศให้หวานชื่นยิ่งกว่าน้ำมะตูมอัญชันซึ่งเป็น Welcome drink เสียอีก
 
 
จูเลียนก็เหมือนโอเมก้าทั่วไป ถูกเลี้ยงดูทะนุถนอมมาอย่างดี ไม่ค่อยได้ออกไปไหนหรือทำอะไรด้วยตัวเองสักเท่าไร การมาเที่ยวเมืองไทยคราวนี้ก็เป็นการเดินทางท่องเที่ยวตามลำพังครั้งแรกในชีวิต ไม่ว่าอะไรก็ดูแปลกตาชวนให้รู้สึกตื่นเต้นไปหมด.... เคนเนทยอมรับเลยว่าจูเลียนเป็นคนน่ารักและพวกเขาก็คุยกันถูกคอพอสมควร เขาชอบที่อีกฝ่ายกล้าพูดกล้าถาม มีความรู้ด้านประวัติศาสตร์และการเมือง สามารถวิจารณ์นโยบาย Brexit ของรัฐบาลอังกฤษได้เป็นชุดเป็นฉาก น่าเสียดายที่ถูกมหาวิทยาลัยชื่อดังปฏิเสธไม่ให้เข้าเรียนด้วยเหตุผลว่าเป็นโอเมก้า
 
 
เท่าที่ฟัง พ่อแม่ของจูเลียนกดดันให้รีบแต่งงานได้แล้ว แต่เจ้าตัวบ่ายเบี่ยงมาตลอดเพราะยังไม่เจอคนที่ถูกใจ แต่สำหรับตอนนี้ หัวข้อการพูดคุยว่าด้วยเรื่องการหมั้นหมายแต่งงานกลับทำให้ร่างเล็กยิ้มได้มากกว่ารสเปรี้ยวอมหวานของยำส้มโอเสียอีก
 
 
“เคนเนท คุณก็คงรู้ใช่ไหมว่าผู้ใหญ่อยากให้เราคบกัน?”
 
 
“ครับ ผมรู้”
 
 
“ปกติแล้วผมเป็นคนดื้อนะ แต่กับเรื่องนี้ผมไม่มีปัญหาเลย”  
 
 
จูเลียนยังคงพูดตรงไปตรงมา เขากล้าบอกอย่างไม่ลังเลเลยว่ามีความรู้สึกดีๆ ให้เคนเนท และเขาก็ต้องการจะฟังคำตอบที่ตรงไปตรงมาจากอีกฝ่ายเช่นกัน  
 
 
“แล้วคุณล่ะจะว่ายังไง.... Yes or No?”
 
 
เคนเนทไม่ได้ตอบในทันที เขามองสีหน้าอมยิ้มคล้ายจะหยั่งเชิงของจูเลียนขณะใช้ความคิดประมวลผลที่จะตามมาระหว่าง Yes กับ No.... จริงอยู่ว่าเขาเองก็ไม่ได้มีปัญหากับการเริ่มต้นความสัมพันธ์ครั้งใหม่ อัลฟ่าวัยเกือบสามสิบก็สมควรสร้างครอบครัวอย่างจริงจังได้แล้ว จูเลียนก็ดูเหมาะสมกับเขาทุกอย่าง แถมยังได้รับความเห็นชอบจากแด๊ดกับแม่อีก คำว่า Yes ก็ติดอยู่ตรงริมฝีปากแท้ๆ แต่ไม่รู้ว่าทำไมถึงยังพูดออกไปไม่ได้
 
 
 
“หืม?”
 
 
เพียงแค่หันหน้ามองออกไปด้านนอกระเบียง สายตาก็พลันสะดุดกับใครบางคนซึ่งอยู่ตรงลานกว้างที่ชั้นล่างที่ถูกจัดให้เป็นสวนหย่อมริมน้ำ.... ความมืด ระยะทางและจำนวนผู้คนที่เดินขวักไขว่ไปมาไม่ใช่อุปสรรคสำหรับอัลฟ่าแบบเขาเลย สัญชาตญาณสุนัขป่าที่อยู่สายเลือดทำให้เคนเนทมีประสาทสัมผัสที่ไวกว่าคนทั่วไป และเขาก็มั่นใจว่าที่นั่งอยู่ข้างล่างนั่นต้องใช่คนที่เขาคิดถึงแทบจะทุกวินาที
 
 
ยิ่งมองก็ยิ่งใช่ คิดว่าไม่ผิดแน่
 
 
ยังไงก็ต้องใช่
 
 
แค่ไม่เข้าใจว่ามาอยู่ที่นี่ ตอนนี้ เวลานี้ได้ยังไง...?
 
 
“เคนเนทครับ?”
 
 
จูเลียนเรียกคู่เดทเมื่ออีกฝ่ายนิ่งเงียบไป มิหนำซ้ำยังเอาแต่ก้มมองอะไรก็ไม่รู้ที่นอกระเบียง ส่วนคำถาม Yes or No ก็ดูเหมือนจะหล่นหายไปพร้อมกับสติของฝ่ายนั้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
 
 
“คุณรออยู่นี่ก่อนนะ จูเลียน.... เดี๋ยวผมมา”
 
 
“เคนเนท คุณจะไปไหนน่ะ!?”
 
 
“เคนเนท!”
 
 
มือหนาขยำผ้าเช็ดปากวางลงบนโต๊ะแล้วลุกขึ้นแบบไม่รีรอ เขาก้าวเท้าเร็วๆ ตรงไปยังประตูร้านไม่สนใจเสียงเรียกของจูเลียนซึ่งงุนงงตามเหตุการณ์ไม่ทัน
 
 
เดทที่พ่อแม่หมายมั่นปั้นมือมาอย่างดีอาจจะล่มไม่เป็นท่า แต่เคนเนทก็ไม่สนใจอีกต่อไปแล้ว เขากลัวอย่างเดียวก็คือคนที่อยู่ข้างล่างจะหายไป.... มีอยู่ชั่วขณะหนึ่งที่เคนเนทรู้สึกเขาแม่งโคตรบ้า บ้าที่วิ่งเข้าไปหาภูเขาที่สูงลิบเกินจะปีน พุ่งเข้าใส่กำแพงที่พร้อมจะดีดเขากลับออกมา แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะสัญชาตญาณอัลฟ่าของเขามันเลือกให้แล้ว ถ้าไม่ใช่โอเมก้าคนนี้ก็คงไม่มีทางเป็นคนอื่นได้อีก
 
 
 
ถ้าไม่ใช่หนูแบมบี้ เขาก็ยินดีจะโสดไปตลอดชีวิต....
 
.
 
 
 
.
 
 
.
 
 
นาฬิกาข้อมือบอกเวลาหนึ่งทุ่มครึ่ง เย็นย่ำป่านนี้มันเป็นเวลาที่กวิวิชญ์ควรจะกลับบ้านไปได้ตั้งนานแล้วแต่เขายังไม่อยากลุกหรือขยับตัวไปไหนเลย ไม่อยากเจอใคร ไม่อยากพุดคุย ไม่อยากตอบคำถามว่าเพราะอะไรเขาถึงโดดฝึกงานช่วงบ่ายแล้วปิดโทรศัพท์หนีไม่ให้ใครตามตัวเจอ ไม่ว่าจะเพื่อน รุ่นพี่ หรือแม้แต่คนที่บ้านก็ตาม.... ร้องไห้จนปวดหัว ยิ่งคิดโน่นคิดนี่สารพัดเรื่องให้กังวลก็ยิ่งปวด ด้วยปัญหาที่กำลังเผชิญมันใหญ่เกินกว่าที่กวางน้อยจะรับมือได้ด้วยตัวคนเดียว ถ้ารักตัวเองน้อยกว่านี้อีกแค่นิดเดียวล่ะก็ เขาคงกระโดดลงแม่น้ำให้มันรู้แล้วรู้รอดไปแล้ว
 
 
“วิตามินแบบเม็ดสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ ประกอบด้วยวิตามินเก้าชนิด แร่ธาตุที่จำเป็นอีกสามชนิด รวมถึงน้ำมันตับปลา มีกรดโฟลิคและไอโอดีนซึ่งเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของฮอร์โมนไทรอยด์ ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมการเจริญเติบโตและการพัฒนาของร่างกายและสมอง........ บ้าแล้ว ใครจะไปอ่านรู้เรื่อง”
 
 
ร่างเล็กถอนหายใจพลางขยุ้มกระดาษบอกสรรพคุณและวิธีกินวิตามินบำรุงครรภ์แล้วถือคาไว้ในมือ.... สิ่งที่ไม่อยากเชื่อลอยว่อนอยู่เต็มหัวสมอง หน้าท้องของเขายังคงแบนราบ ดูไม่ออกเลยว่ามีชีวิตน้อยๆ กำลังอาศัยอยู่ บางทีมันอาจจะเป็นแค่เรื่องตลกก็ได้ ตลกร้ายชนิดที่ทำเขาอ้วกแตกอ้วกแตนล้มทั้งยืนได้ถึงสองรอบภายในยี่สิบสี่ชั่วโมง
 
 
ท้องกับเพื่อนของคู่หมั้น รู้ถึงไหนคงได้อายถึงนั่น
 
 
ไม่ใช่แค่ตัวเอง แต่ยังอับอายไปถึงพ่อแม่บนสวรรค์ที่ต้องตกเป็นขี้ปากชาวบ้านว่ามีลูกชายใจง่าย สร้างเรื่องฉาวโฉ่เสื่อมเสียให้แก่วงศ์ตระกูล
 
 
“เฮ้อ............”
 
 
กวางรู้ดีว่ามาจนถึงจุดนี้แล้ว ไม่มีประโยชน์ที่จะโทษว่ามันเกิดขึ้นเพราะอะไร ถึงยังไงก็มีทางเลือกแค่สองทางคือเอาเด็กออกกับอุ้มท้องต่อ.... ถ้าถามใจเขา เขาอยากเก็บลูกเอาไว้โดยที่ไม่ต้องถอนหมั้นพี่พอร์ช ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้เลย แต่งงานกับพี่พอร์ชแต่ท้องกับพี่คีน แค่คิดก็เห็นภาพตัวเองถูกเตะโด่งออกจากบ้านอศิรวัฒน์ด้วยข้อหาเลี้ยงเสียข้าวสุกมาแต่ไกล
 
 
ถ้าถูกถอนหมั้น คุณลุงภาคและทุกคนในบ้านอศิรวัฒน์ก็คงไม่มีใครนึกอยากเอ็นดูเขาอีกต่อไป.... พอคิดถึงตรงนี้ก็ถอนใจหายซ้ำอีกครั้ง ลำพังแค่หาข้าวกินเองยังไม่เคยทำเลย นับประสาอะไรกับอุ้มท้องแล้วออกมาอยู่ตัวคนเดียว คลอดและเลี้ยงลูกโดยที่ไม่มีคนช่วย จะจ้างแม่บ้านหรือพี่เลี้ยงเด็กก็ไม่รู้ว่าไว้ใจได้แค่ไหน
 
 
ทั้งเครียด ทั้งกังวลจนอยากจะเป็นบ้า
 
 
เหมือนติดอยู่ในเขาวงกตที่ไม่มีทางออก ได้แต่วิ่งวนสลับไปมาเพื่อเจอกับทางตัน
 
 
ก็อย่างที่บอกว่าถ้าเขารักตัวเองน้อยกว่านี้อีกแค่นิดเดียวก็คงกระโดดลงแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อจบปัญหาเฮงซวยนี้ไปแล้ว
 
 
“กวาง!”
 
 
 
เหมือนได้ยินเสียงพี่คีนเลย....
 
 
พูดถึงพี่คีน ใครๆ ก็รู้ว่าผู้ชายคนนั้นเป็นเพลย์บอย เที่ยวจีบโอเมก้ากับเบต้าไปทั่ว มีแฟนอยู่เต็มบ้านเต็มเมือง แล้วคนที่รักอิสระ หวงชีวิตโสดอย่างนั้นน่ะเหรอจะกล้ายอมรับว่าทำกวางท้อง.... ที่ทำเป็นอ่อนโยนห่วงใยก็แค่ความเคยชินบวกกับนิสัยขี้เต๊าะเสียมากกว่า ไม่ได้จริงจังอะไรกับเด็กงี่เง่างอแงแบบเขาหรอก
 
 
ไอ้เรื่องจะให้บอกพ่อเด็กให้มารับผิดชอบน่ะไม่มีทาง
 
 
ใครมันจะอยากมารับภาระเลี้ยงโอเมก้าที่ถูกคู่หมั้นเฉดหัวทิ้ง แถมยังท้องโย้เพราะสะเหล่อหยุดยาคุมฮีทและโง่กินยาคุมกำเนิดซึ่งตัวเองใช้ไม่ได้ผล
 
 
 
“กวาง!”
 
 
 
ไม่มีทางที่พี่คีนจะรักเขากับลูกจริงๆ
 
 
ไม่มีทาง....
 
 
 
“กวาง.... อย่า!!!!”
 
 
 
เสียงที่คิดว่าได้ยินเพราะเครียดจนประสาทหลอนไปเองแผดดังขึ้นจนแก้วหูสะเทือน ก่อนที่ร่างทั้งร่างของเจ้ากวางน้อยจะถูกเรี่ยวแรงมหาศาลดึงให้เซถลาไปทางด้านหลัง ทันทีที่ตั้งหลักยืนตรงได้ เด็กหนุ่มก็หันขวับไปหาบุคคลเป้าหมายพร้อมกับจะอ้าปากด่าโทษฐานบังอาจมาทำให้เขาตกใจ ซ้ำยังเกือบล้มหงายหลังหัวฟาดพื้น.... ทว่า คำพูดทุกอย่างกลับกลืนหายลงลำคอไป เมื่อคนที่เขาเพิ่งคิดถึงแต่ไม่คาดว่าจะเจอกลับมายืนเป็นยักษ์ปักหลั่นอยู่ตรงหน้า
 
 
“พี่คีน..........??”  
 
 
ร่างเล็กส่งเสียงแผ่วหวิวคล้ายละเมอ สับสนงุนงงว่าตัวเองกำลังตื่นหรือนอนหลับฝันอยู่กันแน่  
 
 
"ทำไมพี่คีน......ถึงมาอยู่นี่ได้.......??"
 
 
“พี่ต่างหากที่ต้องถามหนูว่ามาทำอะไรอยู่ตรงนี้!”  
 
 
เคนเนทยังไม่ยอมปล่อยมือจากแขนร่างเล็ก ซ้ำยังเพิ่มแรงบีบจนอีกฝ่ายต้องนิ่วหน้าร้องโอดโอย รู้ว่าเจ็บแต่จะให้ปล่อยไปง่ายๆ ก็คงไม่ได้ เพราะภาพที่เห็นเมื่อกี้นี้ก็คือเจ้ากวางน้อยกำลังจะเดินออกไปทางขอบระเบียงซึ่งพื้นเบื้องล่างเป็นแม่น้ำเชี่ยวกราก และถ้าเขามาไม่ทัน กวางก็คงกระโดดลงไปแล้ว  
 
 
“ทำไมถึงได้ดื้อขนาดนี้ล่ะคะ แบมบี้!?  หนูไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวนะ ถ้าหนูไปอะไรไป ทุกคนเขาก็เสียใจกันหมด พี่เสียใจ ไอ้พอร์ชก็เสียใจ ไหนจะคุณลุง ป้านิ่ม แล้วก็คนอื่นๆ ที่บ้านอีก!”
 
 
“ห๊ะ.... กวางไม่ได้ทำอะไรสักหน่อย??”
 
 
ร่างบางปฏิเสธพลางกระตาปริบๆ มองหน้าอัลฟ่าหนุ่ม ซึ่งฝ่ายผู้ใหญ่ก็ทึกทักเอาว่าเป็นคำแก้ตัวเมื่อโดนจับได้ซึ่งหน้าว่าทำผิด
 
 
“ยังจะเถียงอีก พี่ก็เห็นอยู่ว่าหนูกำลังจะกระโดดลงไปข้างล่าง!”
 
 
ทั้งที่เคนเนทตั้งใจจะว่าให้สำนึก หากกวิวิชญ์กลับเปลี่ยนสีหน้างุนงงเป็นอมยิ้มขำก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะตามออกมา
 
 
“เห็นว่ากวางจะกระโดด แล้วพี่คีนไม่เห็นกระจกกั้นเหรอ?”  
 
 
ปลายนิ้วเรียวชี้ไปยังแผงอะคริลิคใสสูงเกือบสามเมตรซึ่งกั้นยาวตั้งแต่ขอบระเบียงด้านหนึ่งจรดอีกด้านหนึ่ง ไหนยังจะมีรั้วเสริมอีกชั้น ต่อให้อยากกระโดดลงไปมากแค่ไหนก็ทำได้ยืนชมวิวอยู่ห่างๆ ที่สำคัญก็คือเมื่อครู่นี้เขาแค่จะเดินมาทิ้งกระดาษทิชชู่ใช้แล้ว ก็ถังขยะมันตั้งตรงนี้ อยู่ดีๆ ดันมีคนประสาทกลับมาหาว่าเขาจะฆ่าตัวตายเสียอย่างนั้น   
 
 
“เป็นสถาปนิกเสียเปล่า ไม่รู้หรือไงว่าถ้าจะสร้างระเบียงสูงๆ แบบนี้ก็ต้องสร้างที่กั้นไม่ให้คนตกลงไปด้วย.... บ้าบอชะมัด!”
 
 
เคนเนทหน้าม้านไปพอควรเมื่อโดนเด็กถอนหงอกเข้าให้จังเบ้อเริ่ม.... ก็ใครมันจะไปรู้ล่ะ เขามองเห็นจากไกลๆ ว่าหนูแบมบี้ลุกขึ้นเดินแยกตัวออกมาจากกลุ่มคน ตรงดิ่งไปทางขอบระเบียง ด้วยอารมณ์เป็นห่วงทำให้ไม่ทันมองให้ดีว่ามันมีแผงอะคริลิคใสกั้นอยู่ ก็กลัวว่าเจ้าตัวอาจมีเรื่องทะเลาะผิดใจอะไรกับพิธานแล้วต้องการจะหนีปัญหาด้วยวิธีสิ้นคิด
 
 
แต่ถึงจะไม่ได้คิดฆ่าตัวตายก็ยังมีคดีอื่นที่ต้องเคลียร์กันอยู่ดี....
 
 
“แล้วตกลงว่าหนูมาทำอะไรที่นี่คะ?”
 
 
“นี่ห้างนะ กวางมาเดินเล่นอย่างคนอื่นเขาบ้างไม่ได้หรือไงล่ะ?”
 
 
“พี่คีนหมายถึงว่ามันมืดแล้ว เวลานี้หนูควรจะอยู่บ้านไม่ใช่เหรอ.... แล้วนี่หนูมายังไง? มาคนเดียวหรือมีเพื่อนมาด้วย?”
 
 
เพราะห้างสรรพสินค้าแห่งนี้อยู่อีกฝั่งของกรุงเทพมหานคร ไม่ได้ใกล้บ้านอศิรวัฒน์ ไม่ได้ใกล้ออฟฟิศ The Superior Group และไม่ได้ใกล้มหาวิทยาลัยของเจ้าตัวเลย เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ชายหนุ่มแปลกใจเมื่อเห็นเจ้ากวางน้อยที่นี่
 
 
“กวางอายุยี่สิบแล้วนะ ไม่ได้สิบขวบ จะได้กลับบ้านสามโมงเย็นทุกวัน!”  
 
 
ร่างเล็กเถียงกลับทันควัน ก็จริงอยู่ว่าวันนี้เขาจงใจเถลไถลจนผิดเวลา แต่เขาก็มีเหตุผลของตัวเองซึ่งไม่จำเป็นจะต้องรายงานให้ใครฟัง โดยเฉพาะคุณเคนเนท วิลเลียม แซมมวลส์ซึ่งไม่ได้มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับเขาทั้งสิ้น  
 
 
“พี่คีนไม่ได้เป็นอะไรกับกวางซะหน่อย จู้จี้วุ่นวายยิ่งกว่าเป็นพ่อกวางอีก น่ารำคาญ!”
 
 
“พี่คีนก็ไม่ได้เป็นอะไรกับหนูทั้งนั้นแหละค่ะ พี่แค่เป็นห่วงหนู.... โอเคไหม?”  
 
 
เคนเนทไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเขากับน้องกวางถึงคุยกันดีๆ ไม่ได้ ทั้งที่ไม่เคยมีสักครั้งที่เขาจะหวังร้ายกับเด็กคนนี้ ออกจะเป็นคนเดียวบนโลกที่เขาแสดงความเอ็นดูและเป็นห่วงเป็นใยอย่างไม่คิดปิดบังเลยด้วยซ้ำ  
 
 
“เมื่อวานหนูก็ไม่สบาย น่าจะอยู่บ้านพักผ่อนเยอะๆ ไม่ใช่ออกมาเตร็ดเตร่ค่ำมืดดึกดื่น”
 
 
“ฮึ!”
 
 
แต่เด็กดื้อก็ยังคงเป็นเด็กดื้อ ไม่มีทางหรอกที่กวิวิชญ์จะยอมทำตัวว่าง่าย ขนาดนี้แล้วยังยืนกอดอกไขว้ขาเชิดหน้าใส่ผู้ใหญ่อยู่ได้
 
 
“ไปค่ะ.... เดี๋ยวหนูขึ้นไปทานข้าวกับพี่ แล้วค่อยโทรเรียกไอ้พอร์ชให้มารับ”
 
 
“อะไร!? อย่ามายุ่งกับกวางนะ!”
 
 
“พี่ไม่ยุ่งไม่ได้ค่ะ ก็หนูเกเรมากเลยนี่”
 
 
ดูท่าทางแล้วเจ้าตัวเล็กน่าจะยังไม่ได้กินมื้อเย็น อัลฟ่าหนุ่มจึงจัดแจงบังคับลากเอาอีกฝ่ายขึ้นไปนั่งกินให้เรียบร้อยเสียก่อนแล้วค่อยปล่อยกลับบ้าน ยิ่งร่างกายไม่สมประกอบอยู่ เดี๋ยวป่วยนั่นป่วยนี่ ขืนอดหรือกินอาหารผิดเวลาก็คงได้โรคกระเพาะแถมมาอีกอย่างแน่
 
 
“ก็บอกว่าอย่ายุ่งไงเล่า!!”  
 
 
โอเมก้าตัวเล็กดีดดิ้นปึงปัง พยายามสะบัดแขนตัวเองออกจากมือหนาของฝ่ายอัลฟ่า เสียงตะโกนโวยวายดังลั่นจนคนแถวนั้นเริ่มหันมามองแล้วซุบซิบนินทา แต่ใครสนล่ะ ตอนนี้เขาไม่อยากกลับบ้าน ไม่อยากกินข้าว ไม่อยากคุยกับใครทั้งนั้น.... โดยเฉพาะไอ้พี่คีน!   
 
 
“ปล่อยนะ.... อย่ามายุ่งกับกวาง! คนนิสัยไม่ดี! ปล่อย!!!”
 
 
 
ตุบ!
 
 
 
ระหว่างที่กำลังยื้อยุดฉุดกระชากกันอยู่นั้น ม้วนกระดาษพับยับยู่ยี่ก็ร่วงออกมาจากช่องหน้ากระเป๋าเป้ของเด็กหนุ่ม ซึ่งเคนเนทก็คงจะไม่รู้สึกเอะใจสงสัยเลยถ้าเจ้ากวางน้อยไม่ชะงักกึกไปชั่วครู่เหมือนว่าตกใจมาก ก่อนจะก้มลงเก็บมันขยำๆ ใส่กระเป๋ากางเกงประหนึ่งว่ามันคือความลับที่ไม่อยากให้เขาเห็น
 
 
“นั่นกระดาษอะไร?”
 
 
“ไม่เกี่ยวกับพี่คีน!”  
 
 
ร่างเล็กสะบัดสะบิ้ง พยายามดึงแขนตัวเองให้หลุดจากมือหนา เมื่อไม่ได้ผลก็เปลี่ยนเป็นกระหน่ำทุบถองไม่ยั้ง แต่จะไม่มีทางยอมเชื่องกับไอ้พี่คีนเป็นอันขาด   
 
 
“ปล่อยกวางได้แล้ว เดี๋ยวกวางอยากกลับบ้านเมื่อไรก็กลับเองแหละน่า!”
 
 
“มาอยากกลับเองอะไรเอาป่านนี้ ช้าไปแล้วค่ะ”  
 
 
 
จะให้ออกแรงบีบบังคับมากกว่านี้ก็ไม่ใช่เรื่องยาก หากอัลฟ่าหนุ่มก็ไม่อยากให้กวางน้อยบาดเจ็บโดยใช่เหตุ ตัวเล็กเท่านี้แค่โดนเขาโบกทีเดียวก็คงได้นอนหยอดน้ำข้าวต้มแล้ว ซึ่งจะว่าไปแล้วมันก็น่าโดนอยู่หรอก ใครจะไปคิดว่าเด็กวัยรุ่นหน้าตาบ้องแบ๊วอย่างคุณชายกวิวิชญ์จะกล้ายุ่งกับอบายมุข มิหนำซ้ำยังมายืนเถียงตาใสๆ หาว่าผู้ใหญ่ยุ่งไม่เข้าเรื่องอีก  
 
 
“แล้วก็เอากระดาษเมื่อกี้มาให้พี่.... เป็นเด็กเป็นเล็กใครสอนให้พนันฟุตบอล หนูนี่นับวันชักเอาใหญ่แล้วนะคะ!”
 
 
“จะบ้าเหรอ กวางไม่ได้แทงบอลนะ!”
 
 
“งั้นก็เอามาให้พี่ดูหน่อย”
 
 
“ก็บอกว่าไม่ให้....!!”
 
 
ด้วยลักษณะกระดาษเป็นแผ่นยาวเหมือนที่เคนเนทเคยเห็นเด็กเดินโพยแจกให้ลูกค้าตามผับ เขาจึงเชื่อว่าสิ่งที่กวางน้อยกำลังซ่อนอยู่จะต้องเป็นเรื่องไม่ดีไม่งามแน่.... ถ้าเป็นเด็กคนอื่น เคนเนทก็คงไม่อยากยุ่ง ปล่อยให้เป็นหน้าที่พ่อแม่อบรมสั่งสอนกันเอง แต่นี่คือหนูแบมบี้ของเขา ยิ่งคุณลุงภาคไม่ค่อยมีเวลาใส่ใจหลานอุปการะก็ไม่แปลกที่เจ้าตัวจะหลงผิดมาทางนี้ ส่วนไอ้พอร์ชน่ะเหรอ ไม่ต้องพูดถึงเลย แค่ทุกวันนี้ยังจำได้ว่าตัวเองมีคู่หมั้นก็บุญหัวเท่าไรแล้ว
 
 
"ไอ้พี่คีน.... เอาของกวางคืนมา!!!"
 
 
ไม่ทันแล้ว แค่พริบตาเดียว อัลฟ่าหนุ่มก็กระชากโอเมก้าตัวเท่าลูกแมวให้มาอยู่อ้อมแขน แผ่นกระดาษที่กระเป๋าหลังกางเกงนักศึกษาถูกแย่งเอาไปอย่างง่ายดาย พร้อมกับวิญญาณของกวางน้อยซึ่งคล้ายจะหลุดออกจากร่างไปด้วย
 
 
ถ้ามันให้ดูได้ก็คงให้ไปตั้งนานแล้ว แต่ที่ให้ไม่ได้ก็เพราะ....
 
 
“แบมบี้..........”   
 
 
ข้างในหัวกวางเย็นเฉียบเมื่อได้ยินน้ำเสียงพี่คีนที่เรียกเขา หน่วยตากลมเหลือบขึ้นมองใบหน้าคมดุซึ่งกำลังจ้องตัวหนังสือเล็กเท่ามด หัวใจหดลีบฝ่อเหมือนจะหยุดการทำงานไปชั่วครู่ นิ้วมือที่จิกท่อนแขนแกร่งหมายจะให้ปล่อยตนเองเป็นอิสระค่อยๆ คลายออก ก่อนที่เรียวแขนเล็กจะห้อยตกลงข้างลำตัว  
 
 
“ทำไมหนูถึงซื้อยาแบบนี้มากินคะ? หรือว่า........??”
 
 
ลมหายใจขมวดเป็นก้อนจุกอยู่ในลำคอ ตอนนี้กวิวิชญ์รู้สึกราวกับว่ากำลังจะถูกรอยแยกบนพื้นสูบลงนรกไม่ได้ผุดได้เกิดอีกเลย
 
 
 
“หนูมีน้องให้พี่คีนเหรอคะ?”
 
 
 
'บ้าน่า พี่คีนเอาอะไรมาพูดเนี่ย?'
 
 
นี่คือประโยคที่กวางอยากจะพูดออกไปพร้อมกับแค่นหัวเราะยียวน หากมันก็เลือนหายไปภายในหัวสมองตื้อๆ ที่มีแต่ความกลัวของเขา ในขณะที่เคนเนทก้มหน้าลงมามองสบตา น้ำเสียงทุ้มเข้มบ่งบอกชัดว่าต้องการได้ยินคำตอบเดี๋ยวนี้
 
 
“แบมบี้.... หนูกำลังท้องลูกของพี่ใช่ไหม?”
 
 
 
“พะ......พี่คีนเลิกพูดเองเออเองสักทีเหอะ”  
 
 
เสียงสั่นเครือกับถ้อยคำปฏิเสธไม่เต็มปากเป็นสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่ร่างเล็กจะทำได้แล้ว หรืออาจจะพ่วงด้วยการปั้นน้ำเป็นตัวแถมไปอีกนิดหน่อย.... จะให้พี่คีนรู้ไม่ได้เด็ดขาดว่าเขาท้อง เพราะเขายังไม่พร้อมจะไปจากบ้านอศิรวัฒน์ในตอนนี้ ยังไม่อยากถูกถอนหมั้น ยังไม่อยากถูกตัดขาดจากพี่พอร์ช และไม่อยากถูกตราหน้าว่าเป็นโอเมก้าชั้นเลวที่พอติดสัดก็อ้าขาให้อัลฟ่าคนไหนก็ได้
 
 
“ยานั่นน่ะของเพื่อนกวาง.... เพื่อนกวางฝากซื้อ กวางก็เลยเอาส่วนผสมกับวิธีกินมาอ่านเล่น ก็แค่นั้น” 
 
 
“เพื่อนคนไหนคะ? พี่ขอคุยกับเขาหน่อยได้ไหม?”
 
 
“พี่คีน!”
 
 
ร่างสูงหรี่ตามองแทนคำบอกว่าไม่เชื่อ เพียงแค่เห็นว่ากระดาษแผ่นนั้นคือฉลากวิตามินบำรุงครรภ์ยี่ห้อดัง เขาก็ปะติดปะต่อเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ได้แล้ว.... ที่แท้เจ้ากวางน้อยก็ไม่ได้ป่วย หากนั่นคืออาการแพ้ท้องต่างหาก นึกแล้วก็หงุดหงิดที่เขาดูไม่ออกตั้งแต่แรก แล้วก็จะยิ่งหงุดหงิดมากขึ้นไปอีกเมื่อเด็กดื้อไม่ยอมเปิดใจพูดความจริงกันเสียที
 
 
“หนูโกหกพี่ชัดๆ”  
 
 
เคนเนทไม่ยอม เขารั้งตัวเด็กหนุ่มเอาไว้ไม่ให้ขยับเขยื้อน กลัวเหลือเกินว่าอีกฝ่ายจะก้าวขาแล้ววิ่งหนีหายไปจากเขาอีก  
 
 
“หนูจะโกหกเรื่องไหน พี่ก็ไม่อยากว่า.... แต่สำหรับเรื่องนี้ พี่คีนขอนะคะ หนูพูดความจริงกับพี่เถอะ”
 
 
มือใหญ่ถือวิสาสะแตะลงบนหน้าท้องซึ่งยังคงแบนราบ แม้จะมองไม่เห็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่ภายในร่างกายของกวิวิชญ์ ทว่า เคนเนทก็กล้าพูดได้อย่างเต็มปากเลยว่าเขาสามารถสัมผัสรับรู้ได้ถึงเลือดเนื้อเชื้อไขของตนเองซึ่งกำลังเติบโตทีละเล็กทีละน้อยเพื่อรอวันที่จะได้ออกมาลืมตาดูโลก.... และเรียกเขาว่า ‘แด๊ดดี้’
 
 
“ในนี้มีลูกของพี่......ใช่ไหมคะ แบมบี้?”
 
 
ในตอนนั้น เจ้ากวางน้อยถึงคราวต้องยอมจำนนต่อความจริงที่ว่าเขาไม่สามารถปิดบังอะไรได้อีกต่อไปแล้ว ทำได้แค่เพียงพยักหน้าเงียบๆ ทั้งน้ำตาไหลอาบแก้ม สารภาพหมดเปลือกว่าระหว่างตนเองกับพี่คีนมีสายใยเล็กๆ ก่อกำเนิดขึ้น.... ผูกมัดพวกเขาสองคนเข้าด้วยกันให้เป็นมากกว่าแค่คู่นอนคืนเดียว
 
 
และมันก็ส่งผลให้กวางต้องเปลี่ยนเส้นทางเดินชีวิต โดยที่อาจจะไม่มีวันได้กลับมาสู่หนทางเดิมได้อีกเลย
 
 
 
 
ใช่แล้ว.... เขากำลังจะมีลูกให้พี่คีน
 
 
 
 
 
 
TO BE CONTINUE
 
#บังเอิญท้อง
[ Omegaverse ] αΩ ++ CRUEL INTENTIONS : บังเอิญท้อง ++ Ω α
- [ Omegaverse ] αΩ ++ CRUEL INTENTIONS : บังเอิญท้อง ++ Ω α CHAPTER 10 : 'แสดงความเป็นเจ้าของ' [1 พฤษภาคม 2562 18:46 น.]
- [ Omegaverse ] αΩ ++ CRUEL INTENTIONS : บังเอิญท้อง ++ Ω α CHAPTER 9 : 'แด๊ดดี้ยืนหนึ่ง' [1 พฤษภาคม 2562 18:46 น.]
- [ Omegaverse ] αΩ ++ CRUEL INTENTIONS : บังเอิญท้อง ++ Ω α CHAPTER 8 : 'กวางน้อยทำรังแต่พอตัว' [1 พฤษภาคม 2562 18:46 น.]
- [ Omegaverse ] αΩ ++ CRUEL INTENTIONS : บังเอิญท้อง ++ Ω α CHAPTER 7 : 'ชั่วเจ็ดที ไม่ดีสักหน' [1 พฤษภาคม 2562 18:46 น.]
- [ Omegaverse ] αΩ ++ CRUEL INTENTIONS : บังเอิญท้อง ++ Ω α CHAPTER 6 : 'บทเรียน One Night Stand' [1 พฤษภาคม 2562 18:46 น.]
- [ Omegaverse ] αΩ ++ CRUEL INTENTIONS : บังเอิญท้อง ++ Ω α CHAPTER 5 : 'จุดอ่อนของอัลฟ่า' [1 พฤษภาคม 2562 18:46 น.]
- [ Omegaverse ] αΩ ++ CRUEL INTENTIONS : บังเอิญท้อง ++ Ω α CHAPTER 4 : 'เซอร์ไพรส์กันให้สุด' [1 พฤษภาคม 2562 18:46 น.]
- [ Omegaverse ] αΩ ++ CRUEL INTENTIONS : บังเอิญท้อง ++ Ω α CHAPTER 3 : 'คู่หมั้นคู่หมาย' [1 พฤษภาคม 2562 18:46 น.]
- [ Omegaverse ] αΩ ++ CRUEL INTENTIONS : บังเอิญท้อง ++ Ω α CHAPTER 2 : 'ปรบมือข้างเดียวก็ดังได้' [1 พฤษภาคม 2562 18:46 น.]
- [ Omegaverse ] αΩ ++ CRUEL INTENTIONS : บังเอิญท้อง ++ Ω α CHAPTER 1 : 'กลิ่น' [1 พฤษภาคม 2562 18:46 น.]
ดูทั้งหมด

  แสดงความคิดเห็น

ตัวหนา ตัวเอียง ตัวขีดเส้นใต้ ตัวขีดกลาง ชิดซ้าย กึ่งกลาง ชิดขวา รูปภาพ ลิ้งก์ ขนาดต้วอักษร สีต้วอักษร

ชื่อ: *
E-mail : *
ไม่ต้องการแสดง Email
รหัสตรวจสอบ : Security Image
* กรุณากรอกรหัสที่อยู่ในรูป

Copyright by http://www.alizzykame.com
2006-2015
Engine by MAKEWEBEASY