ดูสินค้าในตะกร้า    แจ้งการชำระเงินออนไลน์   
  
   FICTION BOOK (17)
   WEBBOARD
สถิติผู้เข้าชม
 ขณะนี้มีผู้เข้าใช้ 4
 ผู้เข้าชมในวันนี้ 211
 ผู้เข้าชมทั้งหมด 979,536
กรุณาฝาก Email ของท่าน
  เพื่อรับข่าวสาร ที่น่าสนใจ
29 พฤศจิกายน 2563
อา จ. อ. พ. พฤ ศ. ส.
10  11  12  13  14 
15  16  17  18  19  20  21 
22  23  24  25  26  27  28 
29  30           
             
  Short Fiction & One Shot
[SHORT-FIC]++THE WISH++(For Jin's 2006 Birthday),
[25 กุมภาพันธ์ 2556 13:07 น.]จำนวนผู้เข้าชม 1911 คน
The Wish : คำอธิษฐาน
~Birthday Fiction For Akanishi Jin~




บนโลกใบนี้....แม้จะมีผู้คนมากมายก็ตาม
แต่ว่าจะมีใครบ้างไหมที่เกิดมาเพื่ออยู่เคียงข้างเราตราบจนชั่วชีวิต?
คำตอบคือ....อาจจะไม่มีก็ได้
ถึงอย่างไรก็ยังคงรออย่างมีความหวัง ขอแค่เพียงมีสักคนที่ยินดีรับฟังและเข้าใจ
ถ้อยคำวิงวอนแผ่วเบาราวสายลม....แม้จะไร้เสียงเปล่งออกมา
....เฝ้าอธิษฐานซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่เช่นนี้เรื่อยไป


เมื่อเสียงกริ่งสัญญาณบอกเวลาโรงเรียนเลิกดังขึ้นในตอนบ่าย เสียงพูดคุยของเพื่อนนักเรียนร่วมชั้นซึ่งกำลังพากันนัดแนะหาสถานที่เที่ยวเล่นก่อนกลับบ้าน เสียงลากโต๊ะและเก้าอี้ครืดคราด ฟังแล้วชวนให้หนวกหูก็ดังสวนขึ้นมาภายในห้องเรียนสี่เหลี่ยมขนาดไม่กว้างขวางนัก....ในสายตาของคนบางคน มันอาจจะเป็นเรื่องน่ารำคาญใจ เพราะทุกอย่างเกิดขึ้นวนเวียนซ้ำซากอยู่ทุกวันราวกับเป็นกิจวัตร หากถึงแม้ว่าจะรู้สึกเบื่อหน่ายแต่กลับไม่สามารถหลีกเลี่ยงไปจากสถานการณ์เช่นนี้ได้เลย....

อาคานิชิ จิน ลุกขึ้นจากที่นั่งของตนบริเวณริมหน้าต่าง หลังจากเก็บเอาข้าวของและหนังสือเรียนใส่ลงในกระเป๋าเรียบร้อยแล้ว....ขยับแว่นตากรอบหนาสีดำบนใบหน้าให้เข้าที่เข้าทางก่อนออกจากห้องเรียนไปโดยที่ไม่สนใจใครทั้งสิ้น....

บนถนนสายยาวซึ่งเจ้าตัวใช้เป็นเส้นทางประจำเพื่อกลับบ้าน จินปล่อยเวลาให้ผ่านไปอย่างเชื่องช้าด้วยการเดินทอดน่องไปเรื่อยๆ ถึงแม้ว่าเขาจะรีบกลับบ้านไปก็คงไม่มีอะไรทำอยู่ดี....ทั้งบรรยากาศรอบข้างและทิวทัศน์คุ้นตา ไม่มีอะไรแปลกใหม่หรือเปลี่ยนแปลงไปเลย....ทำไมชีวิตของเขาถึงได้ช่างจำเจอย่างนี้นะ?

หลายครั้งที่พยายามค้นหาคำตอบ แต่ก็ไม่พบอะไรที่พอจะให้ความกระจ่างแก่ข้อสงสัยนี้ได้ นอกเสียไปจากการที่เขานั้นคือเจ้าแว่นหรือหมูทึ่มจอมอืดอาดในสายตาของใครต่อใคร....ถึงจะเคยลองพยายามปรับตัวเข้าหาคนอื่น แต่สุดท้ายมันก็กลับมาเป็นอย่างเดิมอยู่ดี ....เคยคิดอยู่เหมือนกันว่าเป็นเพราะเจ้าแว่นตาอันนี้แหละที่เหมือนกับกำแพงขวางกั้นระหว่างตัวเขากับโลกภายนอก คงเพราะว่าไม่มีใครอยากจะยุ่งกับเด็กเรียนแว่นหนา ท่าทางเฉิ่มเชยเป็นแน่....ประกอบกับอุปนิสัยที่ค่อนข้างจะเก็บตัว ไม่สุงสิงกับใคร ก็ยิ่งทำให้ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานั้นจินไม่เคยมีเพื่อนสนิทเลยแม้สักคนเดียว

‘คนเราทุกคน...ยกเว้นพวกฝาแฝด ล้วนเกิดมาเพียงลำพัง ดังนั้นการที่จะใช้ชีวิตอยู่อย่างโดดเดี่ยวแล้วตายไปทั้งอย่างนั้นก็ไม่เห็นว่าจะเป็นเรื่องใหญ่อะไร....แล้วเราจะมานั่งทุกข์ร้อนไปทำไมกัน?’

แต่ว่ามันเหงาไม่ใช่เหรอ....?

เพียงแค่อยากจะมีใครสักคนที่จะคอยพูดคุย รับฟังเรื่องราวของเราอย่างจริงใจ และช่วยเห็นว่าคนอย่างจินก็ยังมีตัวตนอยู่ในโลกใบนี้บ้าง....

“ไม่เป็นไรหรอก....อย่างน้อยฉันก็ยังมีพวกแกอยู่นี่นะ”

จินลุกขึ้นจากเก้าอี้ตรงโต๊ะเขียนหนังสือตัวเก่า....เดินไปยังตู้ไม้ใบโตที่มุมห้องซึ่งใช้สำหรับเก็บอุปกรณ์ประกอบโมเดลจำพวกหุ่นยนต์ ของเล่นที่เขาใช้เป็นเครื่องมือแก้เหงา ภายในชั้นวางเต็มไปด้วยหุ่นจำลองต่างขนาด ต่างรูปแบบ เรียงรายแน่นขนัดไปหมดจนแทบไม่เหลือที่ว่าง....

เมื่อตอนยังเป็นเด็ก คุณพ่อมักจะซื้อของเหล่านี้มาฝากจากห้างสรรพสินค้าในแบบที่ประกอบสำเร็จรูปมาเรียบร้อยแล้ว แต่จินชอบที่จะจัดการต่อพวกมันเข้าด้วยฝีมือของตนเองมากกว่า...ระยะหลังจึงเริ่มเปลี่ยนมาเป็นโมเดลแบบกึ่งสำเร็จรูปเพื่อให้เขาได้ประกอบและลงสีเอง เมื่อมีความชำนาญมากขึ้นก็ถึงขนาดซื้อแผ่นพลาสติกไวนีลมาลองตัดตามแบบที่ร่างเอาไว้ ....พอนานวันเข้า ทั้งตู้วางของตลอดจนบนโต๊ะหรือมุมต่างๆภายในห้องนอนก็แน่นขนัดไปด้วยของเล่นที่จินเรียกขานว่า ‘เพื่อน’

แต่ดีแล้วเหรอที่จะปล่อยให้มันเป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ....?
ไม่รู้ว่าความเหงาและความเปล่าเปลี่ยวที่เกาะกุมจิตใจอยู่ทุกวันนี้จะหมดสิ้นไปเมื่อใด...

ไม่รู้ว่าจินคิดมากไปเองหรือเปล่า ว่าแต่ละครั้งที่หุ่นจำลองจากฝีมือของเขาเพิ่มจำนวนมากขึ้น เขาก็ยิ่งรู้สึกว่าเงาของตนเองที่ทาบทับลงบนโลกใบนี้....กำลังค่อยๆเลือนหายไปทุกที






ตลอดช่วงเวลาสองอาทิตย์ที่ผ่านมา สิ่งต่างๆรอบตัวก็ยังคงเหมือนเดิม ตื่นนอนตอนเช้าไปโรงเรียน ตกเย็นก็กลับบ้าน ทานข้าวพร้อมกับครอบครัว อ่านหนังสือเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัยและถ้าหากมีเวลาว่างก็ต่อหุ่นโมเดล ไม่เคยมีอะไรมากไปกว่านั้นเลย....

แต่สำหรับวันนี้....กลับมีอะไรบางอย่างที่แตกต่างออกไป

“แถวนี้มีซอยแบบนั้นอยู่ด้วยเหรอเนี่ย?....”

จากหน้าซอยที่ดูคับแคบ แต่เมื่อเดินลึกเข้าไปด้านในถนนหนทางจะกว้างขึ้นเรื่อยๆ สองข้างทางเป็นที่รกร้างว่างเปล่า เหมือนเป็นแหล่งเก็บรวบรวมสิ่งของที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว ทั้งเศษเหล็ก ซากจักรยานเก่า ถังน้ำมันและกองไม้มากมาย...เรียกง่ายๆก็ที่ทิ้งขยะดีๆนี่เอง

จินสำรวจเส้นทางใหม่ที่เพิ่งค้นพบอย่างตื่นเต้น เป็นครั้งแรกที่เขามีโอกาสได้มาในสถานที่แบบนี้ รู้สึกราวกับว่าอยู่ท่ามกลางสมรภูมิรบ...ตรงข้างหน้าเป็นทางตันซึ่งมีกำแพงบ้านสูงใหญ่ขวางอยู่ มองไปด้านซ้ายมือยังเป็นพื้นที่ทิ้งขยะขนานไปกับรั้ว ถึงแม้อยากจะเดินต่อมากแค่ไหนก็ตาม แต่ลมกลับเริ่มพัดแรง เมฆตั้งเค้าคล้ายว่าฝนกำลังจะตกในไม่ช้าจึงหันหลังกลับถนนทางขวามือ....รู้สึกคุ้นตาเพราะมองไปในระยะไม่เกิน200เมตร จะเห็นรั้วบ้านที่เดินผ่านเป็นประจำก่อนเลี้ยวตรงหัวมุมถนนแล้วค่อยถึงบ้านของตัวเอง

“อย่างนี้ก็เป็นทางลัดน่ะสิ....”

สองขารีบออกวิ่งไปยังเส้นทางใหม่ ลมยิ่งกรรโชกแรงพัดพาฝุ่นละอองและเศษขยะปลิ่วว่อนทั่วบริเวณ แผ่นกระดาษลอยหวือมาตามลมปะทะเข้ากับใบหน้าของเขาอย่างจัง ด้วยความรู้สึกเหมือนกำลังถูกจู่โจม โดยสัญชาติญาณป้องกันตัวทำให้จินรีบดึงเอาแผ่นกระดาษออกมาดูตรงหน้า....

' เป็นแค่ตุ๊กตา....ฉันยังสวยกว่าอีก!!!! '

' ให้ซื้อไอ้เนี่ยน่ะเรอะ!!?? ไม่เอาด้วยหรอก '

' อี๋....น่าขนลุกชะมัด เหมือนคนจนน่ากลัว '

' แหวะ! ไม่เห็นน่าซื้อเลย เก็บตังค์ไปซื้อผู้ชายของจริงดีกว่า '

' บ้า บ้า บ้า!!!!! 0_0 '

มีข้อความโฆษณาบางอย่างปรากฏขึ้นหลังรอยปากกาที่เขียนทับด้วยถ้อยคำแปลกๆนั้น

แผ่นกระดาษสภาพทรุดโทรมยับเยิน รอยขีดเขียนต่างๆเปรอะไปทั้งหน้า ต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการแกะเอาข้อความที่มีหมึกของปากกาเมจิกหลากสีสันปิดทับ...ซึ่งพอจะสรุปได้คร่าวๆว่าเป็นใบปลิวโฆษณาร้านขายตุ๊กตาเปิดใหม่สำหรับนักสะสม ด้านล่างมีแผนที่คร่าวๆบอกสถานที่ตั้งของร้านเอาไว้ด้วย และภาพประกอบที่อยู่ตรงหัวมุมด้านบนทำเอาเขานิ่งอึ้งจนแทบลืมหายใจไปชั่วขณะ....

“Superdollfie....? ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย....”

แม้หน้าตาจะสวยหวานเพียงใด แต่ที่เห็นในรูปนี้ก็ต้องเป็นตุ๊กตาเด็กผู้ชายแน่ ไม่อย่างนั้นคงไม่ใส่เลื้อผ้าเท่ห์ๆแบบนี้หรอก ถึงจะมีร่องรอยถูกขีดเติมรูปแปลกๆหรือถ้อยคำว่าร้าย...จินก็ยังรู้สึกว่ามันช่างงดงามจนไม่อาจละสายตาไปได้เลยสักวินาทีเดียว






ทันทีที่ถึงเวลาเลิกเรียนซึ่งวันนี้ดูเหมือนว่าจะมาช้ากว่าปกติในความรู้สึกของจิน เขาเร่งรีบเก็บข้าวของแล้วมุ่งตรงไปยังร้านขายตุ๊กตาตามที่ระบุไว้บนใบปลิวซึ่งเก็บได้เมื่อวาน....ตำแหน่งที่ตั้งของร้านนั้นอยู่ในย่านวัยรุ่น มีผู้คนขวักไขว่มากมายจนน่าเวียนหัว แต่ไหนแต่ไรแล้วที่จินไม่คุ้นเคยและรู้สึกแปลกแยกจากสถานที่ที่ค่อนข้างพลุกพล่านเช่นนี้....ในที่สุดก็มาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าตู้กระจกแบบWindow Displayขนาดใหญ่ซึ่งถูกจัดแต่งและประดับประดาไปด้วยตุ๊กตาสวยงามสำหรับสะสมมากมายละลานตา....เช่นเดียวกับตู้ใบเก่าที่บ้านของเขา แต่ต่างกันตรงที่ว่าหุ่นยนต์พวกนั้นไม่ได้มีลักษณะที่ให้ความรู้สึกเหมือนมีมนต์ขลังสะกดแทบทุกสายตาที่เดินผ่านไปมาบนถนนสายนี้ได้เลย

หลังจากที่ถอนหายใจเฮือกใหญ่เรียกความมั่นใจอันน้อยนิดให้ก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างแล้ว ร่างสูงก็ตัดสินใจผลักบานประตูไม้โอ๊คสีเข้มดูหรูหราเพื่อเข้าไปยังด้านใน....ไอเย็นจากเครื่องปรับอากาศลอยมาสัมผัสใบหน้าทำให้ขนลุกซู่ทั่วทั้งร่าง ภายในร้านมีลูกค้าไม่มากนักแต่ถึงอย่างนั้นจินก็ยังรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังมาอยู่ผิดที่ผิดทางอยู่ดี....

สายตาเบื้องหลังกรอบแว่นหนารีบสอดส่ายหาในสิ่งที่เขาต้องการทันที...ไม่ลำบากนัก เพราะตุ๊กตาสูงสองฟุตกว่าๆซึ่งนับว่าออกจะเป็นขนาดที่ค่อนข้างใหญ่สักหน่อยสำหรับโมเดลแบบเต็มตัว ถูกจัดวางเอาไว้ในตู้โชว์กลางร้านที่เด่นสะดุดตาที่สุด....

“หมอนั่น...มาอยู่ตรงนี้นี่เอง”

สิ่งที่กำลังเห็น...มันช่างเกินกว่าที่เคยคาดฝันเอาไว้มากทีเดียว ตุ๊กตาSuper Dollfieในใบปลิวโฆษณาเมื่อวานกำลังปรากฏอยู่ตรงหน้าเขาแล้ว

ใบหน้างดงามหมดจดกำลังจับจ้องมายังจินด้วยดวงตาสีน้ำตาลสุกใสแวววาวราวกับแก้วเนื้อดี เส้นผมสีทองอ่อนพริ้วสลวยในรูปทรงที่เหมาะเจาะ รับกันเป็นอย่างดีกับผิวขาวเรียบลื่นสวยหมดจดทั่วทั้งตัว เสื้อผ้าที่สวมใส่ก็ดูมีสไตล์เป็นเอกลักษณ์ แค่มองปราดเดียวก็รู้ว่านี่คืองานฝีมือที่ต้องใช้ทั้งความละเอียดและความพิถีพิถันเป็นอย่างมากในสร้างสรรค์ผลงานอันแสนมหัศจรรย์เช่นนี้....

“120,000เยน!!!”

เผลออุทานออกมาเสียงดัง เมื่อเหลือบไปเห็นป้ายราคาที่ติดไว้ด้านล่างตู้กระจก....นี่เขาไม่ได้ตาฝาด หรือนับเลขศูนย์ผิดไปใช่ไหม!!??

.

.

.

จากข้อมูลที่ได้รับฟังจากพนักงานภายในร้าน ทำเอาร่างสูงแทบอยากจะถอดใจ แต่เมื่อพิจารณาดูจากออพชั่นและคุณสมบัติต่างๆของSuper Dollfie มันก็คุ้มค่าสมราคาดีอยู่หรอกนะ....บอดี้ทำจากโพลียูริเทนทั้งตัว สามารถเปลี่ยนสีตาและรูปลักษณ์ภายนอกได้ตามที่เจ้าของต้องการ มีวิกผมให้เลือกมากมาย มีอุปกรณ์สำหรับแต่งสีลงบนใบหน้าโดยเฉพาะ แถมยังมีเสื้อผ้าอีกต่างหาก จินรำพึงกับตัวเองเบาๆ ก้มนิ่งลงมองพื้นถนนอย่างคนกำลังใช้ความคิด

“เงินเก็บในธนาคารก็มีไม่ถึง ถ้าจะไปขอพ่อกับแม่ก็คงไม่ดี....ลูกชายอายุ18อยากได้ตุ๊กตาราคาแพงขนาดนี้ เฮ้อ...”

ใช่แล้ว!!!!

“ถึงจะดีแค่ไหนแต่ตัวก็สูงไม่เกิน70cm.หรอก...เพราะฉะนั้นเราสร้างSuper Dollfieขึ้นมาเองดีกว่า เอาให้ตัวขนาดเท่าคนจริงไปเลย....เพื่อนในแบบที่ต้องการและเป็นของๆเราคนเดียวเท่านั้น!!”

ความปรารถนาที่ต้องการมาตลอดชีวิต...เขาจะทำมันให้สำเร็จขึ้นมาด้วยมือของตัวเองให้ได้!






ความพยายามของนางอาคานิชิในวันนี้ก็ต้องสูญเปล่าอีกครั้ง...เมื่อลูกชายคนเดียวของเธอเอาแต่เก็บตัวอยู่ในห้องตลอดช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา เสียงก๊อกแก๊กซึ่งดังลอดออกมาไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่าจินกำลังทำอะไรอยู่....ความกังวลใจเริ่มมีมากขึ้นทุกขณะ ถึงจะรู้อยู่แก่ใจว่าเด็กคนนี้มีนิสัยใจคออย่างไร แต่ก็ไม่มีครั้งไหนที่จะรู้สึกว่าน่าเป็นห่วงถึงขนาดนี้มาก่อน....แม้จะเคาะประตูเรียกสักเท่าไรก็มีเพียงแค่เสียงขานตอบรับ....แต่เจ้าตัวก็ยังไม่ยอมออกมาเช่นเคย นอกเสียจากเวลาที่ต้องไปโรงเรียนเท่านั้น เมื่อเธอจะเข้าไปทำสะอาดห้องให้ตามปกติ ประตูกลับถูกลงกลอนเอาไว้แน่นหนา กุญแจสำรองก็ไม่มี พอสอบถามคาดคั้นลูกชายตัวดีก็ยังไม่ยอมบอกอะไร นอกจากคำยืนกรานว่าต่อจากนี้ไปจะขอทำความสะอาดห้องเอง...จนทนไม่ไหวต้องลองนำเรื่องนี้มาปรึกษากับสามีดูในที่สุด

“โธ่แม่...ลูกเราเป็นหนุ่มแล้วน่า....เขาคงอยากจะมีโลกส่วนตัวบ้าง ปล่อยแกไปเถอะ... ขืนไปยุ่งมากๆเดี๋ยวกลายเป็นช่องว่างในครอบครัวหรอก”

ถึงปากจะขยับพูดแต่สายตายังคงจับจ้องแต่โทรทัศน์....คุณนายอาคานิชิถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย พ่อลูกคู่นี้เหมือนกันไม่มีผิดตรงที่ถ้าหากว่ามีสิ่งที่สนใจอยู่ตรงหน้าก็จะหมกหมุ่นอยู่อย่างนั้นไม่สนใจเรื่องอื่นอีกเลย.... ผู้เป็นแม่เอนตัวพิงโซฟาพลางแหงนหน้ามองเพดาน ราวกับจะเพ่งให้เห็นทะลุว่าภายในห้องของลูกชายเธอ กำลังมีอะไรบางอย่างที่เป็น 'สิ่งดึงดูดใจ' ซ่อนอยู่ข้างในนั้น....






“เอาละ! วันนี้โต้รุ่ง ฉันจะอยู่กับนายทั้งคืนเลย”

จินพูดกับ 'บางสิ่ง' ซึ่งนอนราบไปกับพื้นห้อง....

กระป๋องบรรจุซอฟท์ไวนิลเกลื่อนกลาดทั่วบริเวณ....นี่ขนาดไม่ได้นับรวมกับจำนวนที่จินแอบขี่รถจักรยานออกไปตอนกลางดึกเพื่อนำไปทิ้งยังที่รกร้างในตรอกนั้นอีกร่วม100กระป๋องเลยด้วยซ้ำ! นอกจากนี้แล้ว มีทั้งเศษกระดาษทราย...อุปกรณ์ตกแต่งขัดเคลือบเงา...ส่วนผสมสำหรับทำให้พลาสติกแข็งตัว รวมไปถึงสีทำโมเดล วางเรียงรายเกะกะจนแทบมองไม่ออกว่าสิ่งเหล่านี้มีไว้สำหรับทำอะไรกันแน่...

ล่วงเลยมาถึงสัปดาห์ที่3 หลังจากลองผิดลองถูกอยู่หลายครั้ง...ถึงแม้ว่าจินจะเป็นอัจฉริยะทางด้านการทำโมเดลอย่างที่พ่อของเขาเคยพูดเอาไว้ แต่สำหรับการสร้าง 'หุ่นขนาดเท่าคนจริง' ที่ใช้วัสดุแบบSuper Dollfieนั้นกลับสร้างความหนักใจให้กับเจ้าตัวยิ่งนัก....บรรยากาศภายในห้องที่นอกจากจะเต็มไปด้วยอุปกรณ์จำเป็นต่างๆแล้ว ยังมีชิ้นส่วนหัว แขน มือ ขา เท้า ลูกตา หลายรูปแบบหลากลักษณะ....บางชิ้นรูปทรงบิดเบี้ยว บางชิ้นพิกลพิการ แตกหักงอ กระจายเกลื่อนกลาดอีกเกือบครึ่งร้อยชิ้น

ถ้าแม่เปิดเข้ามาเห็นจะว่ายังไง?...ในห้องของลูกชายตัวเองมีซากพลาสติกรูปอวัยวะคนก่ายกองกันอยู่เป็นภูเขาเลากา บางทีห้องชันสูตรศพตามโรงพยาบาลอาจจะน่าขนลุกน้อยกว่านี้ด้วยซ้ำ!!!

เวลาผ่านไปกว่าครึ่งค่อนคืนแล้ว...ชิ้นส่วนต่างๆของร่างกายได้ถูกประกอบตกแต่งเข้าด้วยกันจนครบ ข้อต่อของตัวหุ่น จินเลือกใช้โพลีเอสเตอร์ปั้นแล้วเชื่อมด้วยเทคนิคพิเศษที่เพิ่งคิดค้นขึ้นมาใหม่เพื่อการขยับเคลื่อนไหวให้สมจริงเหมือนมนุษย์มากที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้ โดยศึกษาอ้างอิงผ่านตำรากายวิภาคศาสตร์ ซึ่งต้องทำเรื่องขอยืมไปยังห้องสมุดของมหาวิทยาลัยแพทย์...กว่าที่จะได้หนังสือเล่มนี้มานั้นทำเอาลำบากเลือดตาแทบกระเด็น เพราะเขาต้องยื่นจดหมายแจ้งความจำนงและส่งสำเนาผลการเรียนแนบไปให้บรรณารักษ์พิจารณาด้วย เพราะดันไปบอกเหตุผลว่าตัวเองจะศึกษาต่อมหาวิทยาลัยในด้านการแพทย์ถึงได้มาขอยืมหนังสือออกไป...

ขณะนี้จินกำลังวุ่นวายกับการทอผมปลอมเข้าตามส่วนที่เจาะไว้เป็นรูเล็กๆเหมือนหนังศีรษะมนุษย์ ความจริงแล้วแค่สวมวิกติดกาวเหมือนอย่างที่พวกDollfieทำก็พอแล้ว....แต่จินไม่อยากให้ 'เพื่อนของเขา' รู้สึกอึดอัดใจว่าอันที่จริงแล้วตนเองเป็นตุ๊กตาหัวล้านจนต้องสวมวิกไว้ตลอดเวลา จึงคิดว่าถึงจะยุ่งยากสักหน่อยแต่ก็ดีกว่ากันเยอะ....ปอยผมกระจุกสุดท้ายถูกเชื่อมต่อด้วยพุตตี้อัดกาว....เมื่อต่อส่วนหัวเรียบร้อย ลำดับสุดท้ายคือการใส่ลูกตาลงไปในเบ้าที่คว้านไว้อย่างเหมาะเจาะพอดี ใช้กาวหยอดเล็กน้อย เพียงเท่านี้ก็เสร็จสมบูรณ์

พระจันทร์คล้อยลงไปทางทิศตะวันตกมากแล้ว บรรยากาศฟ้าสางด้านนอกแต่งแต้มด้วยเมฆเหลือบสลับเป็นสีม่วงอมเทา...แสงสีส้มทองส่องลอดผ่านผ้าม่านบางๆมาตกกระทบยังร่างขาวเนียนเรียบละเอียด เต็มไปด้วยข้อต่อตามส่วนต่างๆของร่างกาย เส้นผมสยายนุ่มนิ่มเกินกว่าผมคนจริงๆ ใบหน้าหวานน่ารัก จมูกโด่งเป็นสันน้อยๆและริมฝีปากบางสีระเรื่อ รับกับดวงตาเรียวสวยประดับด้วยแพขนตาสีเดียวกับผมและคิ้ว ถึงแม้ว่าเลนส์แก้วตาจะทำมาจากพลาสติกเคลือบทับด้วยสีน้ำตาลเฮเซล...แต่กลับมีประกายสะท้อนเงาของจินที่กำลังยืนมองผลงานชิ้นเอกของตัวเองอย่างชื่นชม...

“เอ่อ...คือ นาย...สวยจังเลย”

พอเผลอหลุดคำพูดออกไป ถึงได้นึกขึ้นมาได้ว่าหุ่นที่เขาสร้างขึ้นมาเป็นเด็กผู้ชาย แต่จะให้พูดยังไงดีล่ะ ก็ในเมื่อหุ่นตัวนี้มีต้นแบบเป็นSuperdollfieผู้งดงามไร้ที่ตินี่นะ...

“ฉันไปหาเสื้อผ้าให้นายก่อนดีกว่า ตัวนายเล็กกว่าฉัน...คงใส่ชุดสมัยม.ต้นได้ล่ะมั้ง?"

จินลองรื้อตู้เสื้อผ้า คว้าได้เชิ้ตสีขาวตัวบางกับกางเกงยีนส์ที่เขาใส่ไม่ได้อีกแล้วเพราะคับเกินไป...หลังจากแต่งตัวให้ตุ๊กตาตัวโตเสร็จเรียบร้อย ร่างสูงขยับลงมานั่งข้างๆเพื่อนใหม่ ต่างฝ่ายต่างก็เงียบไม่มีเสียงใดๆ สักพักค่อยคิดขึ้นมาได้ว่าอีกฝ่ายนั้นพูดไม่ได้เสียหน่อย.... และเพื่อเป็นการสร้างบรรยากาศแห่งการเริ่มต้นมิตรภาพในครั้งนี้ จินจึงตัดสินใจเป็นคนเริ่มต้นขึ้นมาก่อน

“นายต้องมีชื่อล่ะ...ชื่ออะไรดี? จะให้เหมือนต้นแบบก็ชื่อเป็นฝรั่งเชียว คริสงั้นเหรอ?....ไม่ดีหรอก”

“นี่...ใช้คันจิตัวนี้แปลว่าสันติภาพ....ความหมายดีด้วย อ่านออกเสียงอีกอย่างได้ว่าคาซึ...นายเป็นผู้ชายงั้นก็ชื่อคาซึยะแล้วกัน”

“ในเมื่อนายมีชื่อว่าคาซึยะ....เพราะฉะนั้นคาซึยะ ฉันอาคานิชิ จิน ยินดีที่ได้รู้จัก ต่อจากนี้ไปก็ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะ”

จินลุกขึ้นยืนตรงข้ามกับคาซึยะ โค้งศีรษะลงทักทายตามแบบคนญี่ปุ่น แต่ก็อดไม่ได้ที่จะคว้ามือเล็กนั้นขึ้นมาเขย่าทักทายแบบธรรมเนียมตะวันตก....ในเวลานี้เขาอยากจะล้มตัวลงนอนด้วยความอ่อนเพลีย แต่ติดตรงที่ข้าวของในห้องยังเกลื่อนกลาด ประกอบกับความรู้สึกตื่นเต้นดีใจจนนอนไม่หลับ แต่ความเหนื่อยล้าก็เข้ามาควบคุมร่างกายให้ต้องการพักผ่อนเสียบ้าง

“คาซึยะ นายมานอนด้วยกันกับฉันสิ” พูดก่อนที่จะค่อยๆจับร่างขาวจัดเอนลงข้างกาย แล้วดึงผ้าห่มคลุมทับทั้งคู่ เข้าสู่ห้วงนิทราไปในระยะเวลาไม่นาน

“ดีจังเลยคาซึยะ....เราเป็นเพื่อนกันแล้วนะ”






หนึ่งสัปดาห์เต็มๆที่จินมีคาซึยะอยู่ด้วยกันในห้องนอน.... ตุ๊กตาตัวโตแสนสวยนั่งนิ่งบนเตียงคอยรับฟังเรื่องราวในชีวิตของเขาทุกวัน ทั้งที่เป็นเรื่องเดิมๆ...ตื่นเช้าไปโรงเรียน...เรียนหนังสือ...และกลับบ้าน แม้จะไม่ได้รู้สึกว่าตนเองอยู่คนเดียวตามลำพังอีกต่อไปแล้วก็ตาม แต่ความเหงาเปล่าเปลี่ยวก็ยังไม่ได้จางหายไปไหน....

จนบางครั้งจินก็แอบคิดเล่นๆว่าถ้าหากคาซึยะเกิดมีชีวิตจิตใจ เคลื่อนไหวขึ้นมาได้จริงๆนั้นคงจะดีไม่น้อยเลยทีเดียว ร่างสูงนั่งกอดเข่าบนเตียงเคียงข้างกับเจ้าตุ๊กตาซึ่งอยู่ที่เดิมตรงนั้นตลอดเวลาตั้งแต่เช้า พลางเพ่งมองใบหน้าน่ารักนั้นราวกับจะสื่อความต้องการของตนไปให้เพื่อนได้รับรู้ แล้วค่อยๆเอนตัวพิงลงบนหัวไหล่บอบบางของหุ่นพลาสติก ถึงจะแข็งไปหน่อยแต่ก็อบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก แวบหนึ่งเขานึกอยากให้คาซึยะเอื้อมมือมาลูบศีรษะของเขาเหลือเกิน

“ฉันอยากให้นายขยับได้จังเลยคาซึยะ...เราจะได้ไปเที่ยวเล่นข้างนอกด้วยกัน”

“รู้ไหมว่านอกจากเดือนหน้าจะมีเทศกาลทานาบาตะแล้ว....วันที่4ยังเป็นวันเกิดของฉันอีกด้วย”

“ถ้าอย่างนั้นฉันจะแวะไปศาลเจ้าทุกวัน อธิษฐานขอให้นายขยับได้จริงๆ....แล้วตอนที่แม่ทำเค้กวันเกิด ก่อนเป่าเทียนฉันจะขอให้นายกลายเป็นคนด้วยเลยดีไหม?....นายคงเป็นของขวัญที่พิเศษที่สุดของฉันเลยล่ะ”

คำอธิษฐานของจิน...เพื่อคาซึยะ?






“ฉันไม่เห็นจะอยากไปเลยคาซึยะ”

“ทำไมต้องบังคับให้ลงกวดวิชาเพิ่มด้วย แค่เรียนที่โรงเรียนทุกวันก็พอแล้ว ไม่ได้อยากเข้าโทไดสักหน่อยนี่...เวลาที่อยู่กับนายเลยน้อยลงไปอีก”

จินถอนหายใจอีกครั้ง หลังจากที่แม่ของเขาออกคำสั่งเด็ดขาดบอกว่าพรุ่งนี้ให้ไปลงสมัครเรียนที่สถาบันกวดวิชาเพิ่มเติมเพื่อเป็นการเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการสอบเข้ามหาวิทยาลัย...ในตอนแรกเขาคิดว่าจะลองขอให้พ่อช่วยพูดแต่ก็ไม่สำเร็จ...เพราะคราวนี้ดูเหมือนทั้งคู่จะเห็นดีเห็นงามไปด้วยกัน

“ถ้าคาซึยะไปกับฉันได้ก็ดีนะสิ...ไม่ว่าจะเป็นที่ไหนเราก็ต้องมีความสุขมากแน่ๆ"

บรรยากาศภายในห้องมืดมิด ทั้งที่เป็นเวลากลางคืนแต่ก็ไม่ได้เปิดไฟ....จินยังคงนั่งกอดเข่าอยู่ท่าเดิมหลายชั่วโมงจนกระทั่งหลับไปในที่สุด....บนตักของซอฟท์ไวนิลขาวกระจ่างตาที่เขาบรรจงปั้นแต่ง ถึงแม้ว่าจะไร้ความนุ่มนวลเช่นสัมผัสจากผิวของมนุษย์ แต่ ณ ที่ตรงนี้เองที่พอจะทำให้เขารู้สึกผ่อนคลายจิตใจและฝันดีได้ทุกคืน

ในความฝันของจิน....มองเห็นเด็กผู้ชายหน้าตาสะสวยละม้ายคล้ายผู้หญิงกำลังเรียกขานชื่อของเขา ใบหน้าขาวเนียนผุดผ่องราวหิมะแรกฤดู ริมฝีปากสีสดคลี่ยิ้มน้อยๆ แววตาสีน้ำตาลอ่อนแลดูสดใส เส้นผมนุ่มสลวยสีเดียวกันพลิ้วสะบัดเมื่อยามที่เคลื่อนไหว มือบอบบางเกาะกุมมือของเขาไว้แน่น ทั้ง2วิ่งไปด้วยกันบนถนนสายเก่าเวิ้งว้างที่ทอดยาวจนสุดตา....


' จิน '

เสียงเล็กๆแว่วตามสายลมลอยมากระทบหู....เหมือนมาจากที่ไหนสักแห่งซึ่งอยู่ไกลโพ้น หากแต่ฟังแล้วรู้สึกเหมือนอยู่ใกล้ตัวแค่นี้เอง....






“ขอให้คาซึยะขยับได้และอยู่กับผมตลอดไป”

เหรียญเงิน100เยนถูกโยนลงไปในกล่องรับบริจาคของศาลเจ้าแห่งหนึ่ง ตามด้วยเสียงปรบมือสามครั้ง....เวลาหลังเลิกเรียนนับจากวันนี้เป็นต้นไป จินไม่สามารถเดินทอดน่องเชื่องช้าเพื่อกลับบ้านอย่างเช่นเคยได้อีกแล้ว เขาจะต้องรีบขึ้นรถประจำทางเพื่อไปถึงโรงเรียนกวดวิชาให้ทันตามเวลา แต่ถึงอย่างไรเจ้าตัวก็ยังไม่ลืมความตั้งใจอันแน่วแน่ในการขอพรสำหรับเพื่อนรักผู้ไร้ชีวิตของเขา...แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่ามันไม่อาจเป็นจริงขึ้นมาได้ แต่จินก็ยังอยากทำอยู่ดี....

“เอาล่ะทุกคน...วันนี้มีเพื่อนใหม่มาร่วมเรียนในชั้นของเรานะ ฝากด้วยล่ะ”

ร่างสูงไม่แน่ใจว่าตนเองจะต้องแนะนำตัวเหมือนกับเวลาเข้าเรียนในโรงเรียนทั่วๆไปหรือเปล่า และเมื่อลองพูดออกไปก็ไม่ได้มีเสียงตอบรับใดๆกลับมา เขาจึงเดินก้มหน้าไปนั่งที่โต๊ะตัวกลางห้องซึ่งยังว่างอยู่...ไม่สนใจสิ่งอื่นใดรอบกายอีกนอกจากกระดานไวท์บอร์ดแผ่นโตตรงหน้า แต่ภายในใจคิดเพียงแค่ว่าอยากให้ชั่วโมงนี้ผ่านไปเร็วๆเพื่อที่เขาจะได้รีบกลับบ้านไปหาคาซึยะเสียที....ไม่ได้รู้สึกตัวเลยว่ามีใครบางคนกำลังจ้องมองเขาอยู่ตลอดเวลา....

จนกระทั่งอาจารย์สอนวิชาคณิตศาสตร์เรียกชื่อเพื่อให้ออกไปแก้โจทย์ปัญหาที่หน้าชั้น...จินหยุดคิดเพียงเล็กน้อยก่อนที่จะเขียนวิธีทำลงไปและคำนวณหาคำตอบให้เสร็จสรรพ เพราะว่าตัวเขานั้นเป็นคนที่มีผลการเรียนจัดอยู่ในระดับที่ค่อนข้างดีมากอยู่แล้ว ดังนั้นโจทย์พื้นฐานเพียงเท่านี้ไม่ได้เป็นเรื่องยากเลยสักนิด อาจารย์จึงกล่าวชมเชยพร้อมบอกให้กลับไปนั่งที่ได้....แต่เมื่อเลื่อนเก้าอี้เพื่อแทรกตัวลงนั่ง ก็มีเสียงเล็กๆเอ่ยขัดขึ้นมาเสียก่อน

“เก่งเหมือนกันนี่นา...”

จินหันไปตามแหล่งที่มาของเสียงซึ่งนั่งอยู่ด้านซ้าย...ร่างผอมบางในชุดยูนิฟอร์มของโรงเรียนเอกชนชายล้วนชื่อดังแห่งหนึ่งกำลังส่งยิ้มหวานมาให้

‘อย่างกับเด็กผู้หญิงเลย’

ในสมองนึกเปรียบเทียบรูปลักษณ์ภายนอกของคนตรงหน้ากับคาซึยะ แม้ว่าจะเป็นผู้ชายที่ดูสวยเหมือนกัน แต่คนๆนี้กลับมีผิวสีน้ำผึ้งดูสุขภาพดี ดวงตากลมโตสุกใสกระพริบน้อยๆยามที่สบตา ริมฝีปากอวบอิ่มมีเลือดฝาดบ่งบอกถึงสัญลักษณ์แห่งความมีชีวิตชีวา เสียงนุ่มทุ้มฟังรื่นหูเมื่อเอ่ยปากพูด

“ความจริงอาคานิชิคุงไม่เห็นจะต้องมาเรียนกวดวิชาเลยนี่...เก่งๆอย่างนายคงสอบเข้าโทไดได้สบาย”

คนข้างๆยังคงชวนคุยต่อไปเรื่อยๆ...โดยไม่สนใจว่าจินจะตอบกลับมาหรือไม่

เกือบสามทุ่มแล้ว แต่ป้ายรถเมล์ใกล้ๆที่เรียนพิเศษมีผู้คนมาต่อแถวเพื่อเดินทางกลับบ้านมากมาย ตั้งแต่ออกจากโรงเรียนกวดวิชาจนกระทั่งมาถึงป้ายรถเมล์ ด้านหลังจินจะมีคนตัวเล็กกว่าเดินตามมาโดยตลอด จนในที่สุดถึงได้รู้ว่าหมอนั่นก็ต้องเข้าคิวรอรถเหมือนกันกับเขา

“กลับทางนี้เหรอ?”

จินตัดสินใจเป็นฝ่ายเริ่มบทสนทนาขึ้นก่อน และตลอดเวลาที่นั่งอยู่บนรถประจำทาง ร่างสูงได้ทำความรู้จักกับยามาชิตะ โทโมฮิสะ แล้วก็ได้รู้ว่าบ้านของ 'โทโมะ' อยู่ห่างบ้านของจินถัดไปเพียงแค่สองป้ายรถเมล์เท่านั้น มือเรียวยาวสีน้ำผึ้งโบกไหวๆให้มองตามจนกระทั่งรถค่อยๆเคลื่อนตัวออก ในใจนั้นตื่นเต้นระคนปลาบปลื้มยินดีที่มีเด็กหน้าตาน่ารักขนาดนี้มาผูกมิตรด้วย...

ความฝันลมๆแล้งๆตลอดชีวิตของเขากำลังจะเป็นความจริงใช่ไหม?...เขากำลังจะมีเพื่อนคนแรก?            




“....นายอยากไปเที่ยวบ้านฉันเหรอ?”

“ไม่ได้หรือไง?...วันนี้อาจารย์ปล่อยเร็วด้วย ฉันแวะบ้านจินแล้วตอนค่ำๆค่อยกลับก็ได้”

โทโมะกระพริบตาปริบๆ ส่งสายตาออดอ้อนเต็มที่ให้ร่างสูง....จินดันแว่นตาให้เข้าที่เพื่อแก้อาการเก้อเขิน ถ้าหากจะเรียกอีกฝ่ายว่าเป็น 'เพื่อนสนิท' มันจะเร็วเกินไปหรือเปล่านะ? ....แต่หลังจากที่ได้คุยกันวันแรกแล้ว โทโมะคุงก็มักจะชวนเขาคุยแก้เบื่อในขณะเรียนกวดวิชาและระหว่างทางที่นั่งรถกลับบ้านด้วยกัน คนตัวเล็กก็ชอบหาเรื่องราวสนุกๆเล่าให้ฟังเสมอ...จนทำให้ความสนิทสนมของทั้งคู่ก่อตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วอย่างที่จินไม่เคยคาดคิดมาก่อน

“สวัสดีครับคุณแม่... ผมชิ่อยามาชิตะ โทโมฮิสะครับ เรียกว่าโทโมะก็ได้….”

“เชิญจ้ะโทโมะคุง....ตามสบายเลยนะจ๊ะ นี่เป็นครั้งแรกเลยนะเนี่ยที่จินพาเพื่อนมาเที่ยวบ้าน....จิน ลูกพาเพื่อนขึ้นไปรอบนห้องเถอะ...เดี๋ยวแม่จะยกขนมขึ้นไปให้”

คนตัวเล็กโค้งตัวให้แม่ของเขาอย่างสุภาพ คุณนายอาคานิชิยิ้มพอใจกับเพื่อนใหม่ของลูกชาย ทั้งน่ารักทั้งร่าเริง เพราะเหตุนี้สินะที่ทำให้ลูกชายของเธอดูร่าเริงแจ่มใสขึ้นมากในระยะหลังๆมานี้ ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปละก็จะได้หมดห่วงเสียที....แต่ในระหว่างที่เด็กหนุ่มทั้งสองเดินขึ้นบันไดไปชั้นบน จินกลับนึกถึงอะไรบางอย่างขึ้นมาได้!!

“เดี๋ยวนะ....โทโมะนายรอหน้าห้องฉันแป๊บนึงก่อน”

ก็คาซึยะยังนั่งอยู่ในห้อง ถ้าโทโมะเห็นเข้าแล้วจะคิดยังไงล่ะ!!??

จินรีบคว้าตัวคาซึยะขึ้นมาจากที่นั่งประจำบนเตียงนอน หันรีหันขวางหาที่ซ่อน....คาซึยะตัวใหญ่ขนาดเท่าคนจริงถึงได้หาที่เก็บยากมาก ในที่สุดก็ตัดสินใจยัดคาซึยะเอาไว้ใต้เตียงแล้วใช้ผ้าห่มผืนโตคลุมทับไว้อีกทีหนึ่งเพื่อกันพลาด

“ขอโทษที่ให้รอนาน...”

“นั่นแน่...ซ่อนหนังสือโป๊หรือไง? ไม่เป็นไรหรอกน่าไม่เห็นต้องอายเลย ผู้ชายเหมือนกันนี่นะ... เอ๋...แต่จะว่าไปห้องนายเป็นระเบียบดีจัง สะอาดกว่าห้องฉันซะอีก”

“โทโมะ นายมานั่งตรงนี้สิ” จินชี้มือไปที่เตียง เขากลัวเหลือเกินว่าโทโมะจะเผลอไปเปิดตู้เก็บโมเดล เพราะในนั้นมีชิ้นส่วนอวัยวะพังๆก่อนที่จะมาเป็นคาซึยะซึ่งเขายังไม่ได้ขนเอาไปทิ้งอีกตั้งหลายอย่าง

แต่จินคงไม่ได้เฉลียวใจเลยว่าที่บนเตียงตรงนั้นเคยเป็นของคาซึยะมาก่อน!

บรรยากาศในห้องเงียบไปชั่วครู่ จินไม่รู้จะเริ่มต้นยังไงดี ส่วนแขกผู้มาเยือนนั่งแกว่งขาเล่นอยู่บนเตียง ตากลมโตมองสำรวจไปรอบๆห้องอย่างอยากรู้อยากเห็น สักพักขาเรียวหยุดขยับเนื่องจากความรู้สึกเย็นยะเยือกแล่นผ่านออกมาจากใต้เตียง วัตถุลื่นบางชนิดกำลังสัมผัสที่ปลายเท้า ทำให้โทโมะต้องก้มตัวลงไปดูว่าเป็นอะไรกันแน่... จินมองตามกิริยานั้นอย่างตกใจ ถ้าก้มลงไปอีกนิดเดียวล่ะก็.....

“โธ่เอ๊ย! นึกว่าอะไรกันเชียว... ที่แท้เป็นผ้านี่เอง แล้วทำไมถึงมาอยู่ใต้เตียงได้ล่ะ? ตกใจหมดเลย เมื่อกี้นี้ฉันนึกว่ามีมือคนยื่นออกมาจับเท้าเสียอีก....”

“งะ..งั้นเหรอ ฉันคงจะนอนดิ้นมากไปหน่อย ผ้าเลยตกไปอยู่ใต้เตียงน่ะ”

“โอ้โห! ดิ้นขนาดนี้เลย....ไม่ใช่ว่ามีผีลักซ่อนนอนอยู่ใต้เตียงหรอกนะ ก็ฉันรู้สึกเหมือนโดนจับขาจริงๆนี่นา ตอนที่ก้มลงไปยังนึกอยู่เลยว่าอาจจะเจอศพใต้เตียงก็ได้”

“ไม่มี....ไม่มีอะไรอยู่หรอกน่ะ คิดมากไปได้”

“ฮะๆ ดูทำเข้าสิ....อย่าบอกนะว่านายเคยเจอผี ฉันไม่เชื่อเรื่องพวกนี้หรอก....แต่ฉันไม่ค่อยชอบพวกตุ๊กตาญี่ปุ่นโบราณสักเท่าไร ดูมันน่าขนลุกยังไงก็ไม่รู้....”

“ทะ...ทำไมเหรอ?”

“ก็มันเหมือนคนเกินไปน่ะสิ...ตรงนั้นแหละที่น่ากลัว เพราะเราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าภายใต้หน้าตาสวยงามนั่นเจ้าพวกตุ๊กตามันกำลังคิดอะไรอยู่ อย่างเช่น อาจจะคิดว่า'ฉันจะฆ่าแก' ก็ได้นะ”

ประสาททุกส่วนของจินเข้าสู่ความตึงเครียด นี่เพื่อนคนแรกของเขากำลังจะบอกว่าไม่ชอบตุ๊กตาที่ดูเหมือนมนุษย์จนเกินไปอย่างนั้นเหรอ? แต่ในเมื่อโทโมะไม่ชอบตุ๊กตาแบบที่เหมือนคน....

‘เพราะฉะนั้น...จะให้เห็นคาซึยะไม่ได้เด็ดขาด’

เพียงแค่คำพูดของคนตรงหน้า ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนคู่นั้นก็ไม่ได้สวยงามน่ามองสำหรับจินอีกต่อไป หากแต่แอบแฝงไปด้วยความน่ากลัวและความพิศวง....

'ถึงจะสวยแค่ไหนแต่นายก็ยังไม่ใช่คนอยู่ดี....เข้าใจใช่ไหม? แล้วอย่ามาจ้องฉันด้วยสายตาแบบนั้นอีกนะคาซึยะ นายมันก็แค่ตุ๊กตาตัวหนึ่งเท่านั้น!'

จินหวังว่าความคิดในใจของตนจะสามารถสื่อสะท้อนไปให้ร่างขาวนวลซึ่งเพิ่งเปลี่ยนที่ไปนอนอยู่ใต้เตียงได้รับรู้....

คาซึยะกลายเป็นเพียงแค่สิ่งของทั่วๆไปสำหรับจินไปแล้ว!!


 




บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเย็นวันนี้ดูจะสนุกสนานกว่าทุกวัน พ่อกับแม่หัวเราะไปกับเรื่องสนุกที่โทโมะเล่า...ร่างสูงรู้สึกว่าตัวเองกินข้าวได้มากกว่าปกติ ทุกๆอย่างรอบตัวสดใสไปหมด เป็นเพราะว่าคนตัวเล็กที่เข้ามาในชีวิตของเขาสินะ...การมีเพื่อนมันช่างดีอะไรอย่างนี้

“ไม่ให้ฉันไปส่งนายจริงๆเหรอ...มันดึกแล้วนะ” จินออกมายืนส่งโทโมะที่หน้ารั้วบ้าน ร่างบางชะโงกเหมือนกำลังมองอะไรบางอย่างข้ามไหล่ของจินไปอีก ก่อนที่จะเอ่ยถามออกมา

“เอ๊ะ!จิน ในห้องนายมีคนอยู่ด้วยเหรอ?”

“ไม่มีหรอก...พ่อกับแม่ยังนั่งอยู่ข้างล่างอยู่เลยนี่” จินมองตามตาโตคู่นั้น แต่ก็เห็นว่าหน้าต่างห้องเขาผ้าม่านยังคงปิดเหมือนเดิม ไม่มีอะไรผิดปกติสักหน่อย

“สงสัยจะกินอิ่มมากเกินไปเลยตาฝาด แต่ฉันเห็นเหมือนมีเงาคนยืนมองอยู่ที่หน้าต่างห้องนายน่ะ...ถ้าไม่มีอะไรก็ดี งั้นฉันไปล่ะ แล้วเจอกันพรุ่งนี้นะ”

ร่างเล็กเดินจากไป.... จินหันไปมองที่หน้าต่างห้องตัวเองอีกครั้งก่อนเดินขึ้นไปยังชั้นบน เปิดประตูเข้าห้องส่วนตัวเพื่อพักผ่อน หากว่ายืนมองจากหน้าห้องไปที่ใต้เตียงก็ยังไม่เห็นอะไร แต่ทำไมถึงได้รู้สึกว่าตนเองกำลังถูกจ้องอยู่ตลอดเวลา ทั้งหมดนี้ต้องเป็นเพราะคาซึยะแน่ๆ...จินคิดก่อนที่จะผลักร่างขาวกระจ่างตานั้นให้อยู่ลึกเข้าไปอีก

“หยุดมองฉันนะคาซึยะ...นายน่ะอยู่ใต้เตียงไปก็แล้วกัน ถ้าวันไหนโทโมะแวะมาอีก จะได้ไม่ต้องรีบหาที่ซ่อน”


 




ก่อนที่จะไปเรียนกวดวิชา บางวันโทโมฮิสะกับจินจะพากันเดินเตร็ดเตร่เที่ยวเล่นบริเวณใกล้เคียงก่อน ทั้งซื้อของ กินข้าว หรือไปเกมเซนเตอร์....คนตัวสูงตื่นเต้นกับกิจกรรมต่างๆโดยมีโทโมะเป็นพี่เลี้ยง เขาได้ทำความรู้จักกับเพื่อนต่างโรงเรียนมากขึ้น บางคนมีงานอดิเรกชอบต่อโมเดลเหมือนกัน จึงมีเรื่องให้คุยกันมากมายแม้โทโมะจะไม่ได้ชอบแบบเดียวกัน แต่ก็สามารถคุยกับทุกคนได้อย่างลื่นไหลไม่ติดขัด จินรู้สึกมีชีวิตชีวาและมีความสุขอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

งานวันเกิดของเขาในปีนี้ นอกจากพ่อแม่และโทโมะแล้ว ยังมีเพื่อนใหม่ที่เพิ่งรู้จักกันมาร่วมงานด้วยอีกประมาณสองสามคน คำอธิษฐานก่อนเป่าเทียนในงานครบรอบวันเกิดปีนี้ของจิน คือ

'ขอให้ความสุขแบบนี้ยังคงอยู่ตลอดไป...แล้วก็ให้ผมสอบเข้าได้เรียนมหาวิทยาลัยเดียวกับโทโมะด้วย'

เมื่องานเลี้ยงเลิกรา ทุกคนต่างแยกย้ายกันกลับบ้านและนัดเจอกันอีกครั้งในวันพรุ่งนี้....จินเดินฮัมเพลงก้าวขึ้นเตียง พลางนึกถึงงานวันเกิดที่สนุกที่สุดในปีนี้ของเขา คิดถึงคำอธิษฐานซึ่งตนเองอยากให้มันเป็นความจริงเหลือเกิน

' ความจริง....คำอธิษฐาน....'

'วันเกิดของฉัน....ขอพร...ความปรารถนา.....และของขวัญพิเศษ '

จินรู้สึกเย็นวาบไปทั่วทั้งตัว แผ่นหลังที่สัมผัสกับเตียงเปียกชื้นไปด้วยเหงื่อ ความรู้สึกบางอย่างครอบคลุมให้ขยับตัวไม่ได้ตั้งแต่คิดถึงคำ 2 คำเมื่อกี้....สิ่งที่ทำให้ร่างกายของจินนิ่งไม่ไหวติงคือของบางอย่างที่อยู่ใต้เตียง ดวงตาสีน้ำตาลของร่างเล็กที่นอนอยู่ข้างใต้ราวกับมองทะลุจ้องผ่านไม้และฟูกที่นอน ทำให้จินไม่กล้าแม้จะขยับตัว นี่เขากำลังนอนทับตุ๊กตาตัวขนาดเท่าคนเหรอเนี่ย!!?

' ศพใต้เตียง ' คือ ความรู้สึกที่จินนึกออกตอนนี้ ความรู้สึกหวาดหวั่นว่าไม่ได้นอนอยู่คนเดียว แถมยังอึดอัดจากบรรยากาศรอบข้าง

จินกลั้นหายใจค่อยๆกระดิกปลายนิ้วมือและเท้าที่ชาไปหมด ก่อนจะลุกพรวดขึ้นมา เดินไปยังตู้เก็บโมเดล กระชากลังเก็บซากผลงานจากคราวที่สร้างคาซึยะออกมากองรวมกัน และต่อมาก็คาซึยะ.....เขาดึงร่างขาวไร้ชีวิตออกมาจากใต้เตียง ใช้มืออีกข้างอุ้มกล่อง ส่วนตัวคาซึยะเอาแบกขึ้นพาดบ่าไว้...ค่อยๆย่องออกจากบ้านกลางดึก เข็นจักรยานออกจากที่จอด วางลังใหญ่ไว้บนตะกร้าใส่ของด้านหน้า และจัดให้คาซึยะนั่งเบาะซ้อนท้ายแล้วใช้เชือกมัดให้ติดกับที่นั่ง หัวเล็กๆของคาซึยะเอนพิงแผ่นหลังในขณะที่ขี่จักรยาน ปลายเส้นผมนิ่มๆปลิวสยายระต้นคอทำให้รู้สึกขนลุก....จินตัดสินใจไปในซอยทางลัด พื้นที่รกร้างซึ่งเขาไม่ได้แวะมานาน ตอนนี้มีบริษัทก่อสร้างปรับหน้าดิน พร้อมที่จะตอกเสาเข็มเพื่อสร้างเป็นแมนชั่น

กองเศษซากขยะยังไม่ได้ขนย้ายออกไป จินจอดจักรยานทิ้งกล่องที่มีชิ้นส่วนตุ๊กตากองรวมไว้ตรงนั้น....ค่อยๆแกะเชือก ดึงคาซึยะออกมาจากเบาะหลังมีหลุมขนาดใหญ่ที่ถูกขุดไว้ลึกพอสมควร พรุ่งนี้คนงานอาจจะตกใจนิดหน่อยแต่พอรู้ว่าเป็นตุ๊กตาคงไม่เป็นอะไร อาจจะนำไปทิ้งรวมกับขยะอื่นๆเพราะถ้าวางคาซึยะไว้ข้างนอก คนอื่นที่ผ่านมาเห็นไม่ทันดูให้ดีอาจจะกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โตได้ เพราะฉะนั้นวางหลบๆไว้หน่อยดีกว่าจินคว้าตัวคาซึยะเพื่อจะโยนลงไปในหลุมลึกนั่น แววตาสีน้ำตาลอ่อนสะท้อนเงาของเขา

“ไปก่อนนะ ถ้าโชคดีนายอาจจะมีคนเก็บไปก็ได้”

จินหลับตา ออกแรงเพียงเล็กน้อย ร่างบอบบางของคาซึยะร่วงหล่นลงไป ลมพัดแรงและเมฆฝนเริ่มตั้งเค้า ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน จินเงยหน้ามองแล้วรีบปั่นจักรยานออกไปโดยไม่เหลียวหลังกลับมา ไม่นานนักสายฝนก็โปรยลงชะพื้นดินในหลุมจนเปียกชุ่มจนเริ่มมีสภาพเป็นโคลนห่อหุ้มตัวคาซึยะไว้จนทั่ว


 




4วันผ่านไป....นับตั้งแต่วันที่จินเอาคาซึยะไปทิ้ง ไม่มีคืนไหนเลยที่เขานอนหลับสนิท ความรู้สึกหดหู่ แปลกแยกวกกลับเข้ามาในจิตใจอีกทุกคราวที่อยู่ตัวคนเดียว รู้สึกเหมือนถูกสายตาคู่หนึ่งจ้องมองตามหลังอยู่ตลอดเวลา....โดยเฉพาะระหว่างทางที่กลับจากโรงเรียนกวดวิชา เมื่อลงรถแล้วจะต้องเดินผ่านซอยที่เป็นพื้นที่รกร้างตรงนั้นเพราะเป็นทางลัด รวมทั้งเสียงแปลกๆที่ได้ยินทุกคืนบริเวณนอกบ้าน พอตอนเช้าจะปรากฎรอยเท้าเปื้อนโคลนย่ำไปจนทั่ว...ความหวาดระแวงนี้เองที่ทำให้จินตัดสินใจลองกลับเข้าไปดูในซอยนั้นอีกครั้งในเวลากลางวัน

ตรงพื้นที่รกร้างซึ่งเคยเป็นที่ทิ้งขยะ เริ่มมีการลงเสาเข็มและทำเป็นพื้นที่ก่อสร้างแมนชั่นอย่างจริงจัง เมื่อเห็นดังนั้น จินก็รู้สึกโล่งใจขึ้นนิดหน่อย แต่ด้วยความวิตกกังวลทำให้เขากลับมาพูดน้อยลงเหมือนเดิม และบอกปฏิเสธการนัดเจอกลุ่มเพื่อนใหม่ จนทำให้โทโมฮิสะแปลกใจเป็นอย่างมาก

“จิน...นายเป็นอะไรหรือเปล่า? สีหน้าไม่ค่อยดีเลย”

หลังเลิกกวดวิชาโทโมะพยายามวิ่งตามจินจนมาถึงชั้นล่าง แต่เขารู้สึกไม่อยากมองหน้าใครเลยในตอนนี้จึงคิดที่จะเดินหนี เพราะความวิตกกังวลในเรื่องที่ไม่สามารถอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้....คงไม่มีใครเข้าใจและไม่อยากถูกมองว่าเป็นตัวประหลาดอีกแล้ว

“แต่ฉันว่าช่วงนี้นายเครียดๆเหมือนจะนอนไม่พอ พวกเรียวบอกว่าจินไม่ยอมไปตามนัดตั้งหลายครั้ง... มีอะไรที่พวกฉันทำให้ไม่พอใจหรือเปล่า?”

“จิน...ถ้านายมีเรื่องกลุ้มใจอะไรก็บอกฉันได้นะ เราสองคนเป็นเพื่อนกันไม่ใช่เหรอ?”

เพราะประโยคที่ออกจากปากคนตรงหน้า.... ร่างสูงเงยหน้าขึ้นมามองสบดวงตากลมโตที่ส่อแววห่วงใยอย่างปิดไม่มิด ก่อนที่เขาจะต่อให้จบประโยค สายตากลับเหลือบขึ้นไปมองเห็นอะไรบางอย่างที่บนบันได

“งั้นรออยู่ตรงนี้นะ....ฉันจะขึ้นไปหยิบกระเป๋าก่อน เมื่อกี้มัวแต่วิ่งตามจินลงมายังไม่ได้เก็บของเลย เดี๋ยวเรากลับพร้อมกันเนอะ”

โทโมะหันหลังกลับขึ้นไปชั้นบน แค่ชั่วพริบตาโดยที่ไม่ทันได้ตั้งตัว คนร่างเล็กกว่าลอยละลิ่วตกลงมาจากบันไดขั้นบนสุด ลงมากองตรงหน้าเขาพอดี....

ภาพในสมองจินเป็นสีขาวโพลนไปหมด เพราะบางสิ่งที่ยืนอยู่บนบันได!!

“คาซึยะ!!”

จินหลุดชื่อเจ้าของใบหน้าขาวซีด ดวงตาสีน้ำตาลอ่อน เส้นผม และเรือนร่างยังคงงดงามสมบูรณ์แบบ ติดอยู่ตรงที่เสื้อผ้า และผิวเนียนนั้นเปรอะเปื้อนเต็มไปด้วยโคลน! เลือดจากศีรษะของโทโมะแดงฉานนองเต็มพื้น ผู้คนมากมายสับสนอลหม่านวุ่นวาย บ้างก็ส่งเสียงตะโกน บางคนเบือนหน้าหลบด้วยความสยดสยอง...แต่จินกลับยืนนิ่งไม่ขยับเขยื้อน ใต้พื้นรองเท้าของเขาตอนนี้คงเต็มไปด้วยเลือด ร่างขาวเล็กปรากฏให้เห็นชั่วขณะก่อนที่วิ่งหายไปตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้

แต่แววตายังคงนั้นติดตรึงประทับแน่นตอกย้ำลงในความทรงจำของจิน!


 




ทำไม? ....เรื่องเหลือเชื่อแบบนี้มันเกิดขึ้นได้ยังไงกัน?

คาซึยะเป็นต้นเหตุที่ทำให้โทโมะต้องบาดเจ็บ...นี่มันโกหกกันชัดๆ

ก็ในเมื่อคาซึยะเป็นแค่ตุ๊กตาเท่านั้น!!

หนึ่งสัปดาห์หลังจากที่เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงขึ้น โทโมฮิสะก็ไม่ได้กลับมาที่โรงเรียนกวดวิชาอีกเลย....เท่าที่ได้ยินจากหลายๆคนถึงได้รู้ว่าเพื่อนของเขานั้นยื่นจดหมายลาออกไปแล้ว....จินเองก็ไม่กล้าแม้แต่จะไปเยี่ยมเยียนหรือถามไถ่ถึงอาการของโทโมฮิสะที่โรงพยาบาล อีกทั้งความรู้สึกผิดและความหวาดกลัว พากันประดังเข้ามาในสมอง จนแยกจากกันไม่ออกว่าอะไรคือเรื่องจริงหรือเป็นแค่จินตนาการของเขากันแน่?.... แต่ทุกสิ่งกลับยิ่งทับถมเป็นทวีคูณเมื่อไม่ว่าจะคิดทางไหนก็ยังคงได้ข้อสรุปเพียงอย่างเดียวว่าเหตุการณ์ในวันนั้นเป็นฝีมือของคาซึยะ ตุ๊กตาที่เขาเป็นคนสร้างและนำไปทิ้งด้วยสองมือของตัวเอง!

คาซึยะ....มีชีวิตขึ้นมาได้เพราะคำอธิษฐานและความต้องการของจินอย่างนั้นเหรอ?

ชายร่างสูงตัดสินใจโดดเรียนกวดวิชาในช่วงเย็น เพราะความกลัดกลุ้มที่ยังคงเกาะกินไปทั่วจิตใจ....จนไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรดีจึงจะสามารถสลัดเอาเรื่องเหล่านี้ออกไปจากหัวได้แม้สักวินาที....ประกอบกับความรู้สึกเหนื่อยล้าและอีกทั้งอาการเหมือนคนที่กำลังหวาดระแวงต่อสิ่งรอบข้างตลอดเวลาของตัวเอง เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้จินเลือกที่จะกลับบ้านให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้....

ทุกอย่างมันผิดปกติไปหมด....บรรยากาศรอบข้างแปรปรวนมืดครึ้มน่ากลัว ลมกรรโชกแรงเหมือนกับมีพายุไต้ฝุ่นเข้ากะทันหัน ทั้งที่เมื่อเช้ายังมีแดดจ้าอยู่แท้ๆ....

ขอร้องล่ะ....อย่ามากไปกว่านี้เลยจะได้ไหม?

“กลับมาแล้วครับ”

จินเปิดประตูเข้ามาในบ้านซึ่งตนเชื่อว่าเป็นสถานที่ที่น่าจะปลอดภัยกว่าข้างนอก.... มือหนาถอดรองเท้าเก็บขึ้นบนชั้นวางแล้วเดินผ่านเข้ามาภายในห้องรับแขก แต่ก็ต้องพบเพียงแค่ความเงียบงัน วังเวงชวนให้น่าใจหาย ความกลัวแล่นปราดขึ้นสู่ระบบประสาทอีกครั้งจนเย็นยะเยือกไปทั่วกระดูกสันหลัง....ตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาไม่เคยรู้สึกอยากให้มีใครสักคนอยู่ในบ้านมากขนาดนี้มาก่อนเลย....

“แม่ครับ....”

“แม่ไม่อยู่เหรอ?... แปลกชะมัด”

โทรทัศน์เป็นสิ่งแรกที่จินคิดถึงในขณะนี้ ถึงจะไม่ค่อยชอบดูนักแต่อย่างน้อยก็ขอให้มีเสียงหรือภาพพอช่วยให้อุ่นใจขึ้นมาบ้างเล็กน้อยก็ยังดี ....เมื่อเอื้อมมือไปยังสวิตช์เปิดรับสัญญาณไฟก็ต้องสะดุ้งเฮือกทันควัน เมื่อแสงสว่างวาบลอดผ่านเข้ามาทางหน้าต่างกระจกโดยที่เขาไม่ทันได้ตั้งตัว

เปรี้ยง.....งงงงง!!!

ตามมาด้วยฟ้าผ่าดังลั่นกึกก้องและสายฝนเทกระหน่ำตกลงมาอย่างหนัก....จินเดินอ้อมหลังโซฟาเพื่อไปปิดหน้าต่างทุกบานภายในห้องรับแขก และเมื่อสายฟ้าฟาดลงมาอีกครั้งไฟฟ้าในบ้านก็ดับลงทั้งหมด ความมืดเข้ามาแทนที่ปกคลุมไปทั่วบริเวณ....พยายามดึงหน้าต่างบานสุดท้ายให้ปิดสนิท ลมฝนพัดแรงเสียจนทั่วทั้งร่างกายเปียกโชกหนาวสั่นไปหมดจนกระทั่งต้องยกมือขึ้นมาป้องใบหน้าเอาไว้....

ละอองฝนปะทะเข้ากับอากาศเย็นเมื่อสักครู่ทำให้แว่นตาของตัวเองขึ้นเป็นฝ้ามัว มองเห็นอะไรไม่ถนัด....เขาถอดแว่นออกมาเช็ดถูด้วยชายเสื้อนักเรียน ขณะที่สายตาพยายามมองสอดส่องออกไปยังภายนอกตัวบ้าน....ทั้งๆที่ไฟฟ้าในบ้านเขากำลังดับแล้วทำไมบ้านตรงข้ามถึงได้ยังสว่างอยู่ล่ะ?....นี่บ้านของเขาเป็นหลังเดียวที่ไฟดับอย่างนั้นเหรอเนี่ย?

ใจเย็นๆก่อน... บางทีเมื่อกี้ฟ้าคงผ่าลงหม้อแปลง แล้วบ้านอื่นก็ใช้ไฟคนละสายกับบ้านเรา มันอาจจะไม่มีอะไรก็ได้

กึง!!! กึง!!!

“ใครน่ะ!!....ใครอยู่ตรงนั้น??!!”

เสียงวัตถุกระทบกันรุนแรงดังขึ้นที่อีกมุมหนึ่งของห้อง จินหันควับไปมองยังแหล่งที่มาของเสียงทันที เงามืดบางอย่างลอยเด่นชัดอยู่ข้างนอกหน้าต่างกระจกห้องรับแขก....แม้จะยังไม่แน่ใจ แต่จิตใต้สำนึกกำลังบอกว่าสิ่งที่เขากำลังเห็นนั้นคือ....!!

ไม่จริง...มันเป็นไปไม่ได้!!!

ท่ามกลางแสงฟ้าแลบดั่งสปอร์ตไลท์สาดส่อง....ร่างขาวจัดคุ้นตายืนตากฝน มือซีดเซียวเปียกชื้นป่ายแปะลงบนกระจกลากเป็นรอยทางยาวเหมือนกับว่ากำลังพยายามหาทางเข้ามาในบ้าน กำปั้นเล็กๆที่ตัวเขาเคยบรรจงใช้ตะไบจัดแจ่งให้ออกมาเป็นรูปทรงสวยงามทุบหน้าต่างอย่างแรง เสียงตึงตังก้องกังวานไปทั่ว จนบานกระจกสั่นไหวคล้ายกำลังจะพังทลายลงมาในวินาทีใด วินาทีหนึ่งข้างหน้านี้

“คาซึยะ....นะ...นาย....”

ทุกประโยคถูกกลืนลงคอด้วยความตกใจสุดขีด หยดเลือดในกายลงไปกองรวมกันที่ปลายเท้าจนหนักอึ้ง เหมือนขาทั้งสองข้างถูกตะปูตอกตรึงเอาไว้กับที่....ไม่อาจขยับหรือวิ่งหนีไปไหนได้ สติสัมปชัญญะอันน้อยนิดกระเจิดกระเจิงพาลให้ทำอะไรไม่ถูก....สมองแทบไม่สั่งการใดๆนอกจากคิดหาทางว่าเขาควรจะทำอย่างไรดีกับความเป็นจริงซึ่งฉายชัดอยู่ตรงหน้า ทั่วทั้งร่างกายสั่นเทิ้มด้วยความหวาดกลัวจนจับหัวใจชนิดที่ไม่สามารถจะควบคุมตัวเองได้เลย... สายตาพรั่นพรึงหลังกรอบแว่นหนาจับจ้องยังดวงหน้างดงามนั้นอย่างไม่อยากเชื่อในสิ่งตนที่ได้เห็น....

คำอธิษฐานของจินที่ศาลเจ้ากลายเป็นความจริงแล้ว....

ครั้งหนึ่งเขาเคยอยากให้คาซึยะขยับได้ เพื่อที่จะได้อยู่ด้วยกันตลอดไป

แต่ในเมื่อมันกลายเป็นความจริงขึ้นมาเช่นนี้....กลับไม่ทำให้รู้สึกดีใจขึ้นมาเลยสักนิด

‘ผลงานสมบูรณ์แบบ' ทั้งที่เป็นเพื่อนคนแรกของเขาแท้ๆ แต่ขณะนี้จินกลับอยากจะหนีไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ ร่างเล็กๆบอบบางนั้นเปียกปอนด้วยน้ำฝน เส้นผมสีน้ำตาลอ่อนลู่ไปกับใบหน้า เสื้อเชิ้ตสีขาวพอดีตัวเปรอะเปื้อนเลอะโคลนแนบลำตัวขาวเนียนเต็มไปด้วยรอยข้อต่อ...เพราะถึงจะสวยงามอย่างไร คาซึยะก็ยังไม่ใช่มนุษย์อยู่ดี! คาซึยะเป็นเพียงสิ่งของ! สิ่งของที่สามารถขยับได้อย่างผิดธรรมชาติเท่านั้น!!

สัญชาติญาณแรกของมนุษย์คือความกลัว ซึ่งครอบงำจิตใจของจินทั้งหมดทำให้ลืมสิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง....จินก้าวถอยไปข้างหลังช้าๆ เมื่อหน้าต่างห้องรับแขกถูกทุบแรงขึ้นเรื่อยๆ หัวใจเต้นระรัวเหมือนจะทะลุออกมาจากอกด้านซ้าย แข่งกับเสียงหอบหายใจหนักหน่วงของตนเอง ตุ๊กตาขนาดเท่าคนจริงที่มีชีวิตยืนอยู่ต่อหน้าเขา ห่างกันเพียงแค่กระจกบางๆขวางกั้นซึ่งไม่รู้ว่าจะต้านทานไว้ได้ถึงเมื่อไร!

เพล้งงงง!!!

ในที่สุดสิ่งเดียวที่พอจะช่วยยืดเวลาแห่งการเผชิญหน้าก็พังทลายลง เรียวขาขาวก้าวผ่านเศษแก้วคมละเอียดเข้ามายังด้านใน แม้จะเป็นใบหน้าที่ไม่อาจแสดงอารมณ์และความรู้สึกออกมาได้ แต่จินกลับเห็นแววแห่งความโกรธเกรี้ยวแฝงอยู่ในนัยน์ตาสีน้ำตาลเปลือกไม้ซึ่งเขาเคยคิดว่ามันช่างสวยน่ามองนักหนา....สองเท้าของจินค่อยๆก้าวหนีร่นไปด้านหลังเมื่อคาซึยะเดินเข้ามาใกล้เขา หยดน้ำจากกางเกงยีนส์เฉอะแฉะด้วยน้ำฝนเปียกกระจายลงทั่วพื้นห้อง....ฝ่าเท้าเล็กเหยียบย่ำลงบนชิ้นกระจกแต่กลับไม่ทำให้ระคายเคืองผิวเลยแม้แต่น้อย

วิ่ง! ต้องรีบออกไปจากที่นี่ เราต้องหนีเดี๋ยวนี้!

เมื่อสมองเริ่มสั่งการ...ไวเท่าความคิด จินหันหลังเตรียมที่จะออกวิ่งแต่ก็ยังช้ากว่าสิ่งที่ตัวเขาเคยเรียกขานว่า ‘เพื่อน’ มือเย็นเฉียบคว้าเข้าที่หัวไหล่กำยำ บีบแน่นจนทำให้รู้สึกเจ็บก่อนที่จะกระโจนโถมร่างเล็กๆใส่เหมือนบ้าคลั่ง....ในเวลานี้จินไม่อาจขยับตัวไปทางไหนได้อีกแล้ว ยิ่งพยายามดิ้นรน ก็ยิ่งรู้สึกเหมือนจะขาดใจลงทุกที นิ้วเรียวทั้งสิบประสานกันที่ลำคอของร่างสูงข้างใต้ กดแน่นให้ทรมานจนหายใจไม่ออก บัดนี้จินเข้าใจดีแล้วว่าคาซึยะกำลังหมายจะเอาชีวิตของเขา!

“อึก...คะ...คาซึยะ...ปล่อย...ปล่อยฉัน”

ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าพลาสติกจะมีเรี่ยวแรงมากถึงขนาดนี้ ไม่ว่าจะพยายามสักเท่าไรก็ไม่อาจหลุดพ้นไปจากสถานการณ์คับขันเช่นนี้ได้ เหมือนคาซึยะยิ่งโถมน้ำหนักทาบทับตัวเขามากขึ้น แว่นตาของจินหลุดกระเด็นไปตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้ ทำให้เขามองอะไรได้ไม่ชัดเจน อีกทั้งความอึดอัดจนอยากสำลักเพราะขาดอากาศ...

‘ฉันอยากให้นายขยับได้จังเลย เราจะได้ไปเที่ยวเล่นด้วยกัน’

‘ถ้าอย่างนั้นฉันจะแวะไปศาลเจ้าทุกวัน อธิษฐานขอให้นายขยับได้จริงๆ....แล้วตอนที่แม่ทำเค้กวันเกิด ก่อนเป่าเทียนจะอธิษฐานขอให้นายกลายเป็นคนด้วยเลยดีไหม’

‘ไปก่อนนะ ถ้าโชคดีนายอาจจะมีคนเก็บไปก็ได้’

ความทรงจำเก่าที่เพิ่งผ่านมาได้ไม่นาน แต่กลับถูกลืมเลือนไปจากใจแล้วย้อนเข้ามาในห้วงความคิดเป็นฉากๆ....คำสัญญาที่เขาเคยให้ไว้กับคาซึยะ ตามมาด้วยการละเลยอย่างไร้ความรับผิดชอบของเขา เพียงแค่มีใครคนอื่นที่สามารถเติมเต็มให้กับชีวิตของจินได้ เขาก็ผลักไสคาซึยะออกไปทันที....เพราะอย่างนี้สินะ คาซึยะถึงได้โกรธแค้นเขามากขนาดนี้....

จิน....นายก็รู้ไม่ใข่เหรอ ว่าการถูกทิ้งให้อยู่คนเดียวน่ะมันเจ็บปวดแค่ไหน?

แล้วทำไมถึงได้ทำแบบนั้นกับ ‘สิ่งไร้ชีวิต’ ที่นายเคยเอ่ยปากเรียกว่าเพื่อนคนแรกของตัวเองล่ะ?

ฉันผิดไปแล้วคาซึยะ....ฉันทำผิดไปแล้ว

“คะ...คาซึยะ....ฉันขะ..ขอโทษ”

“ฉัน...มะ..ไม่ควรทำ...ไม่ควรทิ้งนายไปแบบนั้น...ขอโทษ”

แรงบีบรัดคลายลงแทบจะทันที...คาซึยะกำลังรับรู้ความรู้สึกของจิน ถึงแม้ว่าจะไม่มีกายเนื้อ ไม่มีสีหน้าแสดงความรู้สึกหรืออารมณ์ แต่ตุ๊กตาที่แสนงดงามตัวนี้นี้ก็มีหัวใจเช่นกัน....จินคงไม่รู้หรอกว่าตลอดเวลาที่เคยได้อยู่ร่วมกัน ความปรารถนาที่แรงกล้าบวกกับความตั้งมั่นนั้นสามารถผลักดันส่งผ่านให้วัตถุที่ไม่มีชีวิตจิตใจกลับเคลื่อนไหวได้ด้วยตนเอง....

ความอึดอัดคับแน่นทั้งปวงหายไปในที่สุด ออกซิเจนกลับคืนเข้าสู่ปอดได้อย่างสะดวกอีกครั้ง....คาซึยะก้าวลุกออกจากการทาบทับบนตัวจิน ไปนั่งพิงกำแพงอยู่ด้านข้าง ก่อนดึงเอาศีรษะของร่างสูงมาวางพาดไว้บนหน้าตักแข็งเย็นเฉียบ มือเล็กค่อยๆลูบลงที่เรือนผมสีดำสนิทคล้ายกับจะปลอบขวัญให้กับผู้ที่สร้างตนเองขึ้นมา....ครั้งหนึ่งจินก็เคยนึกอยากให้คาซึยะทำเช่นนี้ ลูบผมเขาอย่างอ่อนโยน ปลอบใจ คอยอยู่เคียงข้างยามที่เขารู้สึกว่าตนเองไม่มีใครเหลียวแล...

‘จิน’

และถ้าหากว่าจินไม่ได้ตาฝาดหรือสติฟั่นเฟือนไป...คาซึยะกำลังส่งรอยยิ้มที่สวยที่สุดมาให้ และริมฝีปากเล็กนั่นก็ขยับเรียกชื่อของเขาอยู่!

เพราะคาซึยะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้เพราะความต้องการของจิน....และมีชีวิตอยู่เพื่อจิน มีความรักให้กับจิน ดังนั้น...รับเอาคำอธิษฐานของตัวเองไปเสียสิ

คาซึยะก็อยากอยู่กับจินตลอดไปเหมือนกัน....

แต่นายต้องเข้าใจ....ฉันเป็นคน ส่วนนายเป็นตุ๊กตา ทุกอย่างมันเป็นแค่เรื่องเพ้อฝันของฉันฝ่ายเดียวเท่านั้น เราทั้งคู่ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้....

ฉันรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับนายไม่ได้หรอก...คาซึยะ

“ขอโทษนะคาซึยะ....ถ้ามีนายอยู่ฉันก็ไม่มีเพื่อนคนอื่น ขอโทษที่ฉันเรียกร้องกับนายมากเกินไปแต่นายไม่ใช่คนเข้าใจไหม?....เราอยู่ด้วยกันไม่ได้!!!”

ประโยคสุดท้ายถูกตะโกนสุดเสียง จินผุดลุกขึ้นกะทันหัน แต่ไม่ทันได้ระวังมือของเขายันกับพื้นโดนเศษกระจกบาดเป็นทางลึก เลือดสีแดงสดไหลออกมาเป็นลิ่มๆแต่ก็ไม่อาจหยุดยั้งสิ่งที่คิดจะกระทำในตอนนี้ไปได้....ขณะที่ร่างของคาซึยะเซถลาลงไปด้านหลัง เพียงแค่ชั่วอึดใจเดียว จินหลับตาคว้าเก้าอี้ที่อยู่ใกล้ๆฟาดเข้าใส่คาซึยะไม่ยั้ง....

น้ำตารินไหลลงอาบแก้ม บัดนี้เขาเข้าใจดีแล้วว่าสาเหตุที่คาซึยะไปทำร้ายโทโมฮิสะนั้นก็เป็นเพราะตัวเขานั่นเอง....ในเมื่อคาซึยะเคยเป็นเพื่อนคนแรก เคยเป็นทุกสิ่งทุกอย่างสำหรับเขามาก่อน และจินก็เป็นคนเรียกร้อง เป็นคนที่เคยอธิษฐานขอพรให้คาซึยะมีชีวิตเพื่ออยู่เคียงข้างตน....ลืมไปเสียสนิทใจว่าในโลกของคาซึยะก็มีเพียงแต่จินคนเดียวเช่นกัน แต่แล้วเขากลับเป็นที่คนทรยศหักหลังความรู้สึกของคาซึยะ....ในเมื่อมีใครคนใดคนหนึ่งเปลี่ยนแปลงไป....ย่อมทำร้ายความรู้สึกของอีกฝ่ายเสมอ แต่เป็นเพราะจินเองที่ทำให้เรื่องทั้งหมดในวันนี้เกิดขึ้น ดังนั้นทุกอย่างมันจะต้องจบลงด้วยมือของเขาเท่านั้น....

“คาซึยะ...ถ้ายังมีนายอยู่ ฉันก็จะก้าวต่อไปข้างหน้าไม่ได้...ยกโทษให้ฉันเถอะนะ”

จินก้มหน้าลงกับพื้น มองผลงานที่ตัวเองภาคภูมิใจ บัดนี้ตุ๊กตาตัวสวยที่เขาเคยรักและหวงแหนยิ่งกว่าสิ่งใดแตกสลายเป็นชิ้นๆ เศษพลาสติกและวัสดุต่างๆที่หนหนึ่งเคยประกอบกันขึ้นมาเป็นคาซึยะกระจายเกลื่อนไปทั่วบริเวณห้องรับแขก...ตุ๊กตาตัวโตแสนสวยซึ่งชำรุดไม่สมประกอบอีกต่อไปนั้นยังคงนอนนิ่งอยู่ไม่ไหวติง ราวกับว่าสิ่งที่เกิดเพิ่งเมื่อสักครู่เป็นเพียงแค่ความฝัน....จินค่อยๆคลานไปที่ร่างของคาซึยะ แม้ว่าจะโดนเศษกระจกบาดเขาก็ไม่สนใจ

“ขอโทษที่เห็นแก่ตัว....ขอโทษ...ขอโทษ”

จินพูดเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนเอื้อมมือไปจับใบหน้าเรียวขาวที่บุบเบี้ยวไม่เข้ารูป ลูบเบาๆเหมือนกับสิ่งของล้ำค่า ทั้งที่ไม่แน่ใจว่าคาซึยะสามารถจะรับรู้ถึงความรู้สึกของเขาได้อีกครั้งหรือไม่
.
.
.

“ฉันขอโทษ....คาซึยะ”

ไม่เป็นไรหรอก...ฉันไม่โกรธจินเลยสักนิด

เพราะถึงอย่างไรฉันก็รู้ตัวดีว่าเป็นเพียงแค่คำอธิษฐานที่ถูกละเลยไว้เบื้องหลัง

เป็นเพียงแค่ส่วนเติมเต็มอันไร้ค่า ไร้ความหมายให้กับชีวิตอ้างว้างของใครบางคน

แม้จะปรารถนา แม้จะไขว่คว้าอย่างสุดกำลังสักเพียงใด....ก็ไม่มีความหมายอะไรอีกต่อไป

ในเมื่อคำอธิษฐานนั้นไม่ได้มีไว้สำหรับฉันคนเดียวอีกแล้ว

หัวใจของจิน....อาจไม่ใช่สิ่งที่ถูกกำหนดมาให้เป็นของคาซึยะ

แต่ในขณะที่คาซึยะถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้เป็นของจินเท่านั้น


....ตลอดไป....


~The Wish~
END 



Short Fiction & One Shot
- [ONE SHOT]++ KINDERGARTEN ++(JinXKazuya) [25 กุมภาพันธ์ 2556 13:07 น.]
- [SHORT FIC]*+*+ [ THE HANGING TREE ] +*+*(One Shot) [25 กุมภาพันธ์ 2556 13:07 น.]
- [MPREG]++AKAME'S FAMILY++ HELLO DADDY,HELLO MOMMY [25 กุมภาพันธ์ 2556 13:07 น.]
- [SHORT FIC]*+*+ [ คาเมะนาชิ คาซึยะ กับ.......??? ] +*+*(One Shot) [25 กุมภาพันธ์ 2556 13:07 น.]
- [SHORT FIC]*+*+ [ G I V E ] +*+*(One Shot), Special For Valentine 2011 [25 กุมภาพันธ์ 2556 13:07 น.]
- [SHORT FIC]*+*+ [ THE LAST HOPE ] +*+*(One Shot) [25 กุมภาพันธ์ 2556 13:07 น.]
- [SHORT-FIC]++ADDICTED TO LOVE++(End) [25 กุมภาพันธ์ 2556 13:07 น.]
- [SHORT-FIC]++ADDICTED TO LOVE++(Begin) [25 กุมภาพันธ์ 2556 13:07 น.]
- [SHORT-FIC]++AFTER LOVING++(For 8th Anniversary) [25 กุมภาพันธ์ 2556 13:07 น.]
- [SHORT-FIC]++THE WISH++(For Jin's 2006 Birthday), [25 กุมภาพันธ์ 2556 13:07 น.]
ดูทั้งหมด

  แสดงความคิดเห็น

ตัวหนา ตัวเอียง ตัวขีดเส้นใต้ ตัวขีดกลาง ชิดซ้าย กึ่งกลาง ชิดขวา รูปภาพ ลิ้งก์ ขนาดต้วอักษร สีต้วอักษร

ชื่อ: *
E-mail : *
ไม่ต้องการแสดง Email
รหัสตรวจสอบ : Security Image
* กรุณากรอกรหัสที่อยู่ในรูป

Copyright by http://www.alizzykame.com
2006-2015
Engine by MAKEWEBEASY