ดูสินค้าในตะกร้า    แจ้งการชำระเงินออนไลน์   
  
   FICTION BOOK (17)
   WEBBOARD
สถิติผู้เข้าชม
 ขณะนี้มีผู้เข้าใช้ 3
 ผู้เข้าชมในวันนี้ 243
 ผู้เข้าชมทั้งหมด 820,793
กรุณาฝาก Email ของท่าน
  เพื่อรับข่าวสาร ที่น่าสนใจ
17 พฤศจิกายน 2562
อา จ. อ. พ. พฤ ศ. ส.
     
10  11  12  13  14  15  16 
17  18  19  20  21  22  23 
24  25  26  27  28  29  30 
             
  ❉❉ UNDESIRABLE : พระชายาแทยง ❉❉ ( JohnYong , Jaeten )
❉❉ UNDESIRABLE : พระชายาแทยง ❉❉ ( JohnYong , Jaeten ) CH08 #มิอาจเอื้อนเอ่ย
[19 พฤษภาคม 2560 23:53 น.]จำนวนผู้เข้าชม 4608 คน
8


มิอาจเอื้อนเอ่ย

 


 
#พระชายาแทยง



“ฮันซล เจ้าแน่ใจแล้วหรือว่าข้อความในจดหมายขององค์ชายแจจุงเป็นความจริง?”

พระสนมฮวาพินรับสั่งถามด้วยความสงสัย ยังแคลงพระทัยไม่หายกับเนื้อความซึ่งเต็มไปด้วยถ้อยคำวิงวอนรื่นหูทั้งที่ก่อนหน้านี้คนสกุลชองไม่เคยแม้แต่จะเหลียวแลหรือขออภัยกัน แต่แล้วอยู่ดีๆ ก็กลับมารำพึงรำพันกลัวว่าลี แทยงจะถูกสวามีซึ่งเพิ่งอภิเษกร่วมหอกันยังไม่ทันข้ามวันดีกลั่นแกล้งรังแก คนเป็นแม่ถึงได้พยายามหาที่พึ่งพิงในวังหลวงให้ลูกเป็นการใหญ่ 


“รัชทายาทยองโฮก็มิได้จะดูมีท่าทีจะรังเกียจเดียดฉันท์พระชายาที่ตรงไหน ออกจะหวานชื่นเคยคลุกคลีอยู่ร่วมชายคากันมานาน.... แม่ว่าองค์ชายแจจุงคงจะอยากขอไกล่เกลี่ยเรื่องที่ผิดสัญญากับฝ่ายเรา ถึงได้แสร้งทำเป็นมาขอให้เจ้ายอมรับพระชายาเอาไว้เป็นน้องนอกไส้!”

“ลูกเองก็ไม่ได้ปักใจเชื่อข้อความนั้นดอกพะยะค่ะ”

องค์ชายฮันซลเอ่ยอย่างพระทัยเย็น แววเนตรสงบนิ่งขณะกำลังดำริถึงบางสิ่งสำคัญมากไปกว่าการยึดถือทิฐิตามอย่างพระมารดา

“แต่ที่ยอมไปก็เพราะว่าอยากไป คำพูดของคนอื่นหาได้มีผลต่อการตัดสินใจของลูกไม่”

“จะจับลูกแต่งงานผิด คิดจนตัวตายก็ไม่ใช่ธุระกงการของเราอีกแล้ว แม่ไม่อยากให้เจ้าเข้าไปพัวพันให้เสื่อมเสียเกียรติเลย”

พระสนมเอกยังทรงเชื่อว่าพระนางสามารถอ่านใจฝ่ายตรงข้ามได้ทะลุปรุโปร่ง.... ในท้องพระโรงเมื่อครานั้นก็เห็นชัดอยู่ว่า ชอง ยุนโฮเลือกถือหางผู้ใด ฝ่าบาทก็ทรงให้ท้ายจนกระทั่งองค์ชายนอกคอกขึ้นมาเป็นรัชทายาทได้สำเร็จ คนสกุลชองก็ได้ความดีความชอบ ซ้ำยังส่งไข่มุกงามมาเป็นพระชายา สวรรค์เข้าข้างถึงเพียงนี้แล้วมีหรือว่าจะอยากผูกไมตรีกับคนที่แทบไม่เหลือสิ่งใดเลย

“แม่ทัพชองจงรักภักดีกับอดีตมเหสีชินบียิ่งกว่าอะไร องค์ชายแจจุงก็คงขัดสามีไม่ได้.... พวกเขาก็เพียงแค่จะใช้ประโยชน์ให้เราคอยเป็นเกราะกำบังชั้นสองให้ลูกตัวเองเท่านั้นละ เจ้าก็เลิกหวังเสียเถิด”

องค์ชายใหญ่แย้มโอษฐ์เล็กน้อยก่อนจะเสด็จไปประทับยังโต๊ะทรงพระอักษร แม้ถ้อยดำรัสของพระสนมฮวาพินจะมีความเป็นไปได้สูง แต่ในเมื่อคนเราคิดจะหว่านพืชเพื่อหวังผลก็ต้องรู้จักยอมเสียสละเมล็ดพืชให้กับฝูงนกบ้าง ก็ได้แต่หวังว่าองค์ชายแจจุงจะไตร่ตรองถึงเรื่องนี้มาเป็นอย่างดีแล้ว

“ขอเสด็จแม่ทรงอย่าได้ห่วงเลย ลูกไม่ใช่คนที่ใครจะมาใช้เปล่าได้.... หากสกุลชองต้องการให้เราช่วยลงแรง เราก็ย่อมต้องได้สิ่งตอบแทนที่คุ้มค่า”

“ได้ยินเช่นนั้น แม่ก็ค่อยสบายใจขึ้นหน่อย”

บทสนทนาระหว่างแม่ลูกสิ้นสุดลงเท่านั้น พระสนมฮวาพินเสด็จไปเข้าบรรทมปล่อยองค์ชายฮันซลให้อยู่ในห้องทรงงานของตำหนักเพียงลำพัง.... หัตถ์หนาบรรจงเขียนตัวหนังสือทีละตัวอย่างระมัดระวัง ทั้งถ้อยคำที่เลือกใช้ ทั้งความหมายแรกอ่านและความหมายโดยนัย ก่อนจะพับสามทบแล้วสอดไว้ในซองสำหรับใส่ตั๋วแลกเงินเพื่อไม่ให้เป็นที่สะดุดตา

ทุกถ้อยคำที่ทรงได้ลั่นวาจาเอาไว้เมื่อครั้งเสด็จหอตำรายังคงสถิตอยู่ในทุกห้วงลมหายใจ.... ซอ ยองโฮก็เป็นได้แค่หัวขโมยที่โผล่มาฉกชิกเอาสมบัติล้ำค่าซึ่งสมควรจะเป็นของพระองค์ไป และไม่ว่าองค์ชายแจจุงจะรู้เห็นเป็นใจช่วยเปิดทางให้หรือไม่ คนตระกูลจีก็ต้องหาทางทวงทุกสิ่งทุกอย่างกลับคืนมาอยู่วันยังค่ำ

“เฉียนคุน พรุ่งนี้เจ้าให้มหาดเล็กสักคนที่ไว้ใจได้ส่งจดหมายตอบไปยังองค์ชายแจจุง.... กำชับด้วยว่าให้รีบไปรีบกลับและจงอย่าให้เป็นที่สังเกต”

“.....................”

“มีอะไร?”  ร่างสูงมองหน้ามหาดเล็กคนสนิทพลางเอ่ยถามเมื่อเห็นสีหน้าบ่งบอกความไม่เต็มใจจะรับคำสั่ง

เฉียนคุนเม้มปากแน่นอย่างชั่งใจ ด้วยตระหนักดีว่าเป็นการมิบังควรจะกราบทูลในสิ่งที่ตนเองกำลังนึกคิด แต่แล้ว รอยแผลจากเสี้ยนหนามในหัวใจก็กลัดหนองทำให้ข้าหลวงต่ำต้อยเยี่ยงเขาต้องลองเสี่ยงขัดพระทัยองค์ชาย ด้วยความหวังว่าจะทรงรับฟังคำตัดพ้อทัดทานจากเขาผู้ซึ่งมอบกายถวายชีวิตให้พระองค์ได้ทุกเมื่อ

“เหตุใดองค์ชายถึงทรงยินยอมง่ายๆ เล่าพะยะค่ะ.... ตระกูลชองก็ไม่ต่างอะไรกับสุนัขรับใช้ของฝ่าบาท ทรยศหักหลังความไว้วางใจของฝ่ายเราไปเข้าพวกกับรัชทายาทผู้นั้น สมควรได้รับโทษตายเสียด้วยซ้ำ!”

แรกเริ่มก็เพียงแค่ขุ่นเคืองที่นายเหนือหัวโอนอ่อนพระทัยต่อถ้อยคำชักจูงหว่านล้อมขององค์ชายแจจุง แต่เมื่อสายตาพลันเหลือบไปเห็นรูปวาดของใครบางคนซึ่งองค์ชายใหญ่ทรงเก็บรักษาเอาไว้เป็นอย่างดี แม้จะอภิเษกร่วมหอกับชายอื่นไปแล้วก็ยังคงเป็นที่หลงใหลโปรดปราน เฉียนคุนจึงด่วนสรุปความเอาว่าเหตุผลทั้งหมดนั้นล้วนมาจากลี แทยง  

“หรือจะทรงเห็นแก่ไข่มุกมีตำหนินั่นจนลืมไปแล้วว่าต้องเสียตำแหน่งรัชทายาทไปเพราะใคร?”
 


เพียะ!
 

ฝ่ามือหนักเหวี่ยงกระทบใบหน้าจนหันไปอีกด้าน นอกจากความรู้สึกเจ็นจนชาที่บริเวณข้างแก้ม ร่างเล็กยังได้ลิ้มรสคาวเลือดที่คละคลุ้งอยู่ในโพรงปากอีกด้วย เฉียนคุนมององค์ชายฮันซลด้วยแววตาตัดพ้อและไม่อยากเชื่อ ทว่า สิ่งที่ได้รับกลับคืนมาก็คือสีหน้าซึ่งฉายชัดถึงความไม่พอใจอย่างรุนแรง

“อะ......องค์ชาย.............”  

นับตั้งแต่ติดตามรับใช้มาหลายปี ไม่เคยเลยสักครั้งที่อีกฝ่ายจะลงโทษด้วยการลงไม้ลงมือกับเขา หากกลับลุแก่โทสะง่ายดายเพียงเพราะทนไม่ได้ที่อดีตคู่หมายถูกค่อนขอดว่าเป็นตัวการ

 “ข้าเปลี่ยนใจแล้ว ให้เจ้าเป็นคนส่งจดหมายถึงองค์ชายแจจุงด้วยตัวเองเลยน่าจะดีกว่า.... แล้วขากลับแวะย่านการค้าในเมือง หาผลลี่จือมาให้ได้ ข้าจะเอาไปเป็นของกำนัลแด่พระชายาแทยง” 

ร่างสูงลุกขึ้น หน่วยตาคมยังจับจ้องมองข้ารับใช้ผู้ภักดีมากเสียจนเผลอคิดว่าเสียงของตนจะมีอิทธิพลต่อนาย แต่มันมิได้เป็นเช่นนั้นเลย และเฉียนคุนก็ควรจะรู้สำนึกได้แล้วว่าตัวเองสามารถมาไกลที่สุดได้ถึงแค่ตรงไหน
 


“ข้าต้องการทุกอย่างก่อนถึงยามเซิน จงทำหน้าที่ของเจ้าให้ดีเสียด้วยล่ะ!”


 



เส้นผมสีดำเปียกแนบลู่ไปกับแผ่นหลังเนียน กลิ่นหอมจากกลีบดอกไม้ที่ลอยในอ่างไม้ยิ่งทำให้ผิวกายขาวนวลซึ่งถูกบ่มด้วยไอร้อนนั้นเย้ายวนราวกับน้ำหวานจากเกสรชั้นใน.... มังกรหนุ่มฝังริมฝีปากดูดดึงไปทั่วทุกส่วนอย่างมิรู้หน่าย รอยแดงช้ำจากสัมผัสเมื่อคืนวานยิ่งเด่นชัดขึ้นอีก ไม่ต่างอะไรกับอัญมณีประดับกายซึ่งย้ำให้แน่ใจว่าร่างเล็กในอ้อมแขนนี้เป็นของเขาแต่เพียงผู้เดียว

ริมฝีปากของทั้งสองบดเบียดจุมพิตเข้าหากัน หากว่าบทสนทนาโต้เถียงก่อนหน้านี้คือไฟที่ลุกโหมตำหนักจาซอน บทรักที่กำลังดำเนินอยู่นี้ก็คงร้อนแรงมอดไหม้ทุกสิ่งได้ยิ่งกว่า.... ต่างคนต่างส่งเสียงครางเครืออย่างพึงใจ ซึมซับรสหวานเจือขมจากปลายลิ้นของอีกฝ่ายเสมือนเสพติดดอกฝิ่นจนลุ่มหลงมัวเมา มิอาจรับรู้ถึงสิ่งอื่นใดนอกเสียจากโหยหาซึ่งกันและกัน

“อื้อ.........”

ร่างเล็กหลุดเสียงครางอีกครั้งเมื่อผู้เป็นสวามีถอนจุมพิตออก ทว่า ยังไม่ทันที่เขาจะได้หยุดพักสูดหายใจให้คล่อง มือใหญ่ก็แหวกกระแสน้ำอุ่นข้างใต้ก่อนจะสัมผัสเข้าที่ส่วนอ่อนไหวตรงกลางหว่างขาและเริ่มหยอกเย้าเค้นคลึงเต็มที่

“แทยง.... เจ้าชอบให้ข้าทำเช่นนี้หรือไม่? หรือว่าอยากให้อ่อนโยนเหมือนเมื่อคืนแรกของเรามากกว่า?”

ร่างหนาซุกหน้าลงไซ้ซอกคอระหงพลางกระซิบถาม อุ้งมือยังคงเคลื่อนไหวเป็นจังหวะหนักหน่วงผสานกับความอุ่นของสายน้ำ ดอกเหมยแสนงามจึงเผยอกลีบก้านสีแดงอ่อนปล่อยเสียงกระเส่ารัญจวนให้อีกฝ่ายได้ยินอย่างลืมอาย

“อ๊ะ......อื้อ.....................” 

แทยงพยายามกัดริมฝีปากกลั้นเสียงร้อง ศีรษะเล็กส่ายสะบัดไปมาจนเส้นผมหลุดลุ่ยปรกใบหน้าในขณะที่ดวงตาปิดแน่น แม้จะยังไม่ได้รับคำตอบหากองค์ชายยองโฮก็รู้ดีว่าพระชายาพึงใจในความทรมานนี้มากแค่ไหน เมื่อลองผ่อนจังหวะการปรนเปรอให้หน่วงช้าลง แม่ไข่มุกซึ่งมักปั้นหน้าเย็นชาก็แทบดีดดิ้นกระดกสะโพกแอ่นเข้าหามือใหญ่เสียเอง 

“ยะ.....ยองโฮ.........ยะ.....อย่านะ......พอแล้ว......”

“แน่ใจหรือ เมียรัก.... ขนาดไม่ได้ดื่มเหล้ากำหนัด ท่าทางของเจ้ายังร้อนร่านมากถึงเพียงนี้ หากข้าหยุดกลางคัน เจ้ามิขาดใจตายเลยหรือ?”  เสียงทุ้มพร่าถามยั่วเย้า กดจูบเบาๆ บนผิวแก้มนวลปลั่งด้วยเลือดลมสูบฉีด ต้องห้ามใจอย่างหนักเลยทีเดียวที่จะไม่เผลอกัดกินเสียให้สิ้น  “กอดข้าเอาไว้แน่นๆ แล้วปล่อยให้ข้าเอ็นดูเจ้าเองดีกว่า แล้วเจ้าจะได้ในสิ่งที่ปรารถนาทุกประการ.........”

“......อ๊า........ยองโฮ........อย่าแกล้ง......อื้อ......!!”

พระชายาคล้องแขนโอบรอบลำคอร่างสูง ปลายเล็บจิกลงบนลาดไหล่กว้างเมื่อการปลุกเร้าซึ่งผ่อนให้ช้าลงกลับถี่กระชั้นขึ้นมาโดยไม่ทันได้ตั้งตัว คลื่นความหฤหรรษ์แล่นพล่านจากท้องน้อยไปทั่วร่างจนหัวใจเต้นแรงแทบหลุดกระเด็นออกมา.... ผืนอกบางหยัดขึ้นด้วยความกระสันซ่าน หากก็ถูกริมฝีปากอุ่นครอบครองยอดอกซึ่งแข็งชัน ปลายลิ้นแตะกวาดไปรอบๆ สลับกับดูดดึงกลืนกินในขณะที่เบื้องล่างก็ได้รับการกระตุ้นต่อเนื่อง แทยงก็เหมือนจะสติสัมปชัญญะหลุดลอยไปได้ทุกเมื่อ

เจ้าของมือใหญ่ชะลอการเคลื่อนไหวเมื่อท่อนขาเรียวเหยียดเกร็งเมื่อจวนจะใกล้ถึงฝั่งฝัน ใบหน้าสวยปรือสายตาหยาดเยิ้มวอนขอ ร่างกายอ่อนปวกเปียกอ่อนแรงถึงขนาดที่หากไม่ได้ชายหนุ่มช่วยประคองเอาไว้ก็คงได้ลื่นไถลจมลงในน้ำเป็นแน่.... ท่อนแขนแกร่งอุ้มเรือนกายอรชรออกมาจากอ่างก่อนจะบรรจงวางลงบนตั่งไม้ภายในห้องสรง จ้องมองความตื่นตัวของร่างเล็กด้วยสายตาซึ่งบ่งบอกถึงความหลงใหลกระหายอยากไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

“เดิมที ข้าคิดว่าหลังจากที่เจ้าออกเรือนแล้วจะสงบเสงี่ยมเรียบร้อย เชื่อฟังสามีอย่างที่ได้รับการอบรมมาเสียอีก.... แต่ที่ไหนได้ เจ้าทั้งดื้อ ทั้งร้ายเสียจนข้าจนปัญญาจะรับมือด้วยเต็มที............”

“...............”

“ถึงกับเอาเรื่องลูกมาข่มขู่........”  

องค์ชายแนบโอษฐ์ลงบนหน้าท้องแบนราบ รับรู้ได้ถึงอาการหดเกร็งของกล้ามเนื้อในบริเวณนั้น 

“ทำเช่นนี้ไม่คิดบ้างหรือว่าข้าจะเสียใจมากเพียงใด.... มีเมียที่คิดฆ่าได้แม้กระทั่งลูกในไส้ของตัวเอง?”

“กะ......ก็เจ้าคิดจะไม่ใยดีข้าก่อน...........” 

เสียงแหบหวานตะกุกตะกัก แม้ใจจะยังนึกแค้นเคืองการกระทำและคำพูดของอีกฝ่าย หากปลายลิ้นซึ่งจงใจลากวนอยู่ใกล้จุดรวมความรู้สึกวาบหวามก็ทำให้ไม่อาจรวบรวมสติได้มากนัก 

“......แต่ไหนแต่ไร เจ้าก็เอาแต่กล่าวโทษข้าไปเสียทุกสิ่ง......อื้อ.......ข้าไม่อยากรักเจ้า แล้วก็ไม่อยากมีลูกให้กับคนใจร้ายใจดำเยี่ยงเจ้าดอก..........”

“โธ่เอ๋ย เจ้าดอกเหมยน้อย.... ช่างเง้างอนเก่งนัก”

หัตถ์หนาจับต้นขากลมกลึงขาวเนียนให้แยกห่างออกจากกันก่อนจะยกข้างหนึ่งพาดไว้บนบ่ากว้าง กลีบปากหนาหยักพรมจูบไล่ต่ำลงจนแทบจรดชิดถึงความอ่อนไหวที่สุดแสนน่าละอาย.... ร่างเล็กสะดุ้งเฮือกคว้าเอาเส้นผมบริเวณท้ายทอยของผู้เป็นสวามีกำแน่นราวกับจะหาที่ยึดเหนี่ยว ยามเมื่อริมฝีปากร้อนครอบครองแก่นกายซึ่งบรรจุความปรารถนาเอาไว้อย่างเต็มเปี่ยม ความอ่อนนุ่มและชื้นแฉะเสียดสีกับจุดไวสัมผัสหนักหน่วงเสียจนบุปผางามล่มเมืองต้องแอ่นกายผลิบานต่อหน้ามังกรหนุ่มอย่างสุดกลั้น

“.....ยะ........ยองโฮ......ไม่เอาตรงนั้น.....อ๊ะ.....อา.......!”

“พะ......พอแล้ว.............สวามีข้า........อื้อ........!”

ครั้งแรกที่ถูกแตะต้องด้วยมือก็สุขสมราวกับล่องลอยอยู่บนสวรรค์ ทว่า หงส์น้อยกลับเพิ่งรู้แจ้งแก่ใจเดี๋ยวนี้เองว่าสวรรค์นั้นมีหลายชั้น และคนตรงหน้าก็กำลังพาเขาทะยานขึ้นไปยังชั้นบนสุด....

ข้างในศีรษะขาวโพลน ทั่วทั้งกายคล้ายกับมีแมลงแสนสวยกระพือปีกรายล้อมอยู่โดยรอบ พระชายาแทยงส่งเสียงร้องเรียกหาองค์รัชทายาทด้วยความรัญจวนใจในรสรักที่ถูกหยิบยื่นให้.... นัยน์ตาอันหรี่ปรือพร่ามัวด้วยแรงกำหนัดสะท้อนภาพศีรษะของร่างสูงขยับขึ้นลงเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ส่งคลื่นความหฤหรรษ์ไปสู่ทุกอณูสรรพางค์กาย เรียวขาซึ่งพาดอยู่บนหัวไหล่หนาทั้งเกร็งทั้งสั่นระริกในขณะที่สะโพกอันหนั่นแน่นลอยสูงแทบอยู่ไม่ติดพื้น

องค์ชายถอนโอษฐ์ออกพลางสบสายพระเนตรมองไข่มุกของสกุลชองซึ่งกำลังเปลือยเปล่าพร้อมเปิดรับให้พระองค์ได้แทรกลึกเข้าหาทั้งทางกายและทางใจ แล้วจึงรับสั่งอย่างเสน่หาในความเย้ายวนที่เห็นไม่แพ้กัน

“แม้กระทั่งคู่สามีภรรยาที่ได้ชื่อว่ารักกันมาก หากก็มีบุรุษน้อยคนนักที่จะยอมทำถึงขนาดนี้เพื่อมอบความสุขให้ภรรยา........”  

ปลายลิ้นชื้นโลมเลียปลายยอดแฉะชื้นเบาๆ เสียงครางสะท้านดังขึ้นพร้อมๆ กับที่เอวคอดเริ่มบิดเร้าไปมา 

“แต่ข้าเต็มใจทำให้เจ้าทุกอย่าง จะดูแลเมียรักอย่างดี ดังนั้น เจ้าเองก็อย่าทำตัวช่างประชดประชันดื้อรั้นกับข้านักเลย”

ปลายนิ้วยาวชำแรกลึกลงในความเป็นสตรีเพศของพระชายาส่งผลให้ร่างน้อยกระตุกสะท้าน มือเล็กยิ่งป่ายปัดจิกไหล่สวามีเมื่อความเจ็บแล่นริ้วควบคู่กับความรู้สึกวาบหวิวปั่นป่วนที่เกิดจากการถูกรุกราน และขณะที่จำนวนสิ่งสอดใส่เพิ่มมากขึ้น เสียดสีกระทบกระแทกกับตุ่มไตภายในต่อเนื่องมีชั้นเชิง บั้นท้ายงอนงามก็แอ่นลอยรับกับจังหวะการขยับเคลื่อนร้อนแรง เสียงของเหลวเสียดสีกับอากาศดังปะปนกับเสียงหวีดครางระงมก้องไปทั่วห้องสรงในพระตำหนักเรือนหอ

“ยองโฮ.....ดะ.......ได้โปรด........กอดข้าอีก......ฮึก........”

หงส์น้อยส่งเสียงกระเส่าร้องขอ แรงกระสันโหมกระหน่ำอยู่ในท้องน้อยราวกับพายุ สัญชาตญาณของมนุษย์ฝังกลบความกระดากอายให้มลายไปจนสิ้น.... ยิ่งนึกคิดสิ่งที่ตนเองเคยได้รับก็ยิ่งต้องการมากขึ้น อยากจะได้สิ่งเติมเต็มอันแสนเร่าร้อนนอกเหนือไปจากคำปลอบโยนซึ่งยากจะหลงเชื่อของรัชทายาท

เค้าหน้าคมคายปรากฏรอยยิ้มพึงพอใจก่อนที่ร่างสูงใหญ่จะขยับขึ้น จัดแจงแยกเรียวขาทั้งสองของชายาให้ถ่างกว้าง จ้องมองก้านดอกเหมยเต่งตึงเยิ้มย้อยด้วยหยาดน้ำค้างแห่งความสุขสมพลางตวัดลิ้นเลียริมฝีปากอย่างไม่คิดจะระงับห้วงอารมณ์อีกต่อไป.... ความเป็นชายที่แข็งแกร่งดุจดั่งมังกรเคลื่อนผ่านเข้าไปแทนนิ้วทั้งสาม เอวหนาสอบกระทั้นจนสุดผนังถ้ำในคราวเดียว ส่งผลให้แทยงผวาเฮือกรีบคว้าคนตรงหน้ามากอดเป็นการใหญ่

“อ๊ะ......อ๊า..........!!”

“......อืม.......เจ้าเหมยน้อย....เมียรักของข้า......ข้างในกายเจ้าทั้งอุ่นทั้งนุ่มนวล.......ช่างดีเหลือเกิน............”

ต่างฝ่ายต่างรองรับความปรารถนาของกันและกันอย่างลุ่มหลงมัวเมา คำพูดที่ใช้ประหัตประหารทำร้ายอีกฝ่ายกลายเป็นเพียงเถ้าถ่านหลังสงครามปะทะคารม ทว่า สิ่งที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้มีเพียงความอยากครอบครอง แลกเปลี่ยนและตักตวงช่วงเวลาแห่งความสุขซึ่งยาวนานแค่ไม่กี่ชั่วยาม

“........อา.......ฮึก.......ยองโฮ........ระ....แรงอีก........”

“เอาแต่ใจตัวเองอีกแล้ว........” 

องค์ชายตรัสแกมแย้มสรวล ขณะที่เทพธิดาในอ้อมพระกรส่งเสียงครวญครางคล้ายลูกแมวตัวน้อยไม่ได้ขาด ก่อนจะแกล้งหยุดการสอดใส่แล้วพลิกให้ร่างเล็กขึ้นมาอยู่ด้านบน 

“ข้าคงทำให้ได้ไม่ถูกใจกระมัง.... ในเมื่อชอบออกคำสั่งนัก เห็นทีว่าเจ้าคงจะต้องทำเองเสียแล้วล่ะ”

“ยองโฮ!”  แทยงร้องด้วยความตกใจ ท่วงท่าขึ้นคร่อมบุรุษเช่นนี้ช่างแลดูหน้าไม่อายราวกับนางคณิกาอย่างไรก็อย่างนั้น  “ทะ......ทำเอง......หมายความว่าเช่นไร........ข้าไม่เอาด้วยหรอกนะ......ปล่อยข้าลงเดี๋ยวนี้!”

“ข้าทั้งเห็นทั้งจับไปหมดทุกส่วนแล้ว เจ้ายังอายอยู่อีกหรือ?”  ร่างสูงถามพลางขบใบหูนิ่มเพื่อปลุกเร้ายั่วยุ

“ขะ.....ข้า......ไม่เอาเช่นนี้.......อ๊ะ!”

ถ้อยคำขาดห้วงสลับแทรกเสียงกระเส่าเมื่อมือใหญ่ตรึงสะโพกหนั่นแน่นให้อยู่นิ่งกับที่ แล้วขยับรุกจากเบื้องล่างจนแก่นกายซึ่งค้างลำอยู่ด้านในชี้ชนเข้ากับจุดกระสันอย่างจัง ทำเอาร่างอ้อนแอ้นน่ารักนั้นเบียดลงมาซบผืนอกกว้าง ซุกหน้าหลบหนีความอับอายโดยที่โพรงดอกเหมยเต้นตุบรัดรึงมังกรหนุ่มอย่างยินดี ขัดแย้งกับวาจาบ่ายเบี่ยงปฏิเสธโดนสิ้นเชิง

“หากทิ้งไว้จะยิ่งทำให้เจ้าทรมานมากขึ้นนะ.......”  

เจ้าของแก่นเนื้อแกล้งเย้า ใจจริงแล้วตนเองก็แทบคลั่งกับบทพิศวาสที่ชะงักค้างเช่นเดียวกัน แม้จะอยากจับหงส์น้อยให้นอนแผ่หราแล้วสอดใส่จนกว่าจะสาแก่ใจ แต่สีหน้าอึดอัดขัดเขินที่ได้เห็นก็ช่างน่าเอ็นดูชวนให้อยากกลั่นแกล้งจนร้องไห้เหลือเกิน 

“หัดปรนนิบัติเอาใจสามีไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลย.... เพียงแค่ใช้ตรงนี้ของเจ้าสร้างความสุขให้กับเราทั้งคู่ เจ้าเองก็อยากให้ข้ารักเจ้ามากกว่าผู้ใดมิใช่หรือ แทยง?”

“ตะ....แต่ว่า..........”

“ข้าก็จะคอยช่วยเจ้าด้วย ไม่ต้องกลัวนะ”

“ไม่เอา.......ยองโฮ.......สวามี......อย่าบังคับขืนใจข้าเลย......อ๊า.......!”

มือหนากระชากร่างเล็กให้โน้มลงมา ป้อนจูบหลอกล่อให้ท่าทีต่อต้านอ่อนลง ระหว่างที่ใช้จุมพิตเกลี้ยกล่อม อีกมือหนึ่งก็ตรงเข้ากอบกุมกลีบก้านดอกเหมยเอาไว้แล้วรูดรั้งแรงๆ ให้มันคายหยาดน้ำค้างที่กักเก็บไว้ออกมา เพียงเท่านั้น แม่ตุ๊กตาที่กำลังสะเทิ้นอายก็เริ่มขยับช่วงล่าง โอบอุ้มเอามังกรผงาดเข้าชอนไชเข้าไปหยอกล้อเล่นกับลูกแก้วสวรรค์ภายในถ้ำดอกเหมยคราแล้วคราเล่า

ทั้งสองยังไม่ถอนริมฝีปากออกจากกัน ลี แทยงขยับโยกควบคุมจังหวะแห่งความรัญจวนใจไปพร้อมกับถูกผู้เป็นสามีช่วยปรนเปรอทางด้านหน้า มือเล็กเกาะลาดไหล่กว้างเอาไว้พลางหอบกระเส่าในลำคอเหมือนคนหายใจไม่ทัน.... ห้วงความคิดดำดิ่งลงสู่จุดที่ไม่อาจรับรู้สิ่งอื่นใดได้อีกแล้ว นอกเสียจากว่าความเสน่หาของยองโฮสามารถสอดใส่เข้าไปได้ลึกเพียงใด ทั้งอึดอัดคล้ายว่าความใหญ่โตนั้นจะทำให้เขาแหลกสลาย หากก็อ่อนโยนและยั่วเย้าเสมือนจะดึงแทยงให้ตกลงไปในหลุมพรางความรักที่ซับซ้อนและลึกล้ำเป็นที่สุด

“ฮะ.......ฮึก.............”

เพียงไม่นานที่ไข่มุกงามได้เป็นฝ่ายขับเคลื่อนบทรักเอง บุปฝาน้อยสีแดงก่ำก็เบ่งบานคายน้ำหวานจากเกสรออกมา ร่องรอยของความปรารถนากระเซ็นเปรอะทั่วอุ้งมือหนาและหน้าท้องของทั้งคู่.... เสียงแหบหวานร้องราวกับจะขาดใจ เอวบางบิดเกร็งจนเจ็บร้าวไปถึงสีข้าง ดวงหน้าจิ้มลิ้มเหยเกขณะที่ส่วนกลางลำตัวทั้งสองฝั่งเคลื่อนมาบรรจบพร้อมกันยังจุดสิ้นสุดของการปลดปล่อย

ร่างบางถูกเหวี่ยงให้ลงมาอยู่ด้านล่าง ความซาบซ่านการจากถึงฝั่งฝันยังไม่ทันเจือจาง มังกรหนุ่มก็ขอกลับขึ้นมาเป็นผู้นำอีกครา....

“อ๊ะ......อึก..........อ๊า...........”

ร่างเล็กยิ่งครางหนักเมื่อจังหวะเนิบช้าของตนเองถูกแทนที่ด้วยความดุดันเกรี้ยวกราดของรัชทายาท.... ชายหนุ่มกัดฟันแน่นพลางสูดหายใจลึกเข้าแล้วเร่งจังหวะสอดใส่ให้หนักหน่วงและถี่ยิบจนหงส์น้อยแทบหัวสั่นหัวคลอน ความเสียวกระสันเกาะกุมอยู่เต็มท่อนเนื้อใหญ่ แล้วมันก็พุ่งสูงขึ้นทุกครั้งที่ได้เสียดสีกับผนังถ้ำอันอุ่นร้อนและคับแน่น แค่ไม่กี่ชั่วอึดใจที่พระชายากระตุกเกร็งปลายเท้าปลดปล่อยออกมาเป็นคำรบที่สอง องค์ชายผู้เป็นสวามีก็ตามติดไปพร้อมกับหลั่งคราบความใคร่จนล้นทะลักโพรงดอกเหมย

“อืม..............”

ใบหน้าคมเข้มซุกซบลงกับซอกคอระหง ก่อนที่ริมฝีปากจะประกบเข้าหากันเรียกเสียงครางเครือด้วยความเคลิบเคลิ้มมิรู้หน่าย ภายในดวงตาสว่างจ้าเหมือนมีดวงดาวนับร้อยนับพันมาส่องแสงอยู่เบื้องหน้า.... องค์ชายยองโฮดึงเอาพระชายามากอด ใช้ปลายนิ้วสอดเข้าหาเส้นผมสีดำสนิทพลางสางเล่นสลับกับจุมพิตไล่ไปตามหน้าผาก เปลือกตา ข้างขมับและผิวแก้ม ก่อนจะคว้าฉลองพระองค์สีขาวสำหรับสวมเป็นชุดนอนมาห่อหุ้มเรือนกายเปลือยเปล่าเอาไว้

จากที่คิดว่าจะล้างตัวอีกรอบแล้วค่อยพากลับไปยังห้องบรรทม หากก็ล้มเลิกไปเมื่อเห็นว่าแทยงกำลังหมดแรงและง่วงงุนเต็มที และคราบรักซึ่งเปรอะเปื้อนอยู่ตามซอกขาร่างเล็กก็ไม่ควรจะถูกชำระล้างออกเร็วนัก....

 


รัชทายาทยองโฮทรงจัดการเปลี่ยนฉลองพระองค์ เช็ดเกศาและอุ้มพระชายาส่งถึงฟูกบรรทมด้วยตัวเอง.... นึกถึงเมื่อครั้งที่พำนักอยู่จวนตระกูลชอง แทบทุกคืนที่องค์ชายทอดพระเนตรเห็นเสด็จพี่หญิงยุนอาปรนนิบัติคุณชายตัวน้อย ทั้งแปรงผม จัดเสื้อผ้าและใช้ผงเครื่องหอมแตะบางๆ ลงบนผิวกาย จึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่พระองค์จะรู้ใจอีกฝ่ายดีว่าจะชอบให้เอาอกเอาใจด้วยวิธีไหน

ร่างเล็กหลับตาพริ้มระหว่างที่สองหัตถ์ของผู้เป็นสวามีเคลื่อนไปตามต้นคอและท้ายทอย รู้สึกเบาสบายไปทั้งตัวจากน้ำอุ่นและสัมผัสจากคนข้างหลัง เพียงไม่นานก็ผลอยหลับไปทั้งที่ยังนั่งเอนหลังพิงอกกว้าง

“ยองโฮ...........” 

กลีบปากบางขยับพร่ำเป็นพระนามขององค์รัชทายาท ขณะที่พระองค์ผละลุกไปดับแสงไฟจากโคมตะเกียง ส่งผลให้มังกรหนุ่มต้องรีบกลับมาสอดกายลงใต้ผ้าคลุมบรรทมผืนเดียวกัน ตะแคงหันหน้าเข้าหาก่อนจะดึงเอาศีรษะเล็กให้หนุนนอนบนไหล่แกร่ง

“เรียกข้าทำไมรึ.... เหมยน้อย?” 

เสียงทุ้มกระซิบถาม นัยน์ตาสีเหล็กกล้าสะท้อนภาพใบหน้าอ่อนใสผ่านแสงนวลจากจันทราข้างขึ้น

“เจ้าอย่าเพิ่งไปไหนจนกว่าข้าจะหลับนะ.........” 

มือเล็กกำอกเสื้อร่างหนาไม่ยอมปล่อยพลางขยับตัวเข้ามาเบียดซุกพระสวามีราวกับลูกนกที่กำลังร้องหาแม่ ถ้อยคำอ้อนวอนอย่างน่าสงสารเอื้อนเอ่ยแผ่วเบาท่ามกลางความมืด บีบรัดหัวใจคนฟังด้วยพันธนาการที่มิอาจมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า 

“ห้องนี้กว้างเกินไป เงียบเกินไป.... นอกจากยองโฮ ข้าก็ไม่มีใครอื่นอีกแล้ว มันน่ากลัวแล้วก็อ้างว้างมากเหลือเกิน........ข้าไม่อยากอยู่ที่นี่คนเดียว..........”

เมื่อพูดจบ แทยงก็หลับสนิทในอ้อมแขนแข็งแรงแทบจะทันที หากองค์ชายยองโฮกลับไม่สามารถล่วงเข้าสู่ห้วงนิทรา.... ปลายนิ้วยาวไล่เกลี่ยปอยผมบนหน้าผากเกลี้ยงมน จุมพิตซ้ำแล้วซ้ำเล่าและกระซิบวาจาปลอบโยนซึ่งอีกฝ่ายคงไม่ได้ยิน เนิ่นนานจนกระทั่งราตรีอันแสนสั้นจะถูกดวงตะวันริดรอนเอากลับคืนไป
 


“นอนเถิด.... ไม่ต้องกลัวนะ ข้าไม่ทิ้งเจ้าไปไหนดอก”

.

.

.

รัชทายาทเสด็จออกจากพระตำหนักจาซอนในเวลาย่ำรุ่ง และเมื่อกลับถึงตำหนักทงกุงก็ปรากฏว่าบุคคลที่ทรงต้องการพบได้มารออยู่ก่อนแล้ว....

คนผู้นั้นสวมเครื่องแบบราชองครักษ์หน่วยพยัคฆ์คำราม ซึ่งขึ้นชื่อลือชาในด้านฝีมือการต่อสู้อันถือเป็นสุดยอดในหมู่ทหารประจำวังหลวงฝ่ายใน และถึงแม้พยัคฆ์คำรามจะนับเป็นหนึ่งในข้าราชบริพารสังกัดกรมมหาดเล็ก หากก็มิได้ขึ้นตรงต่อพระราชาหรือเชื้อพระวงศ์พระองค์ใดอย่างเฉพาะเจาะจง.... คนกลุ่มนี้ปกครองกันเอง ใช้กฎเกณฑ์ของตนเองโดยที่ราชสำนักไม่สามารถก้าวก่าย และจะคุ้มครองอารักขา ปฏิบัติตามคำสั่งเพียงกษัตริย์หรือองค์ชายซึ่งพวกเขายินยอมถวายความจงรักภักดีเท่านั้น

“รัชทายาททรงมีรับสั่งให้นายูตามกระหม่อมมาเข้าเฝ้า มิทราบว่าทรงมีสิ่งใดให้หน่วยพยัคฆ์คำรามถวายงานรับใช้หรือพะยะค่ะ?”
“ข้าอยากรู้เรื่องเกี่ยวกับกองงานราชองครักษ์” 

องค์ชายยองโฮตรัสถามไม่อ้อมค้อม ด้วยทรงทราบดีว่าอย่างไรเสีย ‘โยวไท่’ ซึ่งเป็นพี่ชายฝาแฝดของมหาดเล็กคนสนิทก็ต้องล่วงรู้จุดประสงค์และแผนการในอนาคตของพระองค์อยู่ดี 

“ขณะนี้หัวหน้าสูงสุดของราชองครักษ์ทั้งหมดคือผู้ใด? นอกจากหน่วยกิเลนขาวซึ่งเป็นองครักษ์ประจำตำหนักเสด็จพ่อแล้วใครมีหน้าที่อะไร? และสถานการณ์ภายในของพวกเจ้าเป็นเช่นไรบ้าง?”

“ก็น่าจะทรงทราบอยู่แล้วว่ากองงานราชองครักษ์มิได้ขึ้นตรงกับทัพหลวง แต่อยู่สังกัดกรมมหาดเล็ก ดังนั้น นายใหญ่ของพวกเราก็คือหัวหน้ากรมมหาดเล็ก ใต้เท้าชิม ชางมินซึ่งเป็นคนสนิทของฝ่าบาท.........”

“หมายความว่าหากมิใช่ใต้เท้าชิม พวกเจ้าก็คงไม่รับคำสั่งจากผู้อื่นสินะ?”

คำถามนั้น เรียกรอยยิ้มรู้ทันให้เผยขึ้นบนใบหน้าขององครักษ์หนุ่ม และโยวไท่ก็กล้าหาญมากพอที่จะยอกย้อนต่อความกับองค์ชายนอกคอกในสายตาของคนทั้งวังหลวงเสียด้วย

“อะไรกัน รัชทายาทของแผ่นดินฮันยางเพิ่งจะอภิเษกกับพระชายาซึ่งเป็นบุตรชายแม่ทัพชอง ยุนโฮไปเองมิใช่หรือ.... ในเมื่อพระองค์ทรงมีอำนาจของทัพหลวงและทัพชายแดนแปดกองธงจากท่านพ่อตาอยู่ในพระหัตถ์แล้ว ยังจะต้องการเหล่าราชองครักษ์จำนวนเพียงหยิบมือไปเพื่อเหตุอันใดเล่าพะยะค่ะ?”

“เพราะข้าไม่คิดจะยืมจมูกคนอื่นหายใจไปตลอด แม้ว่าท่านแม่ทัพชองจะจงรักภักดีต่อเสด็จแม่และข้ามากยิ่งกว่าใครทั้งหมด ชายาที่อภิเษกด้วยก็มีใจให้ข้ามาตั้งแต่เยาว์วัย หากใครเลยจะคาดเดาได้ว่าอนาคตจะยังคงเป็นเช่นนั้นอยู่.........” 

และนั่นก็คือสิ่งที่รัชทายาทดำริตั้งมั่นเอาไว้ในพระทัยมาโดยตลอด พระองค์มิได้กริ้วพระชายาแทยงเลยที่ใช้ทั้งเรื่องอำนาจของแม่ทัพชองและเรื่องพระโอรสมาขู่เข็ญด้วยอารมณ์น้อยใจ เพราะมันคือความจริงที่ทุกคนต่างก็รับรู้กันถ้วนทั่ว.... หากไม่มีสกุลชองคอยค้ำจุนหนุนหลัง ทายาทมังกรสวรรค์ผู้นี้ก็ไม่ต่างอะไรกับภาพวาดในกระดาษที่แลดูสูงส่งน่าเกรงขามแต่ไม่สามารถทำให้ใครเคารพยำเกรงได้ 

“ข้าตัดสินใจแล้วว่าจะเข้าร่วมฝึกกับหน่วยพยัคฆ์คำรามของเจ้านับตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป.... ข้าต้องการเป็นที่ยอมรับของราชองครักษ์ทุกหน่วยให้ได้เสียก่อนที่จะเริ่มลงมือทำการซึ่งใหญ่กว่านั้น”

โยวไท่แค่นยิ้มอย่างไม่เชื่อน้ำยาผู้ลั่นวาจา นึกปรามาสองค์ชายซึ่งเพิ่งเสด็จกลับเข้าวังได้ไม่นานก็คิดจะรนหาที่ตายเสียแล้ว

“กฎเหล็กของเราคือไม่ก้าวก่ายราชกิจและการเมืองในราชสำนัก เรามีหน้าที่เพียงแค่ถวายงานอารักษาเชื้อพระวงศ์ฝ่ายใน.... หากทรงคิดจะใช้หน่วยพยัคฆ์คำรามเพื่อรวบอำนาจเบ็ดเสร็จแล้วล่ะก็ รัชทายาทอาจจะทรงผิดหวังก็เป็นได้”

“ไม่ก้าวก่ายราชกิจและการเมืองในราชสำนักงั้นหรือ?” 

โอรสมังกรสรวลเย้ยหยันกลับคืน 

“แต่เมื่อใดก็ตามที่เกิดการนองเลือดขึ้นภายในวังหลวง ข้าก็เห็นว่าราชองครักษ์นั่นละที่เป็นฝ่ายลงมือสังหารผู้บริสุทธิ์ก่อนทุกครั้ง.... แม้กระทั่งเสด็จแม่ของข้าเองก็สิ้นพระชนม์เพราะองครักษ์หน่วยสุนัขป่าซึ่งรับใช้ใกล้ชิดใครบางคนที่นี่ หรือเจ้าจะแย้งว่าไม่ใช่?”

ดวงตาคมกริบราวปลายมีดเขม่นมององครักษ์หนุ่ม ลูกแก้วสีดำสนิทนั้นฉายชัดถึงความคับแค้นพยาบาทต่อกลุ่มคนชั่วซึ่งพรากเอาเสด็จแม่ผู้มีน้ำพระทัยงดงามไป ซ้ำร้ายยังป้ายสีจนพระนางกลายเป็นอดีตมเหสีผู้คิดคดทรยศต่อพระราชา แม้กระทั่งพระศพก็ยังมิอาจอัญเชิญมาฝังในสุสานหลวงได้.... นอกจากขึ้นครองราชย์ ทวงคืนในสิ่งซึ่งควรเป็นของสายโลหิตสกุลซอ การล้างมลทินให้กับเสด็จแม่ก็คือสิ่งที่องค์ชายยองโฮต้องทำให้สำเร็จลุล่วง

“การแก้แค้นคืออาหารที่โอชะที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาที่มันเย็นชืดลงแล้ว เพราะคนที่กำลังจะได้ลิ้มรสความตายมักไม่รู้ตัวล่วงหน้า.... กระหม่อมชักจะตื่นเต้นเสียแล้วสิ” 

โยวไท่เดาะลิ้นอย่างนึกสนุก ดูเหมือนว่าเขาจะประเมินองค์ชายนอกคอกต่ำเกินไป แต่ถึงแม้เขาจะเป็นพี่ชายฝาแฝดของนายู เขาก็ไม่คิดจะเดินตามนายเหนือหัว ยอมเอาชีวิตเข้าเสี่ยงเพื่อแลกกับเบี้ยหวัดเงินปีเพียงไม่กี่ตำลึงเหมือนเช่นน้องชาย หากว่าความแค้นของรัชทายาทยองโฮนั้นยิ่งใหญ่นัก ราคาที่ต้องจ่ายก็ย่อมต้องมากตามไปด้วย 

“แล้วการที่กระหม่อมช่วยพาพระองค์เข้าหน่วยพยัคฆ์คำราม มิทราบว่าองค์ชายจะทรงมีสิ่งใดตอบแทนพะยะค่ะ?”

“เจ้ากับนายูจะได้อยู่อย่างสุขสบายชั่วชีวิต.... รองจากพระชายาและคนที่มาจากสกุลชองแล้ว พวกเจ้าสองพี่น้องจะเป็นคนแรกที่อยู่รอด และจะเป็นคนสุดท้ายที่ต้องตายเพราะข้า”

“หากว่านั่นคือวาจาสัตย์ แล้วกระหม่อมจะคอยดู”

ราชองครักษ์แสร้งทำเป็นถวายบังคมด้วยความซาบซึ้ง แม้จะมิได้เชื่อถือคำมั่นจากปากองค์ชายซึ่งไม่มีสิ่งใดเลยนอกเสียจากอำนาจวาสนาที่ได้มาจากพระชายาสักเท่าไรนัก แต่ถ้าหากการเลือกข้างในครั้งนี้จะช่วยให้เขาและน้องชายมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ไม่ถูกมหาดเล็กแก่คร่ำครึกดขี่ข่มเหง โยวไท่ก็พร้อมที่จะลงเรือลำเดียวกับมังกรหนุ่มจนกว่าจะไปถึงจุดหมายปลายทาง
 

“พร้อมเมื่อใดก็พบกันที่ลานฝึกของกองราชองครักษ์นะพะยะค่ะ.... แต่ครั้งนี้เพียงแค่หัวใจกล้าแกร่งดุจราชสีห์อย่างเดียวคงไม่พอ สำหรับหน่วยพยัคฆ์คำราม พระองค์อาจทรงเหน็ดเหนื่อยกว่าจับขวานฝ่าฟืนสักหมื่นเท่าได้กระมัง!”


 
❉❉❉❉❉❉❉❉❉❉
 
 
“เสี่ยวสือ.... เจ้าจะออกไปเดินเล่นรอบๆ ตำหนักบ้างก็ได้นะ ไม่จำเป็นต้องอยู่ติดตามข้าทุกฝีก้าวดอก”
 
พระชายาแทยงรับสั่งขึ้นเมื่อทอดพระเนตรเห็นข้าหลวงคนสนิทแอบนั่งหาวหวอดในช่วงคล้อยบ่าย อากาศข้างนอกอบอุ่นเนื่องจากใกล้ล่วงเข้าสู่คิมหันต์ฤดู ท้องฟ้าสว่างสดใสด้วยแสงอาทิตย์ ต้นไม้ใบหญ้าในอุทยานเล็กด้านหลังก็คงจะร่มรื่นเหมาะแก่การเดินเล่นให้หายง่วงซึม หากไม่ติดว่าทรงอ่อนเพลียและปวดเมื่อยเนื้อตัวจนไม่อยากลุกไปไหนก็คงเสด็จออกไปชื่นชมทิวทัศน์เปลี่ยนบรรยากาศแล้ว
 
“แต่ถ้าหากพระชายาทรงต้องการเรียกใช้แล้วกระหม่อมไม่อยู่..........”  
 
เสี่ยวสือส่ายหน้าปฏิเสธพัลวัน เพราะถูกสั่งกำชับมาว่าต้องคอยอยู่ถวายงานพระชายาชนิดไม่ให้ขาดตกบกพร่อง อีกทั้งพวกข้าหลวงรุ่นพี่ก็จับตามองเขาอยู่ เด็กหนุ่มจึงไม่กล้ากระดิกตัวหรือทำสิ่งใดให้ตนเองถูกตำหนิเอาได้
 
“ทำตัวเหมือนตอนที่อยู่บ้านเราเถอะ เพียงแค่หยิบจับอะไรเล็กๆ น้อยๆ ข้าทำเองได้.... ขืนนั่งเฉยๆ ไม่ต้องกระดิกตัวเช่นนี้ก็คงได้ง่อยเปลี้ยเข้าสักวัน” 
 
ลี แทยงว่าพลางยกแขนเหยียดขายืดเส้นยืดสาย แม้กฎระเบียบและการวางตัวให้แลดูงามสง่าจะสำคัญแต่ก็คงแค่กับคนนอก เขาไม่ได้ต้องการจะถูกยกย่องให้สูงส่งจนเกินความเป็นจริงตลอดเวลา  
 
“แล้วเวลาอยู่กันตามลำพังแค่นี้ เจ้าไม่ต้องใช้คำพูดฟังยากพวกนั้นก็ได้ ข้าอยากรู้สึกเหมือนว่าตัวเองยังเป็นคนธรรมดาอยู่บ้าง”
 
“จะดีหรือพะยะค่ะ กระหม่อมเกรงว่าหากท่านหัวหน้ามหาดเล็กทราบเข้าแล้วจะดุว่าเอาได้........”
 
“ระหว่างข้ากับหัวหน้ามหาดเล็ก ใครสำคัญกว่ากัน?” เมื่อพระชายารับสั่งถามเสียงแข็ง เสี่ยวสือก็สะดุ้งหน้าตาจืดเจื่อนขึ้นมาทันที ครั้นจะแกล้งต่อก็น่าสงสารจนเกินกว่าจะทำได้ลง  “ข้าล้อเล่นน่ะ.... ทำตามที่เจ้าสะดวกใจเถอะ อยู่ในวังหลวงก็อึดอัดมากพออยู่แล้ว”
 
 
ความเงียบปกคลุมทั่วทั้งตำหนักอันแสนวังเวงอีกครา ไข่มุกงามเหลียวมองไปรอบๆ พลางถอนหายใจด้วยความเบื่อหน่าย.... สองครั้งสองคราวที่แทยงตื่นขึ้นมาพบกับความว่างเปล่า ทั้งที่จำได้ว่าก่อนจะหลับไปนั้นมือของเขาได้คว้าสิ่งช่วยเยียวยาหัวใจเอาไว้แล้วแต่สุดท้ายมันก็มลายหายไป เหลือทิ้งไว้เพียงความโดดเดี่ยวอ้างว้างราวกับว่าไม่มีใครเลยที่จะคิดสนใจใยดีเขาจากใจจริง
 
“แล้วเมื่อเช้า ยองโฮออกไปจากที่นี่ตั้งแต่เมื่อไร?”  
 
น้ำเสียงเศร้าสร้อยเอ่ยถามก่อนจะล้มตัวลงนอนฟุบกับพื้น นึกถึงภาพฝันยามค่ำคืนซึ่งหวานอยู่เพียงชั่วครู่ชั่วคราวแล้วก็จืดจางไปเมื่อเขาคนนั้นทำหน้าที่ของตัวเองเสร็จสิ้น
 
“รัชทายาทเสด็จกลับตำหนักทงกุงไปตั้งแต่รุ่งสางพะยะค่ะ”  
 
เสี่ยวสือกราบทูลอย่างลำบากใจ เพียงคำถามเดียวก็สามารถรับรู้ได้ว่าคนตรงหน้ากำลังรู้สึกเหงามากเพียงใด ตัวเขาเองเป็นเด็กกำพร้า ใช้ชีวิตอยู่ตัวคนเดียวมาหลายปีจนเคยชิน ต่อให้ย้ายอยู่ที่ไหนก็ไม่แตกต่างกันนัก ในขณะที่พระชายาเพิ่งห่างจากอ้อมอกแม่ทัพชองกับองค์ชายแจจุงได้ไม่เท่าไร พระสวามีที่อภิเษกกันก็เสด็จมาประทับอยู่ด้วยแค่ไม่กี่ชั่วยามในตอนกลางคืนเท่านั้น  
 
“พี่นายูบอกว่ารัชทายาททรงมีภารกิจมากมาย แม้จะอยู่ในช่วงเริ่มต้นแต่ก็มีหลายสิ่งที่ต้องเรียนรู้ พอหัวค่ำก็ต้องเสด็จมาอยู่กับพระชายาทำให้ทรงแทบไม่มีเวลาพักผ่อน........”
 
“การมาหาข้านี่คงเป็นภาระที่ยิ่งใหญ่มากเลยสินะ.... ดีเหลือเกิน!”
 
“รัชทายาทคงไม่ได้ดำริเช่นนั้นดอกพะยะค่ะ.........”
 
“ไม่ต้องเลย เสี่ยวสือ.... อยู่กับข้าแล้วก็ห้ามพูดเข้าข้างคนอื่น!”
 
แม้ไม่อยากคิดในทางร้ายให้จิตใจหดหู่  หากการกระทำของรัชทายาทที่ผ่านมาก็ชัดเจนเกินกว่าที่แทยงจะหลอกตัวเองได้ว่าวาจาหวานรื่นหูที่ได้ยินได้ฟังมาตลอดสองคืนที่ร่วมหอกันคือคำสัตย์.... บางทีแทยงอาจคิดผิดที่เชื่อคำสอนของท่านชายฮีชอล เอาเรื่องอำนาจในกองทัพของท่านพ่อกับเรื่องให้กำเนิดโอรสมาข่มขู่สวามี เพราะจากนี้ไป เขาต่างหากที่ต้องจมอยู่กับความหวาดระแวงด้วยมิอาจคาดเดาได้เลยว่าองค์ชายยองโฮจะใช้ลูกไม้เล่นละครตอนไหนและอย่างไรบ้าง
 
เหตุการณ์เมื่อคืนนี้ก็เช่นกัน มันอาจเป็นคำลวงทั้งหมด
 
แต่จะให้วางเฉย ถูกสวามีหมางเมินเย็นชาและพร่ำเพ้อหาคนอื่นก็ทนไม่ได้
 
สุดท้ายก็ต้องทุกข์ใจอยู่เพียงลำพัง.... เขาดีด้วยแค่เล็กน้อยก็หัวใจพองโตด้วยความสุข หากพอเขาหายหน้าไปก็ว้าวุ่นจนมิอาจทำใจให้สงบได้ อยากรู้ว่าเขากำลังทำอะไรและคิดถึงใคร วิตกกังวลไปเรื่อยจนพาลหงุดหงิดรำคาญตัวเอง
 
ความรัก.... ช่างไม่ใช่สิ่งที่น่าอภิรมย์เอาเสียเลย
 
 
 
‘พระชายาเพคะ.... องค์ชายแจฮยอนและเหล่าองค์ชายน้อยเสด็จมาขอเขาเฝ้า ไม่ทราบว่าจะทรงประทานอนุญาตให้เข้าไปได้หรือไม่เพคะ?’
 
 
 
“องค์ชายแจฮยอนหรือ?”  
 
หลังสิ้นเสียงขานบอกของนางกำนัลผู้เฝ้าประตู แทยงก็กลับมาลุกขึ้นนั่งให้เรียบร้อยตามเดิม ด้านนอกห้องรับรองมีเสียงอึกทึกของเด็กเล็กสลับกับเสียงซังกุงพี่เลี้ยงคอยปรามให้สำรวม พระชายาแทยงย้อนถามเบาๆ ด้วยความสงสัย ในขณะที่เสี่ยวสือแลดูตกอกตกใจมากยิ่งกว่าที่อยู่ๆ ก็มีบรรดาพระโอรสมาเยี่ยมเยียนอย่างกะทันหัน แต่ครั้นจะปฏิเสธไม่ให้พบก็คงไม่เข้าที  
 
“ย่อมได้สิ.... เจ้ารีบเชิญเสด็จเหล่าองค์ชายเข้ามาเถิด”
 
ทันทีที่บานประตูเลื่อนเปิดออก เด็กชายสวมชุดเสื้อผ้าสวยงาม อายุตั้งแต่สิบขวบปีต้นๆ ไปจนถึงตัวเล็กนิดเดียว รวมถึงนางข้าหลวงพี่เลี้ยงและผู้ติดตามต่างก็เรียวแถวกันเข้ามาภายในห้องรับรอง ทำเอาความใหญ่โตโอ่โถงของพระตำหนักจาซอนดูคับแคบลงไปถนัดตา
 
องค์ชายแจฮยอนเสด็จเข้ามาปิดท้ายขบวนเหล่าพระอนุชา ร่างสูงสง่าหยุดยืนอยู่เบื้องพระพักตร์ของพระชายาแทยงก่อนจะค้อมเศียรถวายเกียรติตามธรรมเนียมแด่พระเชษฐภคินี [**พี่สะใภ้**]  แล้วจึงประทับนั่งลงหลังจากที่ทรงได้ยินถ้อยคำเชื้อเชิญ.... แทยงจำได้รางๆ ว่าองค์ชายสามผู้นี้เป็นพระโอรสในพระสนมเอกควีพินแห่งตระกูลจอง ครอบครัวพ่อค้าผู้มั่งคั่งแห่งเมืองฮันยาง แม้ดวงพักตร์จะหล่อเหลาหมดจดกว่าใครในวังหลวงดังเช่นที่เคยได้ยินมา หากลักษณะท่าทางก็แลดูรุ่มรวยหูตาแพรวพราวใช่เล่น มิเช่นนั้นก็คงมิกล้ามองพระชายาพร้อมกับเผื่อแผ่สายพระเนตรไปยังมหาดเล็กเสี่ยวสือที่ยืนหลบอยู่ไกลๆ ด้วย
 
“ข้าคือองค์ชายสาม แจฮยอน.... ยินดีที่ได้พบพี่สะใภ้ ทรงงดงามเหมือนไข่มุกล้ำค่าสมดังที่คนทั้งเมืองฮันยางชื่นชมจริงๆ”
 
“องค์ชายสามรับสั่งเกินไปแล้ว หม่อมฉันก็เป็นเพียงแค่คนธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้นเอง.... รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ทรงอุตส่าห์เสด็จมาเยี่ยม”
 
“พวกน้องๆ เอาแต่รบเร้าว่าอยากพบพี่สะใภ้สักครั้ง ข้าเองก็บอกแล้วว่าให้รอเจ้าพี่ยองโฮเป็นผู้พามาเข้าเฝ้า แต่ดูเหมือนว่าระยะนี้เจ้าพี่จะทรงยุ่งมากและไม่รู้ว่าจะเสด็จไปหอตำราหลวงอีกเมื่อใด.... ข้าก็เลยถือวิสาสะพาเหล่าน้องชายที่น่ารักมาทีนี่เอง หวังว่าพี่สะใภ้จะไม่ทรงถือโทษนะพะยะค่ะ”  
 
องค์ชายแจฮยอนทรงอธิบายถึงเหตุผลความจำเป็น ก่อนจะแนะนำพระอนุชาซึ่งตามเสด็จมาด้วยเป็นกลุ่มใหญ่  
 
“เริ่มจากทางด้านนี้คือน้องสี่ องค์ชายมินฮยอง โอรสในพระสนมเอกซูพิน คนต่อมาคือองค์ชายเจโนและองค์ชายแจมิน พี่น้องหัวปีท้ายปีในพระสนมโซอึย.... และที่อ่อนชันษาที่สุดก็คือองค์ชายน้อยจีซอง โอรสในพระสนมซุกยง เพิ่งจะครบแปดชันษาเมื่อปีใหม่ที่ผ่านมานี้เอง”
 
พระชายาทอดพระเนตรมองเด็กชายทุกคนไล่ตามลำดับ ใบหน้าเล็กกะจิดริดที่สุดแสนจะน่ารักต่างก็ส่งรอยยิ้มเป็นมิตรมาให้ ร่างบางจึงแย้มโอษฐ์ส่งรอยยิ้มหวานจับใจกลับไปเพื่อเป็นการเริ่มต้นผูกไมตรี
 
“หม่อมฉันมีนามว่า ลี แทยง.... ยินดีที่ได้พบองค์ชายน้อยทุกพระองค์เช่นกัน”
 
“พวกเราขอถวายบังคมพี่สะใภ้พะยะค่ะ!”
 
เสร็จสิ้นการแนะนำตัวและทักทายอย่างเป็นพิธีการ เด็กน้อยทั้งหลายก็เผยความซุกซนกรูกันเข้ามาล้อมหน้าล้อมหลังแทยงราวกับแม่แมวลูกแมว.... ต่างคนต่างส่งเสียงจ้อกแจ้กจอแจรุมถามโน่นนี่กับพี่สะใภ้ซึ่งมาจากข้างนอกวังหลวง แม้ซังกุงพี่เลี้ยงจะพยายามห้ามปรามด้วยเกรงว่าจะทำให้พระชายาทรงรู้สึกอึดอัดพระทัยหากก็มิได้ช่วยให้สงบลงสักเท่าไร เคราะห์ดีที่แทยงนึกรักใคร่เอ็นดูพระอนุชาทุกพระองค์ จึงเต็มใจตอบคำถามและคุยเล่นเป็นกันเองโดยไม่ถือตนว่าเป็นถึงพระเชษฐภคินี
 
“พี่สะใภ้.... ผิวพรรณท่านขาวเกลี้ยง ซ้ำยังนุ่มนิ่มราวกับเต้าหู้ ข้าต้องทำอย่างไรถึงจะมีผิวสวยแบบเดียวกับท่านได้?”  
 
องค์ชายแจมินแตะหัตถ์ลงบนพระปรางทั้งสองข้างของพระชายาแทยงก่อนจะเอ่ยถามเจื้อยแจ้วอย่างใคร่รู้
 
“อันที่จริง หม่อมฉันก็ไม่ได้มีเคล็ดลับอันใดเป็นพิเศษเลย.... อาจเป็นเพราะกินของอร่อยเยอะแล้วก็ได้นอนหลับเต็มอิ่มทุกคืนกระมัง”
 
“ข้าก็กินของอร่อยทุกวัน แล้วก็นอนตื่นสายด้วย แต่ทำไมถึงได้ผิวคล้ำนักก็ไม่รู้.... ท่านดูสิ เจ้าพี่เจโนยังไม่เห็นเป็นเหมือนข้าเลย.......”
 
“นั่นเพราะเจ้าเกียจคร้านไม่ยอมฝึกคัดลายมือ ซ้ำยังชอบหนีเสด็จแม่ไปซ่อนตัวในอุทยานต่างหากเล่า แจมิน”  
 
องค์ชายเจโนรับสั่งขัดคอพระอนุชาพลางหัวเราะร่วนเสียงดัง ก่อนจะหันไปขอความเห็นพ้องจากไข่มุกแห่งเมืองฮันยางซึ่งบัดนี้ได้กลายมาเป็นขวัญใจของบรรดาองค์ชายน้อยแห่งพระตำหนักฝ่ายใน  
 
“ถ้าหากผิวหน้าผิวกายโดนแสงอาทิตย์มากๆ ต่อให้กินของอร่อยหรือนอนเยอะแค่ไหนมันก็คล้ำได้อยู่ดีนั่นละ.... จริงไหมพะยะค่ะ พี่สะใภ้?”
 
“องค์ชายเจโนพูดก็มีส่วนถูก หากองค์ชายแจมินเลิกหนีเสด็จแม่แล้วหยุดซุกซนสักระยะ เมื่อไม่ถูกแสงแดดมากจนเกินไปแล้ว บางทีผิวกายอาจจะกลับมาขาวดังเดิมก็เป็นได้”
 
“ก็ได้ๆ คราวหน้าข้าจะไม่หนีฝึกคัดลายมือไปซ่อนตัวในอุทยานอีกแล้ว”
 
แม้กระทั่งซังกุงพี่เลี้ยงก็ยังประหลาดใจ เพราะก่อนหน้านี้ไม่ว่าพระสนมโซอึยจะทรงพยายามเคี่ยวเข็ญเพียงใด องค์ชายแจมินก็ยังดื้อรั้นและหาเรื่องหลบเลี่ยงการเล่าเรียนอยู่ร่ำไป หากพอพระเชษฐภคินีทรงเอ่ยตักเตือนแกมจูงใจเพียงคำเดียว องค์ชายแจมินกลับยินยอมอย่างง่ายดายและไม่โต้เถียงเลยแม้แต่น้อย
 
“พี่สะใภ้ ข้าอยากนั่งตักท่านจัง.... ท่านให้ข้านั่งได้หรือไม่?”
 
“ย่อมได้อยู่แล้ว” 
 
เมื่อองค์ชายจีซองเรียกร้องพร้อมกับเสด็จเข้ามาหา พระชายาจึงทรงอุ้มร่างเล็กกระจ้อยให้ขึ้นนั่งทับบนต้นขาเรียว เจ้าของดวงพักตร์งามแย้มโอษฐ์อย่างชอบพระทัยในความซุกซนและช่างอ้อนขององค์ชายน้อยซึ่งแทบไม่ต่างอะไรเลยกับตุ๊กตาตัวใหญ่  
 
“แต่ขอเตือนก่อนว่าตัวหม่อมฉันผอมแห้งมีแต่กระดูก อาจจะนั่งไม่สบายเท่าที่ควรนะ”
 
“ไม่เลย.... ข้ารู้สึกชอบมากๆ นุ่มเหมือนนั่งตักเสด็จแม่เลย”
 
“ปกติน้องเล็กของเราแทบไม่เคยยอมให้ใครอุ้มเลยนอกจากเจ้าพี่แจฮยอน ดูท่าทางจีซองจะหลงรักพี่สะใภ้เสียแล้วล่ะ ฮะๆๆ”  
 
องค์ชายเจโนตรัสเมื่อพระอนุชาองค์เล็กเอนหลังพิงอิงแอบพระชายาแทยงอย่างสบายพระทัย พลันสังเกตเห็นว่ายังมีพระเชษฐาอีกองค์หนึ่งซึ่งร่วมเสด็จมาด้วยกันแต่จนป่านนี้ยังมิได้เอ่ยวาจาทักทายพระชายาของเจ้าพี่ยองโฮเลยสักคำ เอาแต่หลบอยู่ด้านหลังเจ้าพี่แจฮยอนแล้วเฝ้ามองพวกตนสนทนากับพี่สะใภ้อย่างเดียว  
 
“ว่าแต่เจ้าพี่มินฮยอง ทำไมถึงขยับไปไกลขนาดนั้น? ไหนคราแรกท่านออกจะเป็นตัวตั้งตัวตีชวนให้พวกเราทุกคนมาเยี่ยมเยียนพี่สะใภ้อย่างไรเล่า?”
 
“อยู่เฉยๆ เถอะ เจโน....!”
 
“เอ.... หรือว่าเจ้าพี่มินฮยองจะเขินพี่สะใภ้ก็เลยไม่กล้าสนทนาด้วย?” 
 
องค์ชายแจมินแกล้งกระเซ้าเย้าแหย่ ทำให้พระพักตร์ขององค์ชายมินฮยองยิ่งแดงก่ำด้วยความกริ้วผสมปนเปไปกับความเขินอายที่มีอยู่ก่อน บัดนี้จึงมีสภาพเหมือนกับลูกพลับสุกปลั่งไม่มีผิดเพี้ยน 
 
“เสด็จแม่ข้าเคยบอกว่าถ้าเริ่มรู้สึกหน้าร้อนๆ เวลาเห็นคนงามเมื่อใด นั่นก็หมายความว่าเรากลายเป็นชายหนุ่มเต็มตัวแล้ว.... เจ้าพี่มินฮยองก็คงเป็นเช่นนั้นละ”
 
“แจมิน ข้าไม่ใช่เพื่อนเล่นเจ้านะ พูดจาล้อเลียนข้าได้หรือ!?”  
 
เมื่อมิอาจโต้เถียง องค์ชายมินฮยองจึงทำได้เพียงแยกเขี้ยวใส่พระอนุชาทั้งหลาย เรียกเสียงสรวลขบขันร่าเริงให้ดังก้องไปทั่วพระตำหนักจาซอน
 
“องค์ชายทั้งหลายดูสนิทสนมกันดีทีเดียว.... หม่อมฉันเป็นลูกโทนของท่านพ่อท่านแม่ ไม่มีพี่น้องให้พูดคุยเล่นด้วย มีแต่แมวที่ท่านแม่เลี้ยงเอาไว้กับบ่าวไพร่คอยอยู่เป็นเพื่อน เมื่อได้เห็นเช่นนี้แล้วก็อดรู้สึกอิจฉาไม่ได้..........”  
 
ลี แทยงเองก็เช่นกัน จากที่เบื่อหน่ายและเหงาหงอยกับการถูกสวามีละเลยไม่สนใจใยดี เพิ่งจะเดี๋ยวนี้เองที่เขารู้สึกว่าตนเองอาจไม่ได้โดดเดี่ยวอย่างที่กังวล ยังคงยิ้มและหัวเราะได้เหมือนเช่นคนปกติสามัญ แม้จะเพียงชั่วครู่ชั่วคราวก็ตาม  
 
“องค์ชายน้อยต้องเสด็จมาเยี่ยมหม่อมฉันบ่อยๆ นะ หม่อมฉันจะเตรียมขนมและน้ำชารอทุกวันเลย”
 
 
 
“อ้อ เสี่ยวสือ.... ข้าจำได้ว่าเราหยิบเอาผลไม้แห้งเคลือบน้ำตาลกับขนมแป้งถั่วมาจากจวนด้วยนี่นา เจ้าช่วยไปจัดใส่จานกระเบื้องมาให้ที แล้วก็ยกชุดเครื่องชากับน้ำร้อนมาด้วย ข้าจะชงชาหลงจิ่งอ่อนๆ ถวายเหล่าองค์ชายน้อย”
 
“พะ........พะยะค่ะ พระชายา..........”
 
ข้าหลวงใหม่ซึ่งยืนตัวลีบอยู่ตรงฉากกั้นมาได้นานสองนานสะดุ้งเบาๆ ก่อนจะขานรับอย่างไม่มีทางเลือก ร่างเล็กพยายามเบี่ยงกายออกจากห้องรับรองเพื่อตรงไปยังห้องเครื่องของตำหนักตามคำสั่งอย่างรวดเร็วและไม่ให้เป็นที่สะดุดตาของผู้ใด ทว่า มันช่างยากลำบากเหลือเกินในเมื่อองค์ชายแจฮยอนทรงจับจ้องเขาอยู่ตลอดเวลา มิหนำซ้ำยังเสด็จไล่หลังตามออกมาอีก....!!
 
...................................
 
.......................
 
...........
 
“เจ้ากำลังเดินหนีข้ารึ เสี่ยวสือ?”
 
“ปะ........เปล่าเดินหนีนะพะยะค่ะ.......”
 
“แล้วทำไมถึงต้องเดินเร็วขนาดนั้นด้วย?”   
 
“กระหม่อมเพียงแค่จะไปนำขนมมาถวายองค์ชายน้อยตามคำสั่งพระชายา มิได้มีเจตนาจะเดินหนีหรือหลบหน้าผู้ใด”
 
มหาดเล็กเสี่ยวสือทูลตอบพลางเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น ห้องเครื่องซึ่งอยู่ท้ายตำหนักจาซอนดูเหมือนจะห่างไกลกว่าปกติเมื่อองค์ชายสามเสด็จมาจ่อหลังจนแทบจะหายใจจ่อรดต้นคอกันอยู่เช่นนี้.... แม้ไม่ได้เหลียวกลับไปมองพระพักตร์ หากฟังจากน้ำพระสุรเสียงก็พอเดาออกว่าทรงขัดเคืองพระทัยอยู่ไม่น้อย แต่จะให้ทำอย่างไรได้ในเมื่ออีกฝ่ายเป็นถึงโอรสของพระราชา หาใช่พ่อค้าวานิชผู้มีน้ำใจจากแผ่นดินใหญ่ที่เขาเคยรู้จักไม่
 
ถึงแม้ท่านพี่ซือเฉิงจะไม่เตือนให้รู้ถึงฐานะที่แตกต่าง แต่เสี่ยวสือก็รู้ตัวว่าเขาควรจะต้องลืมเรื่องของท่านจ้ายเสวียนคนนั้นไปเสียให้หมด....
 
“หากไม่ได้มีเจตนาก็จงหยุดฝีเท้าเดี๋ยวนี้เลย!” 
 
องค์ชายแจฮยอนออกคำสั่ง แน่นอนว่าเด็กหนุ่มชะงักเท้าทันทีไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัว ร่างสูงปราดเข้าไปขวางหน้าจึงได้เห็นใบหน้าอ่อนใสนั้นซีดเซียว ริมฝีปากเม้มแน่นอย่างพูดไม่ออกบอกไม่ถูกในขณะที่ดวงเนตรคมคายจ้องมองราวกับว่าเสี่ยวสือเป็นนักโทษอาญาซึ่งกำลังรอการสอบสวน
  
“กลัวหรือ? เพราะรู้ความจริงแล้วว่าข้าคือองค์ชาย ไม่ใช่พ่อค้า ไม่ใช่มหาดเล็กหรือสามัญชน เจ้าก็เลยไม่ต้องการจะพบหน้าพูดคุยกับข้าอีกใช่หรือไม่?”
 
“องค์ชายก็ทรงทราบเหตุผลดีอยู่แล้ว........” 
 
เสียงแหบหวานสั่นสะท้าน ครึ่งหนึ่งมาจากความหวาดกลัวว่าตนเองจะถูกลงโทษ อีกครึ่งหนึ่งนั้นมาจากความผิดหวังระคนเจ็บใจที่ตัวเขามิอาจทำอะไรได้มากกว่านี้  
 
“กระหม่อมขอขอบพระทัยที่องค์ชายทรงอุตส่าห์มีช่วยเหลือเมื่อครั้งอยู่ในหอนางรำ แต่ตอนนี้กระหม่อมรับใช้ถวายงานอยู่กับพระชายาลี แทยง ก็คงไม่เหมาะไม่ควรที่จะสนทนาหรือรับความเมตตาจากเชื้อพระวงศ์อื่นที่มิใช่นายเหนือหัวของตนเอง........”
 
“เข้าใจหาข้ออ้างเหลือเกิน ขนาดเพิ่งเข้าวังหลวงได้ไม่กี่วันแท้ๆ!”  
 
คำพูดคำจาซึ่งแปรเปลี่ยนไป ทั้งเหินห่างและตัดรอนไม่เหมือนที่ผ่านมา ทำให้องค์ชายแจฮยอนทรงรู้สึกเหมือนถูกตบพระพักตร์อย่างแรง ห้วงดำริเต็มไปด้วยความน้อยพระทัยที่ถูกมหาดเล็กเสี่ยวสือปฏิเสธไม่ขอยุ่งเกี่ยวทั้งที่พระองค์ไม่ได้ทำผิดเลยสักนิด
 
“เช่นนี้แล้ว ขอองค์ชายได้โปรดเสด็จกลับไปยังห้องรับรองด้วยเถิดพะยะค่ะ อย่าทรงทำให้กระหม่อมลำบากใจหรือถูกลงโทษเพราะความบังอาจไม่รู้จักเจียมตัวเลย”
 
“แล้วใครกันล่ะที่จะลงโทษเจ้า.... พี่สะใภ้อย่างนั้นหรือ?”  
 
ร่างหนาเค้นเสียงดุดันอย่างไม่ยอมล่าถอย อารมณ์น้อยใจแปรสภาพเป็นความขุ่นเคืองเมื่อด่วนสรุปเอาเองว่าเหตุผลที่เสี่ยวสือไม่ยอมให้เข้าใกล้นั้นเป็นเพราะใครอีกคนซึ่งมีอำนาจวาสนาเหนือกว่าตนเอง  
 
“หรือจะเป็นเพราะเจ้าพี่ยองโฮ.... เพราะเจ้าเป็นผีเสื้อน้อยที่เจ้าพี่ทรงเจาะจงพาเข้าวังมาด้วยสินะ เจ้าคงกลัวว่ารัชทายาทจะกริ้วโกรธที่มีชายอื่นหมายตาก็เลยพยายามหาทางตัดรอนข้าใช่ไหม!?”
 
“หากองค์ชายสามจะทรงพาลเยี่ยงนี้ เสี่ยวสือยิ่งไม่อยากคุยด้วย........”
 
“เสี่ยวสือ!”
 
หัตถ์หนาคว้าหมับเข้าที่ต้นแขนผอมบาง เหนี่ยวรั้งร่างเล็กเอาไว้เพื่อเจรจากันให้รู้ความ ถึงจะทรงทราบจากมหาดเล็กซือเฉิงว่าเสี่ยวสืออาจมิใช่ผีเสื้อน้อยตัวจริงของรัชทายาทยองโฮ แต่จะให้ทรงแน่พระทัยได้อย่างไรในเมื่อเจ้าตัวเอาแต่ส่ายหน้าบอกกล่าวซ้ำไปซ้ำมาว่ากลัวจะถูกลงโทษ.... แล้วคิดหรือว่าคนอย่างองค์ชายสามผู้นี้จะยินยอมให้ใครแตะต้องผีเสื้อน้อยของพระองค์ได้ตามใจชอบ เว้นเสียแต่ว่าเสี่ยวสือจะมีใจนิยมชมชอบบุรุษอื่นมากกว่าอยู่ก่อน
 
เสี่ยวสือเม้มปากแน่นพลางบิดแขนให้พ้นจากพันธนาการก่อนจะเป็นฝ่ายถอยห่างออกมา แม้กระทั่งองค์ชายแจฮยอนยังทรงคิดว่าเขามีความสัมพันธ์พิเศษกับองค์ชายยองโฮ เป็นผีเสื้อน้อยหรืออะไรก็ตามที่เขาไม่เคยอาจเอื้อมอยากเป็น เด็กน้อยก็ยิ่งต่อต้านคนตรงหน้าและไม่ปรารถนาจะเกี่ยวข้องด้วยอีก
 
“ในวังหลวงแห่งนี้มีทั้งเหล่านางใน มีบุตรสาวขุนนางใหญ่มากมายที่พร้อมจะเข้ารับการคัดเลือกเป็นพระชายา.... เสี่ยวสือเกิดมาอาภัพและเป็นตัวนำเคราะห์ร้าย เพียงแค่จะสบสายพระเนตรหรือพูดคุยกับพระองค์ก็ผิดมากแล้ว องค์ชายอย่าทรงยุ่งเกี่ยวกับมหาดเล็กต่ำต้อยให้พระเกียรติต้องมัวหมองเลย”
 
“แต่ข้าไม่ได้คิดเช่นนั้นเลยนะ!”
 
“แม้องค์ชายไม่ได้ทรงคิดในทางร้าย แต่คนอื่นก็คงคิดกันหมด.... ทั้งใต้เท้าหัวหน้ากรมมหาดเล็ก ทั้งข้าหลวงฝ่ายในทั้งหมด ทั้งพระชายาที่เสี่ยวสือถวายงานรับใช้ รวมถึงพระสนมควีพินซึ่งเป็นพระมารดาด้วย........”
 
ท้ายที่สุด องค์ชายแจฮยอนก็จนปัญญาจะหาเหตุผลมาตอบโต้ แม้พระองค์จะทรงออกหน้าปกป้องเสี่ยวสือ หากมันก็คงไม่ช่วยให้ชีวิตของเด็กหนุ่มดำเนินไปอย่างราบรื่นสักเท่าไร และเสด็จแม่ซึ่งคาดหวังกับการอภิเษกก็คงไม่มีทางเห็นชอบหากพระโอรสเพียงคนเดียวจะชุบเลี้ยงมหาดเล็กอย่างเปิดเผย
 
หากพระองค์ไม่ใช่รัชทายาทก็มิอาจกำหนดทุกสิ่งให้เป็นไปดังพระทัย....
 
“เสี่ยวสือต้องรีบไปนำขนมกับชุดเครื่องชากลับไปที่ห้องรับรองตามคำสั่งของพระชายาแล้ว ขอทูลลาองค์ชายเพียงเท่านี้พะยะค่ะ”
 
ร่างน้อยค้อมศีรษะลงถวายความเคารพก่อนจะหันหลังจากไป เสมือนมีปีกผีเสื้อเล็กๆ งอกออกมาจากกลางแผ่นหลังระหว่างที่เสี่ยวสือเดินหนีไปอีกครา.... 
 
ไม่ว่าจะด้วยเหตุใด องค์ชายแจฮยอนไม่เคยถูกปฏิเสธและไม่เคยผิดหวัง พระองค์ทรงเชื่อมาโดยตลอดว่าหากมอบความจริงใจกับใครให้แล้วก็ย่อมต้องได้ผลตอบแทนกลับมาอย่างเท่าเทียมกัน แต่ถ้าหากสิ่งที่เรียกว่าวังหลวงจะเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์นั้นไป ม้านอกสายตาซึ่งดีแต่เที่ยวเล่นอย่างพระองค์ก็พร้อมจะเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นม้าศึกและกำจัดศัตรูที่ขวางทางเช่นเดียวกัน
 
.
 
.
 
.
 
“เจ้าพี่ฮันซล เสด็จมาเยี่ยมเยียนพระชายาด้วยหรือพะยะค่ะ?”
 
เมื่อกลับเข้ามายังเรือนรับรอง องค์ชายแจฮยอนก็ต้องประหลาดพระทัยเมื่อพบว่าองค์ชายใหญ่ซึ่งร้อยวันพันปีแทบไม่เสด็จออกนอกตำหนักกำลังสนทนาอยู่กับพี่สะใภ้.... ใบหน้าซึ่งเคร่งขรึมอยู่เป็นนิจแลดูผ่อนคลายถึงขนาดแย้มสรวลออกมา อาจไม่ใช่เรื่องแปลกในความรู้สึกของคนทั่วไป เพราะใครๆ ต่างก็รู้ดีว่าเจ้าพี่ฮันซลกับพระชายาลี แทยงนั้นเคยเกือบได้เป็นคู่หมายกันมาก่อน จะมีพระทัยห่วงใยความเป็นอยู่ของกันและกันบ้างก็ถือเป็นเหตุธรรมดา
 
ใช่แล้ว มันอาจถือเป็นเหตุธรรมดาหากว่าอีกฝ่ายไม่ใช่เจ้าพี่ฮันซล....!
 
“ก็เช่นเดียวกับเจ้านั่นละ แจฮยอน.... ข้าเพียงแต่ได้ข่าวมาว่ารัชทายาทกำลังง่วนอยู่กับการเรียนรู้ราชกิจ อีกไม่นานก็จะได้เข้าร่วมประชุมเช้ากับเหล่าขุนนาง ดูเสด็จพ่อทรงออกว่าราชการ ถึงได้คิดมาควรจะมาอยู่เป็นเพื่อนคุยให้น้องแทยง”  
 
องค์ชายฮันซลรับสั่งตอบพระอนุชาด้วยสีพระพักตร์เรียบเฉย  
 
“แต่ดูเหมือนข้าจะช้ากว่าเจ้าไปก้าวหนึ่งนะ เล่นพาพวกน้องเล็กๆ มาวิ่งวุ่นจนเต็มตำหนักจาซอนเยี่ยงนี้ น้องแทยงคุยกับข้าคำหนึ่ง พูดกับแจมินคำหนึ่ง ประเดี๋ยวจีซองกับเจโนก็จะเอาบ้าง สลับสับเปลี่ยนกันคุยจนน่าเวียนหัวเลยทีเดียว”
 
“ช้ากว่าก้าวหนึ่งอะไรกันเล่าพะยะค่ะ?”  
 
องค์ชายสามยกมุมโอษฐ์อย่างรู้เท่าทัน ยิ่งเห็นพวงผลไม้สีแดงสดในถาดทองซึ่งวางอยู่เบื้องพระพักตร์ก็ยิ่งแน่พระทัยว่าข้อสันนิษฐานของตนเองนั้นถูกต้อง  
 
“ข้าเพียงแต่ถูกน้องๆ รบเร้าว่าอยากเจอพี่สะใภ้สักครั้งถึงได้ยอมพามา จะไปเทียบเคียงกับเจ้าพี่ฮันซลที่ทรงอุตส่าห์ลำบากหาผลลี่จือมาเป็นของกำนัลแด่พี่สะใภ้ได้อย่างไร?”
 
องค์ชายใหญ่และองค์ชายสามทอดพระเนตรจับจ้องกันและกันราวกับกำลังหยั่งเชิงท่าทีของอีกฝ่าย แต่มันก็เร็วจนเกินไปที่จะจุดชนวนสงครามโดยที่ยังไม่ล่วงรู้แผนการของฝ่ายตรงข้าม....
 
“องค์ชายแจฮยอนลองเสวยผลลี่จือเหล่านี้ดูหน่อยเถิด รสหวานแล้วก็กลิ่นหอมมากกว่าที่หม่อมฉันเคยได้ชิมมาก่อนหน้านี้มากนัก”  
 
พระชายาแทยงเอื้อนเอ่ยเชื้อเชิญ ใช่ว่าจะไม่สะกิดใจในถ้อยวาจาที่องค์ชายทั้งสองทรงใช้ตอบโต้กระทบกระเทียบกัน แต่ในเมื่อไม่อาจออกโอษฐ์ไล่ทั้งคู่ออกไปทะเลาะนอกตำหนักได้ หนทางเดียวที่มีก็คือแสร้งทำพระทัยเย็นไม่ขอรับรู้อะไรทั้งสิ้น
 
“ไม่ดีกว่า พี่สะใภ้.... สมควรแก่เวลาแล้ว เห็นทีว่าข้าคงจะต้องพาพวกน้องๆ กลับไปส่งตำหนักเสียที ประเดี๋ยวพระสนมโซอึยและพระสนมซุกยงจะมากล่าวโทษว่าข้าพวกเหล่าองค์ชายน้อยมาเที่ยวเล่นเหลวไหล”
 
“เจ้าพี่แจฮยอน พวกเรายังไม่อยากกลับนี่นา!”  
 
องค์ชายแจมินร้องท้วงทันทีที่ได้ยินองค์ชายสามตรัสว่าถึงเวลาเสด็จกลับตำหนัก ขนมก็เพิ่งกินได้ไม่กี่ชิ้น น้ำชาก็เพิ่งจิบได้ไม่เท่าไรก็จะบังคับให้กลับเสียแล้ว
 
“กลับได้แล้ว แจมิน.... วันนี้เจ้ารบกวนพี่สะใภ้ตั้งนานสองนาน ปล่อยให้เจ้าพี่ฮันซลได้พูดคุยธุระส่วนพระองค์กับพี่สะใภ้บ้าง มิเช่นนั้นเจ้าจะถูกกริ้วเอานะ”
 
“เชื่อฟังเสด็จพี่เถอะ องค์ชายแจมิน.... เอาไว้วันหลังเราค่อยพบกันอีก”
 
เพราะพระชายาแทยงรับสั่งเช่นนั้น เหล่าองค์ชายน้อยจึงจำต้องยอมลุกขึ้นแล้วกลับออกไปพร้อมกับบรรดาซังกุงพี่เลี้ยง ต่างคนต่างเง้างอนโกรธเคืององค์ชายแจฮยอนกันเสียยกใหญ่ที่เข้ามาขัดจังหวะความสนุกสนานให้จบลง.... ทั้งที่พี่สะใภ้ก็แสนจะใจดี และเจ้าพี่ฮันซลก็ทรงยอมพูดคุยหยอกล้อเล่นกับพวกตน ไม่ทรงเย็นชาน่ากลัวเหมือนเช่นทุกครั้งที่ผ่านมา
 
“เจ้าเองก็กลับไปได้แล้ว แจฮยอน.... หน้าที่เล่นกับพวกองค์ชายน้อยและส่งพวกเขากลับตำหนักคืองานหลักของเจ้ามิใช่หรือ?”
 
“พะยะค่ะ.... ข้าจะรีบไปเดี๋ยวนี้ ขอเจ้าพี่อย่าได้ทรงรีบร้อนจะไล่กันเลย”
 
องค์ชายแจฮยอนเสด็จออกมาด้วยความขุ่นข้องพระทัย ด้วยไม่คาดคิดว่าพระชายาลี แทยงจะสนิทสนมกับเจ้าพี่ฮันซลมากถึงขนาดยอมรับของกำนัลซึ่งสามารถตีความหมายในเชิงชู้สาวได้โดยไม่กริ่งเกรงองค์รัชทายาทเลย.... เท่าที่เฝ้าสังเกต พี่สะใภ้ของพระองค์แม้จะแสดงความซื่อใสไร้เดียงสาให้เห็นเสียเป็นส่วนใหญ่แต่ก็ดูไม่ใช่คุณชายผู้โง่เขลาเบาปัญญา วิธีการพูดจาก็แบ่งรับแบ่งสู้ ไม่ตอบรับเต็มปากเต็มคำหากก็ไม่ปฏิเสธให้เสียน้ำพระทัย
 
 
 
บางที คนที่คิดว่าตนเองเป็นผู้ล่าอาจกลายเป็นเพียงเหยื่อที่ถูกใช้งาน
 
 
พระองค์ก็ควรทำนิ่งเฉยแล้วรอคอยดูให้แน่ชัดว่าใครจะเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำหรือเผยธาตุแท้ออกมาก่อน
 
 
.
 
 
 
.
 
ว่าแต่เจ้าพี่ยองโฮจะทรงทราบหรือไม่ว่า พระชายาผู้แสนงดงามกำลังทำในสิ่งซึ่งสามารถสั่นคลอนตำแหน่งรัชทายาทของพระองค์ได้อยู่?
 
 
❉❉❉❉❉❉❉❉❉❉
 
 
‘โยวไท่ มีอีกเรื่องหนึ่งที่ข้าต้องการให้เจ้าช่วยเหลือ.........’
 
‘การเข้าหน่วยพยัคฆ์คำรามของข้าจะต้องถูกเก็บเป็นความลับ นอกจากเจ้ากับนายูและสหายร่วมฝึกแล้วจะไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าข้ากำลังทำอะไรอยู่.... ปล่อยให้พวกมันตายใจ คิดว่าข้าเป็นรัชทายาทที่อ่อนแออยู่ไม่ได้หากไม่มีแรงสนับสนุนจากท่านแม่ทัพชองไปสักระยะ รอจนกว่าศัตรูจะโผล่หางออกมาจนครบแล้วค่อยจัดการสะสางเสียให้หมดในคราวเดียว’
 
 
 
ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่องค์ชายยองโฮจะทรงเก็บเรื่องการแทรกแซงกองงานสมุหราชองครักษ์เอาไว้เป็นความลับ เพื่อปิดปากโยวไท่และสหายร่วมฝึกในหน่วยพยัคฆ์คำรามซึ่งยังไว้วางใจไม่ได้เต็มที่ พระองค์ต้องยอมแลกเปลี่ยนเงื่อนไขต่างๆ นานาซึ่งไม่ต่างอะไรกับการเฉือนเนื้อตัวเองออกมาประทังชีวิต แม้จะเจ็บแต่ก็ต้องอดทนเพื่อพยุงฐานะรัชทายาทเอาไว้ให้นานที่สุดจนกว่าจะถึงเวลาขึ้นครองราชย์และสะสางชำระความแค้นกับคนเหล่านั้นได้โดยที่ไม่ต้องพึ่งพาอาศัยผู้ใดอีก
เมื่อเอ่ยถึงเงื่อนไขที่ต้องจำใจตกลงเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจแล้วก็อดยิ้มหยันให้กับเหตุการณ์เมื่อคืนที่ผ่านมาไม่ได้....
 
ใครเลยจะคาดคิดว่าไข่มุกงามแห่งสกุลชองจะกล้าหยิบยกใช้เรื่องน่ารังเกียจเช่นการทำลายทารกในครรภ์มาเป็นข้อต่อรองเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ต้องการ แม้มิอาจแน่ใจได้ว่าที่ลี แทยงพูดออกมาทั้งหมดนั้นเป็นเพราะอารมณ์โกรธเคืองชั่ววูบหรือหมายมั่นจริงจัง แต่จากนี้ไป พระองค์ก็คงมิอาจมีทางเลือกอื่นนอกเสียจากทำให้พระชายาพึงพอใจ.... ชีวิตหลังพิธีอภิเษกซึ่งมีความเป็นความตายของผู้คนมากมายเข้ามาเกี่ยวข้อง แม้กระทั่งเลือดเนื้อเชื้อไขระหว่างคนสองคนก็ถูกดึงมาใช้ต่างศาสตราวุธห้ำหั่นประหัตประหารกัน ความรักก็คงไม่จำเป็นอีกต่อไป
 
 
‘นั่นรวมถึงชายาของข้าด้วย....’
 
‘จะได้รู้กันไปว่าระหว่างข้ากับแทยง ใครกันแน่ที่จะอยู่ไม่ได้เมื่อไม่มีอีกฝ่าย.... เป็นข้าที่ต้องร้องขอให้เขาตั้งครรภ์ หรือเป็นแทยงที่พยายามจะมีลูกเพื่อให้ตัวเองได้อยู่ในฐานะพระชายาขององค์รัชทายาทต่อไป!’
 
 
ต่างฝ่ายต่างมีภาระหน้าที่ที่ต้องทำ มีความต้องการและจุดมุ่งหมายของตัวเอง เมื่อใดก็ตามที่พระองค์และพระชายามีเงื่อนไขข้อแลกเปลี่ยนต่อกันมากขึ้น ความเหินห่างและช่องว่างในหัวใจก็ย่อมมากขึ้นตามไปด้วย
 
หากว่าวันใดที่ช่องว่างนั้นกลายเป็นเส้นขนานซึ่งมิอาจบรรจบกันได้
 
ทุกสิ่งที่ตั้งใจว่าจะเอื้อนเอ่ยออกไปเมื่อถึงเวลาก็คงต้องถูกเก็บเอาไว้แค่เพียงในห้วงความคิด.... ตลอดไป
 
 
 
 
“พระชายา.... องค์รัชทายาทได้เสด็จมาถึงแล้วเพคะ”
 
 
ตำหนักจาซอนอันเป็นเรือนหอพระราชทานเงียบสงัดราวกับปลอดร้างผู้คนนอกจากแสงไฟจากโคมตะเกียงสีแดงซึ่งแขวนอยู่รายรอบก็แทบไม่มีสัญลักษณ์บ่งบอกเลยว่าสถานที่แห่งนี้เพิ่งจะมีงานมงคลเมื่อไม่กี่ราตรีที่ผ่านมา.... แม้นางกำนัลผู้ทำหน้าที่เฝ้าประตูจะขานบอกถึงการเสด็จมาขององค์รัชทายาท หากก็ไม่ได้มีเสียงตอบรับอันใดส่งกลับมาให้ได้ยิน
 
เมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์ พระองค์ก็ทรงเคยจินตนาการภาพฝันหลังงานอภิเษกว่าจะต้องมีพระชายาผู้แสนน่ารักงดงามเฝ้ารอให้สวามีกลับมาหา เมื่อได้พบหน้าแล้วก็ส่งยิ้มหวานมาให้ด้วยความเสน่หา ทว่า ความเป็นจริงนั้นตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง.... 
 
“แทยงเข้านอนแล้วหรือ?”  
 
ร่างสูงเอ่ยถามข้าหลวงคนสนิทซึ่งอยู่โยงเฝ้าห้องโถงรับรองเพียงลำพัง โคมตะเกียงจุดเพียงแค่พอสว่าง บนโต๊ะวางเครื่องเสวยว่างเปล่า ทุกสิ่งทุกอย่างถูกจัดเก็บทำความสะอาดเรียบร้อยบ่งบอกว่าไม่ยินดีต้อนรับผู้ใดทั้งที่เพิ่งจะล่วงเข้ายามซวี เท่านั้น
 
“พระชายาเสด็จเข้าห้องบรรทมไปได้ครู่ใหญ่แล้วพะยะค่ะ”
 
“แล้ววันนี้ตอนที่ข้าไม่อยู่ แทยงทำอะไรบ้าง? มีคนจากตำหนักอื่นมาพูดคุยเยี่ยมเยียนอีกหรือไม่?”
 
“ก็.......มีองค์ชายแจฮยอนเสด็จมาพร้อมกับเหล่าองค์ชายน้อยอีกสี่พระองค์ เห็นรับสั่งว่ารับสั่งว่าองค์ชายน้อยทั้งหลายทรงอยากพบพี่สะใภ้จึงพากันมาขอเข้าเฝ้า อยู่สนทนาเป็นเพื่อนพระชายาหลายชั่วยามเลยทีเดียวพะยะค่ะ.......ละ....แล้วก็...........”  
 
มหาดเล็กเสี่ยวสืออ้ำอึ้งอย่างชั่งใจว่าควรจะกราบทูลต่อไปดีหรือไม่ ด้วยเคยได้ยินมาว่าอาคันตุกะรายสุดท้ายนั้นเป็นถึงอดีตคู่หมายของพระชายา และรัชทายาทยองโฮก็มิได้ทรงโปรดพระเชษฐาผู้นี้มากนัก หากก็กลัวจนเกินกว่าจะเพ็ดทูลปิดบัง  
 
“องค์ชายฮันซลก็เสด็จมาด้วย แต่ก็ประทับอยู่เพียงไม่นาน............”
 
“เจ้าพี่ฮันซลด้วยรึ?”
 
สุรเสียงทุ้มย้อนถาม แม้นมิได้เกรี้ยวกราดฉุนเฉียวหากก็พอจับความได้ว่าองค์ชายยองโฮกำลังไม่พอพระทัย แต่ถ้าหากองค์ชายจะทรงเอาเรื่องพระชายาโทษฐานที่พูดคุยสนทนากับบุรุษอื่นโดยไม่ผ่านความเห็นชอบจากพระสวามี เสี่ยวสือก็รู้สึกว่ามันช่างใจร้ายและไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย
 
“อะ.....เอ่อ......องค์รัชทายาท..........”
 
“มีอะไร เสี่ยวสือ?”  
 
ร่างหนาว่าพลางถอดชุดคลุมมังกรส่งให้มหาดเล็กนายู เตรียมจะเข้าห้องบรรทมไปพบกับพระชายาลี แทยง ท่าทางนอบน้อมหวั่นเกรงจนตัวสั่นตัวเกร็งของเสี่ยวสือทั้งน่าขันและน่าเอ็นดูทำให้ทรงหวนนึกถึงครั้งแรกๆ ที่พบกันในเมืองฮันยางขึ้นมา  
 
“เจ้าเรียกข้าว่าพี่ยองโฮเหมือนเมื่อก่อนก็ได้.... ข้าเคยเห็นเจ้าเป็นน้องอย่างไร ตอนนี้ก็ยังคงเป็นเช่นเดิมไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง”
 
“กระหม่อมมิบังอาจ.........”
 
“ใครๆ ก็เอาแต่บอกข้าว่ามิบังอาจๆๆ ข้าฟังจนเอียนเต็มทนแล้ว.... ให้เจ้าบังอาจสักคนจะเป็นอะไรไป”
 
“ก็ตอนนั้นท่านพี่เป็นท่านพี่ แต่ตอนนี้ท่านพี่เป็นองค์รัชทายาท แล้วกระหม่อมจะเรียกท่านพี่ว่าท่านพี่ได้อย่างไรกันเล่า?”
 
“ขนาดเรียกไม่ได้ เจ้าก็เรียกไปไม่รู้ตั้งกี่ครั้งแล้ว”  
 
องค์ชายยองโฮสรวลให้กับความพาซื่อของข้าหลวงใหม่ ทำเอาเจ้าตัวสะดุ้งโหยงหน้าตาเหรอหรางุนงงว่าพลั้งเผลอทำสิ่งใดผิดจนถูกดุว่าอีกแล้วใช่หรือไม่  
 
“กลับมาเรียกข้าว่าท่านพี่เหมือนเดิมนั่นละดีแล้ว.... บอกตามตรงว่าข้าเองก็ยังไม่ค่อยชินกับกฎระเบียบในวังหลวงสักเท่าไร มีเวลาว่างเมื่อไรก็หาเรื่องอยากจับขวานผ่าฟืนหาบน้ำใช้เองอยู่เรื่อย สงสัยจะทำงานใช้แรงกายจนเคยตัว”
 
รับสั่งนั้นช่างขบขันเสียจนเสี่ยวสือหลุดหัวเราะออกมา เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่มาอยู่ในวังหลวงที่เด็กน้อยรู้สึกเสมือนมีเพื่อนที่รู้จักคุ้นเคย แม้ว่าสหายคนดังกล่าวจะเป็นถึงว่าที่พระราชาของแผ่นดินฮันยางแห่งนี้ก็ตาม.... เมื่อรำลึกความหลังตามประสาพี่น้องกันพอประมาณแล้ว สิ่งที่คั่งค้างอยู่ในใจก็ถึงคราวต้องบอกกล่าวตามตรง
 
“หากท่านพี่ยองโฮจะอนุญาต เสี่ยวสือก็อยากขออะไรบางอย่างจากท่านได้หรือไม่?”
 
“งั้นก็จงรีบว่ามาเถิด.... ถ้าเป็นเรื่องที่ข้าสามารถช่วยได้ ข้าย่อมยินดีช่วยเหลือเจ้าอย่างเต็มกำลังแน่นอน”
 
“เสี่ยวสืออยากให้ท่านพี่ยองโฮใส่ใจดูแลพระชายาให้มากกว่านี้สักหน่อย......อย่างน้อยรอตื่นบรรทมพร้อมกันหรือเสด็จมาหาระหว่างวันบ้างก็ยังดี”  
 
ไม่รู้ว่าพูดไปแล้วจะพาลให้หัวหลุดจากบ่าโดยใช่เหตุหรือไม่ แต่ในฐานะข้าหลวงคนสนิทที่มองเห็นนายของตัวเองหงอยเหงาซึมเศร้าแทบตลอดเวลา เสี่ยวสือก็มิอาจนิ่งดูดายแล้วปล่อยให้พระชายาซึ่งมีบุญคุณกับตนตกอยู่ในสภาพเช่นนี้  
 
“เสี่ยวสือไม่ทราบจริงๆ ว่าระหว่างท่านพี่กับพระชายาเคยมีเหตุอันใดที่ทำให้ผิดใจต่อกัน แต่ถึงอย่างไรตอนนี้ท่านทั้งสองก็เป็นสามีภรรยากันแล้ว ท่านพี่ก็ควรสละเวลาจากการเรียนรู้ราชกิจมาใส่ใจดูแลคู่ชีวิตของตนเองบ้าง อย่าทำเหมือนจะทอดทิ้งพระชายาเอาไว้ในตำหนักเพียงลำพังเยี่ยงสองวันที่ผ่านมานี้เลย..............”
 
รัชทายาทยองโฮมิได้พิโรธในสิ่งที่มหาดเล็กตำหนักจาซอนกราบทูล เพียงแต่ทรงเงียบไปราวกับกำลังดำริตามถ้อยความบอกเล่านั้น นัยน์ตาสีเข้มหม่นแสงลงเมื่อปรายมองไปยังห้องบรรทมซึ่งมีแสงตะเกียงริบหรี่ลอดออกมา
 
“พระชายารับสั่งถามเพียงแค่ว่าท่านพี่กลับไปตำหนักทงกุงตอนไหนแล้วก็มิได้ตรัสอันใดอีกเลย ทรงเอาแต่เหม่อลอยสลับกับถอนหายใจเป็นพักๆ.... เวลาที่เหล่าองค์ชายเสด็จมาเยี่ยมก็แสร้งฝืนทำเป็นยิ้มแย้มร่าเริง แต่พอทุกพระองค์กลับไปจนหมดก็นั่งเงียบไม่พูดไม่จาเช่นเคย ท่าทางไม่มีความสุขอย่างคนที่เพิ่งอภิเษกเลยแม้แต่น้อย.... เสี่ยวสือก็เป็นเพียงบ่าวรับใช้ จะพูดจาปลอบประโลมให้พระชายาทรงหายเศร้าก็เกรงว่าจะเป็นการมิบังควร.........”
 
“แทยงไม่ได้ยินดีกับการอภิเษกครั้งนี้.... ข้าคือสวามีที่เขาถูกเสด็จพ่อบังคับพระราชทานให้ด้วยเหตุผลทางการเมือง ดังนั้น ข้าจะอยู่ด้วยหรือไม่ก็ไม่ทำให้แทยงมีความสุขขึ้นมาได้หรอก”
 
เด็กน้อยส่ายหน้าอย่างไม่เห็นด้วย เขาอาจไม่ใช่คนฉลาดเฉลียวอะไรมากนักหากสำหรับเรื่องของรัชทายาทและพระชายา เสี่ยวสือแน่ใจเหลือเกินว่าสิ่งที่เขาเคยรู้เคยเห็นเคยได้ยินด้วยสองตาสองหูของตนเองนั้นไม่ใช่การคิดเลยเถิด แต่เป็นเพราะมันชัดเจนจนสามารถรับรู้ได้โดยไม่ต้องอาศัยคำพูดต่างหาก
 
“เสี่ยวสือมองออกว่าพระชายามีพระทัยรักใคร่ชอบพอท่านพี่ยองโฮตั้งแต่คราวที่เราพบกันครั้งสุดท้ายในย่านการค้า.... ทั้งสายพระเนตร ทั้งการกระทำล้วนบ่งบอกถึงความหึงหวงและแสดงถึงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของอย่างชัดเจน และหากเดาไม่ผิด คงไม่ได้มีเพียงเสี่ยวสือคนเดียวที่เคยถูกพระชายาปฏิบัติด้วยเช่นนั้น”  
 
ร่างเล็กกล่าวคาดคะเนไปตามประสา พยายามสมมติว่าหากตัวเขาต้องตกอยู่ภายใต้สถานการณ์ความรักที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกเช่นเดียวกับผู้เป็นนาย ความรู้สึกนึกคิดจะแปรผันไปในทิศทางใด  
“เมื่อครั้งเป็นนายบ่าวกัน พระชายาจะทรงเอาแต่พระทัยแค่ไหนก็ได้ด้วยถือว่าเป็นคุณชายแห่งจวนสกุลชอง แต่ในเวลานี้ที่ท่านพี่ยองโฮกลับกลายมาสูงส่งกว่า มีอำนาจเด็ดขาดเหนือพระชายาทุกประการ สิ่งที่ทรงเคยพูดก็มิอาจพูดได้อีกต่อไป.... หึงหวงก็พูดไม่ได้ คิดถึงอยากพบหน้าก็พูดไม่ได้ แม้กระทั่งจะเรียกร้องขอความรักก็ไม่สามารถทำได้เช่นเดียวกัน............”
 
แม้กระทั่งข้ารับใช้ซึ่งเพิ่งมาอยู่ด้วยได้ไม่นานยังรู้ความถึงเพียงนี้ แล้วมีหรือว่ารัชทายาทยองโฮจะมิทรงทราบความรู้สึกนึกคิดของพระชายา ทว่า การอภิเษกก็มิได้ทำให้อดีต ปัจจุบันหรืออนาคตเปลี่ยนแปลงไป ความรักที่ให้ไม่ได้ก็คือให้ไม่ได้ ต่อให้วันใดวันหนึ่งข้างหน้ามันอาจล้นหัวใจออกมาก็คงทำได้แค่เพียงแสร้งทำเป็นว่าไม่เคยมีสิ่งใดเกิดขึ้น
 
“เจ้ายังเด็กนัก เสี่ยวสือ.... แต่ส่วนหนึ่งก็ถูกแล้ว หากเป็นเมื่อก่อน แทยงอาจจะแค่นึกหวงข้า ถึงได้ทำตัวร้ายกาจเกินเลยใส่เจ้า หากตอนนี้เรื่องระหว่างเราไม่ได้ขึ้นอยู่กับความรักหรือไม่รักของคนสองคนอีกแล้ว.... และแทยงเองก็รู้เรื่องนี้ดี เขาจึงเลือกที่จะใช้วิธีอื่นแทนการเรียกร้องเอาแต่ใจเช่นแต่ก่อน”
 
“หรือว่าเป็นเพราะท่านพี่แทอิล.... ท่านพี่ยองโฮรักเขามากเสียจนมิอาจแบ่งที่ว่างในใจให้พระชายาได้เลยหรือ?”
 
“สำหรับข้าแล้ว แทอิลและแทยงอยู่ในสถานะที่แตกต่างกันมาตั้งแต่แรก.... กับแทอิล เขาคือคนๆ เดียวที่ข้าสามารถอยู่เคียงข้างได้อย่างสบายใจ จะเรียกว่าความผูกพันระหว่างสหายคู่ชีวิตที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขมาด้วยกันก็คงไม่ผิดนัก.... ในวันที่ข้าลำบาก แทอิลเป็นคนเดียวที่คอยปลอบโยนช่วยเหลือ และในวันนี้ที่ข้ากลับคืนสู่ฐานะเดิมได้ใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย ข้าจึงต้องการให้เขาได้มาอยู่ร่วมกันที่นี่”  
 
เมื่อนึกถึงแทอิลที่ถูกขับให้ออกจากจวนสกุลชองก็ทำให้ปวดพระทัยนัก หากก็กล่าวโทษองค์ชายแจจุงไม่ได้ในเมื่อการกระทำของพระองค์ที่กราบทูลขอห้องผีเสื้อจากเสด็จพ่อนั้นก็ดูเหมือนเป็นการหักหน้าพระชายาลี แทยงจริง แน่นอนว่าคนเป็นแม่ที่ไหนจะยอมทนเห็นลูกในไส้ถูกมองข้ามหัวไปได้ 
 
“แต่ท่านพี่ยองโฮก็อยู่กับพระชายามาตั้งแต่เล็ก เหตุใดท่านจึงไม่รู้สึกผูกพันกับพระชายาเหมือนเช่นที่ผูกพันกับท่านพี่แทอิลเลยเล่า?”
 
“ก็ไม่เชิงว่าไม่ผูกพันเลย ความทรงจำที่ดีในวัยเยาว์ก็มี เพียงแต่ระหว่างข้ากับแทยง คำว่าภาระหน้าที่มันกลับมีมากจนเกินไป........” 
 
ร่างเล็กปั้นหน้าสงสัย ไม่อาจเข้าใจความหมายของคำว่าภาระหน้าที่ ด้วยคิดมาตลอดว่าความรักนั้นเป็นเรื่องของคนสองคนซึ่งมีใจปฏิพัทธ์เสน่หาต่อกัน หากองค์ชายยองโฮทรงมีพระทัยให้กับพระชายาแม้สักเพียงเล็กน้อยก็ควรแสดงออกถึงความห่วงหาอาทรนั้นให้อีกฝ่ายรับรู้บ้าง
 
“หากท่านพี่ยองโฮยอมอภิเษกกับพระชายาเพียงเพราะหน้าที่ มิได้มีความรักเจือปนเลยแม้แต่น้อย เสี่ยวสือก็คงพูดอะไรไม่ได้อีกแล้วนอกเสียจากว่าพระชายาทรงน่าสงสารเหลือเกิน........”
 
“เพราะอย่างนี้ ข้าถึงได้พยายามที่จะไม่สนใจใยดีและปฏิเสธการจับคู่อภิเษกมาโดยตลอด”  
 
องค์ชายยองโฮรับสั่งอย่างขมขื่น นึกชิงชังสวรรค์ที่ดลบันดาลให้พระองค์คือทายาทผู้ครองแผ่นดินและแทยงคือบุตรของแม่ทัพชอง  
 
“แต่ในเมื่อเราไม่สามารถหลีกเลี่ยง แทยงก็จำเป็นจะต้องทำหน้าที่ของตนเองต่อไป เช่นเดียวกับข้าซึ่งมีหน้าที่เป็นรัชทายาทแห่งเมืองฮันยางและเป็นพระราชาในอนาคต”
 
 
หน้าที่ของมังกรคือโอบอุ้มคุ้มครองเมืองฮันยางเสมือนบิดา
 
หน้าที่ของหงส์ก็คือการอยู่เคียงมังกรและเป็นมารดาของแผ่นดินนี้สืบไป
 
 
 
“แต่เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงดอกนะ เสี่ยวสือ.... สอง-สามวันมานี้ ข้ารับปากกับคนหลายคนแล้วว่าจะให้ยกย่องเชิดชูแทยงให้สมเกียรติพระชายาในองค์รัชทายาท ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในภายภาคหน้า ข้าก็จะไม่มีวันทอดทิ้งชายาของตัวเองก่อนอย่างแน่นอน”  
 
และนั่นก็คือความสัตย์จริงเพียงหนึ่งเดียวจากพระทัยขององค์ชายยองโฮ ทว่า มันจะเป็นเช่นนั้นตลอดไปหรือไม่ก็มิอาจคาดเดาหรือล่วงรู้ได้เลย  
 
“ยกเว้นเสียแต่ว่าแทยงจะเป็นฝ่ายเลือกหนีไปจากข้าเอง.........”
 
หัตถ์หนาหยิบผลลี่จือซึ่งวางอยู่บนโต๊ะเล็กสำหรับวางเครื่องเสวยของว่างขึ้นมาพินิจดู โอษฐ์หยักได้รูปแค่นยิ้มในขณะที่แววเนตรหม่นเศร้าฉายชัดถึงความเจ็บปวดซึ่งมิอาจเอื้อนเอ่ยให้ผู้ใดได้ยิน.... หากว่ามันเป็นเพียงแค่ความหึงหวงร้ายกาจตามประสาเด็กก็คงดี อย่างน้อยก็ย่อมดีกว่าการที่พระองค์จะต้องกระชากปีกหงส์ที่ไม่ภักดีต่อมังกรด้วยตัวเอง
 
“สิ่งนี้คงเป็นของกำนัลจากเจ้าพี่ฮันซลสินะ?”
 
“ใช่ขอรับ ท่านพี่” 
 
เสี่ยวสือพยักหน้าอย่างลำบากใจ แต่องค์ชายยองโฮก็มิได้ทรงว่ากล่าว ไม่แม้แต่จะสั่งให้เขานำผลลี่จือเหล่านั้นออกไปทิ้งด้วยซ้ำ
 
 
 
มหาดเล็กนายูทูลลากลับไปพักผ่อนหลังจากที่ส่งเสด็จองค์ชายประทับค้างคืนในพระตำหนักจาซอนเป็นที่เรียบร้อย โดยจะมาเข้าเฝ้าถวายงานอีกครั้งในตอนย่ำรุ่ง เสี่ยวสือก็ถึงเวลาต้องกลับไปยังเรือนพักสำหรับมหาดเล็กฝ่ายในด้วยเช่นกัน หากยังไม่ทันที่เขาก้าวพ้นประตูห้องรับรอง สุรเสียงทุ้มก็เอ่ยเรียกอีกครา เพียงแต่ว่าครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับพระชายาแทยง........
 
“อ้อ เสี่ยวสือ.... เจ้าเองก็ควรระวังเรื่องการคบหาผู้คนในวังหลวงนี้ด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะกับองค์ชายสาม เจ้ายิ่งต้องระวังให้มาก”
 
“เอ๋.....อะ....องค์ชายสาม......!!??”
 
เพียงได้ยินพระนาม หัวใจของเด็กน้อยก็ดีดผางอยู่ในอกซ้ายด้วยความตกใจ กลัวว่าจะถูกตำหนิหรือลงโทษที่บังอาจพูดคุยกับองค์ชายนอกตำหนักซึ่งมิใช่นายของตน
 
“เมื่อวันก่อน แจฮยอนมาพบข้า พูดจาเหมือนกับว่าเคยรู้จักกับเจ้ามาก่อนจึงอยากจะได้เจ้าไปเป็นผีเสื้อน้อยในตำหนักของตัวเอง.... เป็นแจฮยอนที่เข้าใจอะไรบางอย่างผิดไป หรือว่าเจ้าเคยมีสัมพันธ์กับเขาจริง?”
 
“มะ.....ไม่มีนะขอรับ ท่านพี่!”  
 
ข้าหลวงใหม่ปฏิเสธเสียงสั่น  
 
“เสี่ยวสือเคยพบองค์ชายแจฮยอนครั้งหนึ่งเมื่อตอนที่ทำงานเป็นเด็กรับใช้ในหอนางรำ องค์ชายทรงปลอมพระองค์เป็นพ่อค้า ช่วยเสี่ยวสือเอาไว้ไม่ให้ถูกรังแกและประทานเงินห้าตำลึงทองเอาไว้ให้ใช้ตามหาญาติที่แผ่นดินใหญ่ แต่ก็ไม่มีสิ่งใดเกินเลยกว่านั้น.... หลังจากเข้าวังหลวงมาแล้ว เสี่ยวสือบังเอิญพบองค์ชายสามถึงได้รู้ความจริงว่าผู้มีพระคุณท่านนั้นคือองค์ชายแจฮยอน มิใช่พ่อค้านามว่าท่านจ้ายเสวียน...............”
 
“เหตุบังเอิญ? เคยพบกันแค่ครั้งเดียว? แล้วเหตุใดแจฮยอนถึงได้หมายมั่นอยากได้เจ้านัก?”
 
“เรื่องนั้น เสี่ยวสือก็จนปัญญาที่จะรู้จริงๆ ขอรับ”  
 
ร่างเล็กก้มหน้าลง นึกถึงทุกถ้อยคำที่ตนเองใช้ตัดรอนองค์ชายแจฮยอนแล้วก็อดใจหายอยู่ลึกๆ ไม่ได้  สีพระพักตร์ผิดหวังยังคงติดตาอยู่จนบัดนี้ หากคนต่ำต้อยไร้ศักดิ์อย่างเขาก็ใช่ว่าจะมีหนทางให้เลือกมากนัก  
 
“แต่พี่ซือเฉิงก็เคยเตือนแล้วว่าไม่ให้เสี่ยวสือตอบรับไมตรีจากองค์ชายแจฮยอน.... มหาดเล็กที่ละเมิดกฎเกณฑ์ประพฤติตนเสื่อมเสียจะต้องถูกตัดสินให้รับโทษตายสถานเดียว...........”
 
 “คิดเช่นนั้นก็ดีแล้ว.... เพราะถ้าเจ้าถูกเพ่งเล็งหรือถูกลงโทษด้วยกฎของมหาดเล็ก ข้าก็คงยื่นมือเข้าไปช่วยอะไรมากไม่ได้” 
 
รัชทายาทรับสั่งหมายจะให้อีกฝ่ายเข้าใจถึงความแตกต่างระหว่างโลกภายนอกและวังหลวง ต่อให้เป็นพระราชาแต่ถ้าหากมิได้มีอำนาจอยู่ในมืออย่างแท้จริงก็ใช่ว่าจะก้าวก่ายไปได้ทุกหน่วยงานกรมกอง โดยเฉพาะกับกรมมหาดเล็กซึ่งมีความสำคัญอย่างมากต่อราชสำนักฝ่ายใน  
 
“ตอนนี้เจ้าเป็นคนสนิทของพระชายาแล้ว ไม่ใช่เพียงแค่เด็กรับใช้ในจวนขุนนางธรรมดาๆ ทุกการกระทำของเจ้าล้วนส่งผลต่อผู้เป็นนาย จะคิดอ่านการใดก็ขอให้เจ้าคำนึงถึง แทยงก่อน.... เท่านี้ละที่ข้าอยากพูดกับเจ้า เสี่ยวสือ”
 
“เสี่ยวสือทราบแล้วขอรับ ท่านพี่ยองโฮ”
 
เด็กน้อยรับคำแต่โดยดี ไม่โต้เถียงย้อนแย้งให้เป็นที่ลำบากพระทัย ทว่า องค์ชายยองโฮก็ทรงสังเกตเห็นร่องรอยของความกล้ำกลืนฝืนใจปรากฏอยู่ในหน่วยตาเรียวรี แต่ความรู้สึกขมระคายเช่นนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่สำหรับคนที่ก้าวเข้ามาภายในวังหลวง.... คนที่ทำทุกสิ่งตามใจโดยไม่ใคร่ครวญไตร่ตรองถึงผลที่ตามมาต่างหากเล่า สุดท้ายก็คงไม่พ้นต้องพบกับจุดจบและหายไปอย่างไร้การจดจำ
 
.
 
.
 
.
 
เพราะความรัก ไม่ใช่เพียงเรื่องระหว่างคนสองคน....
 
.
 
.
 
ถึงแม้เสด็จพี่หญิงยุนอาจะยังคงมีพระชนม์ชีพอยู่ ถึงแม้เราจะรักกันอย่างที่ทุกคนคาดหวัง แต่ความจริงที่ว่ารัชทายาทยองโฮและพระชายาลี แทยงถูกจับวางให้เป็นคู่หมายด้วยเหตุผลเรื่องการแย่งชิงตำแหน่งทายาทโอรสสวรรค์และบัลลังก์มังกรกลับคืนแก่ฝ่ายอดีตพระมเหสีสกุลซอก็ยังคงเดิม
 
 
ไม่ว่าองค์ชายยองโฮจะทรงทำดีหรือมีพระทัยรักใคร่พระชายามากเพียงใด ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะถูกแปรให้เป็นความรักที่เคียงคู่มากับอำนาจ
 
 
.
 
 
 
.
 
ระหว่างพวกเขา ไม่มีความรักซึ่งมาจากหัวใจบริสุทธิ์
 
ระหว่างพวกเขา ไม่มีความรักที่ให้เปล่าโดยไม่มุ่งหวังสิ่งตอบแทน
 
.
 
.
 
.
 
แทยงเองก็รู้เรื่องนี้ดี....
 
คำว่ารัก ยิ่งเอื้อนเอ่ยออกไปมากเท่าไรก็ยิ่งกัดกินหัวใจของเราสองมากขึ้นเท่านั้น ตราบใดที่มังกรและหงส์ยังคงผูกพันกันด้วยภาระหน้าที่ที่มีต่อแผ่นดินและวงศ์ตระกูล หาใช่พบพานกันด้วยบุพเพสันนิวาสที่สวรรค์ลิขิตไม่
 
.
 
.
 
เช่นนี้แล้ว ใยจึงเรียกร้องให้องค์ชายยองโฮโป้ปดหลอกลวงพระชายาต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด....?
 
.
 
.
 
.
 
ดวงพักตร์เคร่งขรึมเมื่อครู่ถูกฉาบเคลือบด้วยรอยยิ้มเปี่ยมด้วยความหลงใหล ก่อนที่รัชทายาทยองโฮจะตรงเข้าไปสวมกอดร่างระหงซึ่งกำลังง่วนอยู่กับสิ่งอื่นจากทางด้านหลัง โอษฐ์หยักงามได้รูปแนบลงบนผิวแก้มนุ่มหอมอย่างรักใคร่คิดถึงเสียเต็มประดา แต่ก็มิอาจเรียกให้ไข่มุกล้ำค่าแห่งตำหนักจาซอนละความสนใจจากม้วนภาพหายากอันเป็นของกำนัลจากองค์ชายฮันซล น้ำสุรเสียงอ่อนหวานจึงกระเง้ากระงอดราวกับต้องการความรักความสนใจหนักหนา
 
“ข้าอุตส่าห์มาแล้ว เจ้าก็ยังสนใจนิทานเรื่องเล่าปรัมปรามากกว่าข้าอีกหรือนี่ แทยง?”
 
 
“เจ้าหายหน้าไปตลอดทั้งวัน ข้าอยู่คนเดียวจนชินแล้ว.... จะทำเหมือนว่าอยู่ตามลำพังต่อไปอีกสักหน่อยจะเป็นไรเล่า”
 
วาจากึ่งประชดประชันมาพร้อมกับใบหน้าเฉยเมย ริมฝีปากเม้มแน่นอย่างไม่ต้องการเจรจาต่อความกับมังกรหนุ่ม ทั้งที่ผิวเนื้อตรงที่ถูกประทับจุมพิตเมื่อครู่ร้อนผ่าวซับสีเลือดฝาด.... ท่อนแขนแข็งแรงบังคับอุ้มพระชายาให้ขึ้นมานั่งบนตักกว้าง หันด้านข้างเพื่อที่องค์ชายยองโฮจะได้ทอดพระเนตรเห็นบุปผาแสนสวยที่มีแมลงเจ้าชู้มากมายใฝ่ปองได้ถนัด ยามรัดรึงเอวบางเอาไว้ด้วยหัตถ์หนาก็รับรู้ได้ว่าหัวใจของร่างน้อยเต้นไหวรุนแรงเพียงใด
 
“ช่างกล้าพูดว่าอยู่คนเดียว ไหนข้าได้ยินมาว่ามีหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่แวะเวียนเข้ามาหาชายาของข้ามิได้ขาด?”
 
“ยองโฮหวงข้าด้วยรึ?”  
 
แทยงเอียงหน้ามองสวามีอย่างแคลงใจ ด้วยไม่อยากเชื่อว่าคนที่เอาแต่วุ่นวายอยู่กับการตามหาผีเสื้อที่หายไปจะมานึกสนใจใยดีคนซึ่งไม่เคยมีความสำคัญเช่นเขา  
 
“แต่คงไม่ใช่ความหึงหวงหรอกกระมัง ก็เจ้าเกลียดข้าเสียยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด ไม่อย่างนั้นก็คงไม่รีบหนีไปตั้งแต่รุ่งสาง.... กลัวว่าแสงตะวันส่องจนตื่นเต็มตาแล้วพบว่าคนที่เจ้าอภิเษกด้วยคือข้า ไม่ใช่แทอิล แล้วมันจะทำให้เจ้าผิดหวังสินะ?”
 
“เจ้าห้ามไม่ให้ข้าพูดถึงแทอิล แต่ตัวเจ้ากลับพูดเอาๆ”  
 
ริมฝีปากสีสดซึ่งขยันเอ่ยวาจายอกย้อนนั้นช่างน่าขบกัดเสียให้สิ้นฤทธิ์ หากก็เป็นอย่างที่องค์ชายยองโฮทรงเคยรับรู้และพบเห็นมาตลอดระยะเวลาที่พำนักอยู่กับจวนตระกูลชองว่านายน้อยแทยงนั้นหวงทุกสิ่งทุกอย่างที่คิดว่าเป็นของตนเอง แม้กระทั่งกับจื่อจื่อก็ยังทะเลาะกันได้หากเจ้าแมวตัวร้ายมาคาบเอาตุ๊กตาตัวโปรดไป  
 
“นิสัยขี้หึงขี้หวงตั้งแต่เล็กไม่เคยเปลี่ยน.... เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน จากนี้ไป ทุกเช้าข้าจะรอตื่นนอนพร้อมกันกับเจ้า ล้างหน้าชำระกายด้วยกันแล้วค่อยออกไปหอตำราหลวง แต่ถ้าเจ้าตื่นสายปลุกเท่าไรก็ไม่ยอมลุกจากที่นอน ข้าจะอุ้มเจ้าไปทิ้งลงอ่างน้ำในห้องสรงเสียเลยดีไหมล่ะ?”
 
“หากไม่เต็มใจก็อย่ามารับปากสัญญาพล่อยๆ เลย”  
 
แม้ในใจจะพองโตอุ่นซ่านเมื่อพลั้งเผลอคิดว่าตัวเขาจะได้ตื่นขึ้นมาในอ้อมกอดของพระสวามีทุกวัน หากห้วงสำนึกของร่างเล็กก็ตระหนักรับรู้ดีว่ามันคงเป็นไปไม่ได้.... ไหนเลยจะแทอิลที่ยังตามหาไม่พบ ไหนเลยจะบรรดาชายารองหรือนางสนมน้อยใหญ่ซึ่งจะเข้ามาแทรกกลางในวันใดวันหนึ่งข้างหน้า ลีแทยงต่างหากที่ต้องทำใจให้คุ้นเคยกับความเหงาและการถูกละเลยในเมื่อรัชทายาทยองโฮไม่มีทางเป็นสวามีของตนแต่เพียงผู้เดียวได้  
 
“ข้าไม่หวงยองโฮแล้วก็ได้......หวงไปก็เท่านั้น ถึงอย่างไรเจ้าก็คงไม่ได้มีข้าเป็นเมียแค่คนเดียวอยู่แล้วนี่......”
 
“ข้าบอกตั้งหลายหนแล้วมิใช่หรือว่าในยามที่กอดเจ้าอยู่เช่นนี้ นั่นหมายความว่าข้ารักเพียงเจ้าเท่านั้น”
 
“เวลาที่เจ้าอยู่กับคนอื่นก็คงหลอกล่อเขาด้วยวาจาหวานหูเยี่ยงนี้เช่นกัน.......”
 
ดอกเหมยกลีบอ่อนยังคงเง้างอนปั้นปึ่งไม่เลิกรา เย้าให้ร่างหนาต้องมอบจุมพิตและอ้อมกอดเอาอกเอาใจอีกนับครั้งไม่ถ้วน หลอมละลายคนที่พยายามแสร้งทำเป็นเย็นชาด้วยความอบอุ่นอ่อนโยนที่จับต้องได้.... และแทยงก็ไขว่คว้ามันเอาไว้อย่างสุดกำลัง คล้ายว่าจะตักตวงความสุขเล็กๆ น้อยๆ นี้เอาไว้ประทังชีวิตในยามที่องค์รัชทายาทเสด็จกลับออกไปยามดวงตะวันทอแสง
 
“ข้ายอมให้เจ้าหึงหวงเอาแต่ใจมากแค่ไหนก็ได้ แทยง.... แต่เจ้าก็ต้องยอมให้ข้าหวงเจ้าจากชายอื่นด้วย” 
 
ร่างบอบบางถูกอุ้มวางลงบนฟูกบรรทม แผ่นหลังเนียนติดบนพื้นเรียบในขณะที่มังกรหนุ่มตามขึ้นทาบทับกักขังหงส์น้อยเอาไว้ให้อยู่ใต้อาณัติ ดวงเนตรคมสะท้อนภาพความสะเทิ้นอายของผู้เป็นชายาอย่างนึกเอ็นดู  
 
“กับพวกองค์ชายน้อยก็ไม่ได้ กับองค์ชายแจฮยอนก็อย่าให้เขามาพบถึงในตำหนักอีก.... กับเจ้าพี่ฮันซลยิ่งไม่ได้ใหญ่ ข้าไม่ชอบใจเลย........”
 
“อืม.........ยองโฮ............”
 
ร่างเล็กได้แต่ทำเสียงเครือในลำคอเมื่อเรียวลิ้นขององค์ชายยองโฮสอดกระหวัดเข้ามาในโพรงปาก ตวัดเกี่ยวไปทั่วประหนึ่งว่าจะกวาดเอาทุกหยาดหยดอันแสนหอมหวานให้เหือดแห้งไป รวมถึงสติสัมปชัญญะของแทยงด้วย.... เด็กหนุ่มเริ่มเรียนรู้ที่จะตอบสนองด้วยการสอดปลายลิ้นแลกกับสวามี หน่วยตากลมโตหวานฉ่ำปรือปรอยยามเมื่อได้ปล่อยร่างกายกับหัวใจให้โบยบินเคียงคู่ไปด้วยกัน ก่อนที่ร่างสูงจะผละออกมากระซิบแผ่วเบาผ่านช่องว่างแคบๆ ระหว่างริมฝีปากของทั้งคู่
 
“ช่างร้ายนัก รสของผลลี่จือทำให้ทั้งตัวเจ้ายิ่งเย้ายวนมากขึ้นไปอีก ข้าก็จะลงโทษเจ้าด้วยการจูบจนกว่าจะหมดรสหวานนั่นละ”
 
“หากเจ้าทำได้จริงก็ลองดู.........”
 
โอษฐ์หนาบดขยี้เคล้าคลึงกลีบดอกเหมยจนอ่อนระทวย ทั้งดูดดึงหยอกเย้าจนกระทั่งดวงหน้างามจิ้มลิ้มถูกบ่มด้วยเลือดฝาดจนแดงก่ำ ผิวกายร้อนผ่าวรอคอยให้อีกฝ่ายโลมไล้สัมผัสเหมือนเช่นที่เคยได้รับ ยิ่งตักตวงก็ยิ่งหิวกระหายจนไม่อาจหยุดยั้งได้เพียงแค่จุมพิต.... ทว่า ก่อนที่มือหนาจะได้ปลดเสื้อชุดนอนสีขาวออกจากไหล่บาง ร่างน้อยก็พลันเอื้อนเอ่ยบางสิ่งบางอย่างออกมา
 
“ยองโฮ..........” 
 
น้ำเสียงแหบหวานสั่นเครือ เรียกขานนามของสวามีคล้ายกับจะร่ำไห้ด้วยความรู้สึกผิดบาปที่หยิบยกเอาชีวิตของเลือดเนื้อเชื้อไขตนเองมาเป็นเครื่องมือต่อรองโดยไม่เจตนา  
 
“สิ่งที่ข้าพูดกับเจ้าเมื่อคืนก่อน ข้าเพียงแต่พลั้งปากไปด้วยความโกรธ..... ข้าไม่ได้ตั้งใจจะพูดจาในเรื่องโหดร้ายน่ากลัวเช่นนั้น ยิ่งความคิดที่จะทำร้ายลูกของเราที่ยังไม่เกิดยิ่งไม่เคยมี.........”
 
ร่างเล็กพูดราวกับกำลังตัดพ้อต่อว่าตัวเอง เมื่อนึกถึงเงื่อนไขที่ตนใช้บีบบังคับอีกฝ่ายให้ทำดีด้วยก็เจ็บเหมือนถูกคมมีดกรีดเนื้อ เพราะจากที่เคยปลื้มปริ่มยินดีได้เต็มที่เมื่อยองโฮอ่อนโยนด้วยก็กลับกลายเป็นความรู้สึกหวานอมขมกลืน มิอาจแยกแยะได้ว่าทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นคำลวงเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ต้องการ หรือมันอาจจะมีความจริงเจือปนบ้างสักเพียงเศษเสี้ยวให้พอชุ่มชื่นหัวใจบ้างหรือไม่
 
“ผลลี่จือจากองค์ชายฮันซล ข้าก็ตั้งใจรับมันเอาไว้เพราะอยากให้เจ้ารับรู้ว่าข้าสามารถเปลี่ยนใจไปรักชายอื่นได้ทุกเมื่อ เช่นเดียวกับที่อำนาจจากกองทัพเมืองหลวงของท่านพ่อจะสามารถเปลี่ยนมือไปยังผู้อื่นได้เช่นกัน.... เจ้าจะได้ให้ความสำคัญกับข้ามากขึ้น ไม่ทอดทิ้งให้ข้ารู้สึกเหมือนเป็นชายาเพียงแต่ในนามอีก”
 
“เพราะใจของข้าไม่มั่นคง ถึงได้มีความคิดที่น่ารังเกียจอยู่เต็มไปหมด แต่ข้าไม่ได้อยากให้ตัวเองกลายเป็นคนเลวทรามเยี่ยงนี้ และไม่อยากทำให้เจ้ารู้สึกว่าต้องกล้ำกลืนฝืนใจมาเสแสร้งทำดีกับข้าด้วย.........”
 
เป็นดังเช่นคำกล่าวที่ว่าผู้ที่รักมากกว่าย่อมเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ แทยงถึงได้ยอมสารภาพทุกสิ่งที่คั่งค้างอยู่ในใจออกไปให้องค์ชายยองโฮได้รู้จนหมด..... ไม่มีอีกแล้ว ความเข้มแข็งอันเป็นภาพลวง ปิดบังซ่อนเร้นไม่ให้อีกฝ่ายมองเห็นได้ทะลุปรุโปร่งว่าตัวเขาหลงละเมอเพ้อหาความรักจนน่าสมเพชเพียงใด เพราะสุดท้าย แทยงก็ไม่ได้ต้องการสิ่งอื่นใดเลยนอกเสียจากหวังให้ยองโฮเหลียวแลตนเองบ้าง
 
“เหมยน้อย.... ข้าไม่คิดตำหนิเจ้าดอก”
 
นั่นคือสิ่งเดียวที่องค์ชายยองโฮสามารถรับสั่งได้ ด้วยรู้อยู่ก่อนแล้วว่ามันจะต้องจบลงเช่นนี้.... ไม่ใช่ความผิดของแทยงเลยที่อ่อนไหว และการที่ต่างคนต่างมีเงื่อนไขซึ่งกันและกันก็มิใช่สิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ ขอเพียงอย่าให้มีใครต้องปวดร้าวกับการหลอกลวงอันไร้จุดจบมากไปกว่านี้เลย
 
“ยองโฮ.... ที่เจ้าแสร้งทำเป็นพูดดีกับข้าในเวลานี้ เป็นเพราะกลัวว่าข้าจะทำตามคำขู่ที่ว่าจะไม่ยอมมีโอรสให้เจ้าสินะ?”
 
 
“ไม่ใช่..........”
 
 
แทยงกระพริบตามองคนตรงหน้าอย่างไม่อยากเชื่อหูตัวเอง ก้อนเนื้อในอกซ้ายก็ช่างไม่รักดีพลันเต้นระรัวอย่างตื่นเต้นเมื่อความคิดเตลิดเปิดเปิงไปว่าแท้จริงแล้วสวามีอาจพอมีใจให้เขาบ้าง ริมฝีปากบางกำลังจะคลี่รอยยิ้มแสนน่ารักก่อนจะยอมเสี่ยงเดิมพันหัวใจทั้งหมดที่มีเหลืออยู่กับคำถามประโยคสุดท้าย
 
“เจ้ารักข้าหรือ ยองโฮ.... ในใจของเจ้าพอจะมีที่ว่างสำหรับข้าแล้วใช่ไหม?”
 
 
“ไม่ใช่...........”
 
 
 
“จนป่านนี้แล้ว แค่โกหกให้ข้าตายใจสักคำก็ยังไม่ได้เลยเชียวหรือ.......?”
 
“ทั้งๆ ที่แม้เป็นคำหลอกลวง ข้าก็ยินยอมพร้อมใจที่จะเชื่ออย่างไม่มีข้อแม้.......ฮึก........แล้วทำไมกับเรื่องเล็กเท่านี้เจ้าถึงยอมให้ข้าไม่ได้.........?”
 
ร่างบางผลักองค์ชายยองโฮออกแล้วจึงพลิกตัวหันหลังให้กับสวามี มือเล็กยกขึ้นมาปิดปากกลั้นเสียงสะอื้นเอาไว้หากก็มิอาจระงับอาการหอบสะท้านจนตัวโยน น้ำตาไหลพรากเป็นสายรินรดลงบนฟูกบรรทมจนเปียกชุ่ม ขณะที่ข้างในอกบีบรัดราวกับดวงใจกำลังแตกสลายเมื่อถูกปฏิเสธคำรักครั้งแล้วครั้งเล่าจากชายคนเดิม
 
หากก็ยังไม่เข็ดหลาบ....
 
หากก็ยังไม่รู้จักจดจำเสียทีว่าตนเองเป็นเพียงตุ๊กตาประดับบารมีองค์รัชทายาท หาใช่คนเคียงกายซึ่งมีไว้เพื่อมอบความรักตอบแทน
 
“แทยง....ข้าขอโทษ...........”  
 
เสียงทุ้มกระซิบบอกในขณะที่ท่อนแขนแกร่งเหนี่ยวรั้งเอาดอกเหมยที่กลีบก้านบอบช้ำมากอดไว้ พระชายาดิ้นขลุกขลักอยู่ได้ครู่ใหญ่ก็ต้องยอมจำนนปล่อยให้พระสวามีโอบกอดปลอบประโลม ทั้งที่ถ้อยคำซึ่งพร่างพรูออกมานั้นไม่สามารถทะลุผ่านเข้าโสตประสาทได้อีกแล้ว  
 
“ข้าขอโทษ.......อย่าร้องไห้อีกเลยนะ ดอกเหมยน้อยของข้า..........ข้าจะอยู่กับเจ้าที่นี่ทุกวัน จะมาหาทุกเมื่อหากเจ้าต้องการ.......จะให้ข้าทำอย่างไรก็ได้ ข้าจะยอมตามใจเจ้าทุกอย่าง.........”
 
“ข้าขอโทษ........แทยง............”
 
 
.
 
.
 
.
 
นอกจากคำขอโทษและสัญญาลมๆ แล้งๆ หมายจะให้พระชายาลี แทยงหยุดกันแสง รัชทายาทยองโฮก็ไม่อาจรับสั่งสิ่งอื่นใดได้อีก
 
เพราะไม่มีทางเลยที่คำรักระหว่างมังกรและหงส์จะไม่ได้มาพร้อมกับผลประโยชน์ ต่อให้พูดอีกสักครั้งมันก็เป็นได้แค่เพียงความรักหลอกลวงเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจราชบัลลังก์
 
เช่นนั้นก็สู้ขอไม่พูดอะไรเลยเสียยังจะดีกว่า....
 
 
 
‘ต่อให้เจ้าร่ำไห้จนเสียงแหบแห้งหรือหัวใจแตกสลาย สิ่งที่ข้ามิอาจเอื้อนเอ่ยออกไปได้ก็ย่อมต้องถูกเก็บซ่อนเอาไว้.... อย่างที่มันควรจะเป็น’
 
 
 
 
TO BE CONTINUE
 
 
❉❉❉❉❉❉❉❉❉❉
 
 
[1] ลี่จือ = ลิ้นจี่ เป็นผลไม้ที่หยาง กุ้ยเฟย เป็นสนมเอกของฮ่องเต้ถังเสวียนจง (ค.ศ.685-762) และเป็น 1 ใน 4 ยอดหญิงงามในประวัติศาสตร์จีนโปรดปราน ลิ้นจี่เป็นผลไม้ที่ปลูกมากทางตอนใต้ของจีน โดยเฉพาะที่หลิ่งหนัน ในเมืองกว่างโจว มณฑลกว่างตง เนื่องจากระยะทางห่างไกลจากเมืองหลวงนับพันลี้ แต่เพื่อสนมเอกที่ทรงรักแล้วฮ่องเต้จึงทรงมีพระบัญชาให้ม้าเร็วเร่งขนส่งลิ้นจี่สดๆ มายังเมืองหลวงให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ลิ้นจี่จึงมีอีกชื่อเรียกหนึ่งว่า “สนมยิ้ม” (妃子笑) และด้วยความรักระหว่างถังเสวียนจงและหยางกุ้ยเฟย จึงทำให้ลิ้นจี่เป็นสัญลักษณ์แห่งความรักโรแมนติกด้วย
❉❉ UNDESIRABLE : พระชายาแทยง ❉❉ ( JohnYong , Jaeten )
- ❉❉ UNDESIRABLE : พระชายาแทยง ❉❉ ( JohnYong , Jaeten ) CH10 #ชะตาฟ้ากำหนด [19 พฤษภาคม 2560 23:53 น.]
- ❉❉ UNDESIRABLE : พระชายาแทยง ❉❉ ( JohnYong , Jaeten ) CH09 #คิมหันต์สีเลือด [19 พฤษภาคม 2560 23:53 น.]
- ❉❉ UNDESIRABLE : พระชายาแทยง ❉❉ ( JohnYong , Jaeten ) CH08 #มิอาจเอื้อนเอ่ย [19 พฤษภาคม 2560 23:53 น.]
- ❉❉ UNDESIRABLE : พระชายาแทยง ❉❉ ( JohnYong , Jaeten ) CH07 #วังหลวงไร้รัก ตำหนักไร้ใจ [19 พฤษภาคม 2560 23:53 น.]
- ❉❉ UNDESIRABLE : พระชายาแทยง ❉❉ ( JohnYong , Jaeten ) CH06 #จันทราเลือนลับ [19 พฤษภาคม 2560 23:53 น.]
- ❉❉ UNDESIRABLE : พระชายาแทยง ❉❉ ( JohnYong , Jaeten ) CH05 #ริษยาน่าชัง [19 พฤษภาคม 2560 23:53 น.]
- ❉❉ UNDESIRABLE : พระชายาแทยง ❉❉ ( JohnYong , Jaeten ) CH04 #พญาหงส์และผีเสื้อน้อย [19 พฤษภาคม 2560 23:53 น.]
- ❉❉ UNDESIRABLE : พระชายาแทยง ❉❉ ( JohnYong , Jaeten ) CH03 #ราชสีห์คืนถิ่น [19 พฤษภาคม 2560 23:53 น.]
- ❉❉ UNDESIRABLE : พระชายาแทยง ❉❉ ( JohnYong , Jaeten ) CH02 #สิ้นไร้เยื่อใย [19 พฤษภาคม 2560 23:53 น.]
- ❉❉ UNDESIRABLE : พระชายาแทยง ❉❉ ( JohnYong , Jaeten ) CH01 #วาจาเหยียดหยาม [19 พฤษภาคม 2560 23:53 น.]
ดูทั้งหมด

ความคิดเห็นที่ 1
mt0103

pandora store


salvatore ferragamo


adidas shoes


ultra boost


polo ralph lauren outlet online


ralph lauren outlet


longchamp handbags


oakley sunglasses


christian louboutin outlet


canada goose sale


pandora charms


cheap oakley sunglasses


oakley sunglasses


coach factory outlet online


columbia sportswear


moncler jackets


ralph lauren outlet


hermes birkin


canada goose


air jordans


coach handbags


pandora jewelry


polo ralph lauren outlet online


nike outlet online


pandora charms


timberland boots


canada goose outlet


ugg outlet


canada goose clothing


ralph lauren uk


adidas


coach factorty outlet


canada goose outlet


michael kors handbags


louis vuitton outlet


nike zoom


oakley sunglasses


ray ban sunglasses


louboutin shoes


north face outlet


cheap mlb jerseys china


nfl jerseys wholesale


longchamp outlet


polo ralph lauren outlet


canada goose jackets uk


air max 2018


north face jackets


moncler outlet


canada goose sale


ugg outlet


polo ralph lauren outlet


pandora jewelry


polo ralph lauren outlet


nike air max


kate spade


cheap oakley sunglasses


fred perry polo


cheap jordans


coach outlet store


canada goose sale


ugg boots


ugg boots


adidas nmd


michael kors outlet


ralph lauren


red bottom shoes


michael kors outlet


kate spade handbag


ugg outlet


coach factory outlet


the north face


air max 2017


coach factory outlet


ugg boots


coach outlet


pandora charms


ralph lauren outlet


fitflops


michael kors handbags


ray ban sunglasses


adidas outlet


coach factory outlet online


canadian goose


longchamp outlet online


cheap uggs


coach outlet store online


ugg outlet


ugg boots


coach canada


ugg outlet


pandora charms


coach factory outlet


ugg outlet


ugg boots


ugg outlet


pandora charms


coach outlet


christian louboutin outlet


gucci outlet


philipp plein outlet


coach outlet store


adidas nmd


red bottoms


ray ban sunglasses


ugg outlet


nike shoes


ugg outlet store


fitflops sale


cheap ray ban sunglasses


tory burch outlet


michael kors


ralph lauren


ralph lauren uk


michael kors outlet clearance


yeezy boost


kate spade outlet


north face jackets


adidas yeezy


canada goose


michael kors outlet clearance


michael kors outlet clearance


ugg australia


canada goose uk


louis vuitton outlet store


cheap jordans


moncler


michael kors outlet


north face outlet online


ralph lauren outlet


ugg boots


ferragamo shoes


ugg outlet


canada goose uk


pandora charms sale clearance


philipp plein shirt


moncler jackets outlet


ugg boots


moncler outlet


adidas superstar


michael kors outlet


adidas campus


cheap mlb jerseys


moncler jackets


canada goose outlet


kate spade outlet


adidas yeezy boost


coach outlet


coach outlet online


burberry


coach outlet


ralph lauren outlet


tory burch outlet


burberry outlet canada


coach factorty outlet


coach outlet


moncler outlet


ugg outlet


michael kors outlet clearance


ugg boots on sale


hermes handbags


jordan retro


jordan shoes


canada goose outlet


polo ralph lauren outlet online


yeezy boost


ugg outlet


michael kors outlet online


air max 2018


air jordan shoes


ugg outlet


louis vuitton outlet


cat boots


oakley sunglasses


cheap ray ban sunglasses


canada goose jackets


ugg outlet


canada goose jackets


adidas nmd


michael kors outlet


jordan shoes


yeezy boost


hermens bags


mbt shoes


canada goose outlet


canada goose outlet


pandora charms sale clearance


yeezy boost


michael kors outlet store


pandora charms sale clearance


coach outlet


gucci handbags


adidas outlet


ugg boots


nike outlet


adidas yeezy boost


canada goose coats


ugg outlet


pandora charms sale


ralph lauren outlet


coach outlet


valentino shoes outlet


coach factory outlet


ray ban sunglasses


moncler jackets


canada goose outlet


cheap uggs


cheap nfl jerseys


pandora charms uk


mulberry uk


fitflops


polo ralph lauren


ralph lauren outlet


uggs outlet


canada goose outlet


louis vuitton outlet online


cheap ray ban sunglasses


pandora charms


mbt shoes


burberry outlet store


valentino shoes


canada goose outlet


kate spade handbags


cheap nfl jerseys


uggs


coach factory outlet


mbt


adidas yeezy boost


coach outlet


pandora jewelry


kate spade bags


nmd shoes


michael kors outlet


adidas yeezy


fitflops sale clearance


ugg boots


moncler jackets


yeezy 350 boost


ralph lauren outlet


canada goose


coach canada


adidas outlet


coach outlet


nike shoes


kate spade outlet


ralph lauren outlet


michael kors outlet online


nike shoes for men


uggs clearance


ugg outlet


moncler outlet


kate spade outlet store


canada goose sale


coach factory outlet


polo ralph lauren outlet


adidas yeezy


coach outlet


pandora jewelry outlet


uggs canada


uggs


pandora charms


ralph lauren sale clearance


coach outlet


ralph lauren uk


cheap jordans


north face jackets


moncler outlet


coach bags


yeezy boost


canada goose outlet


ugg boots on sale


cheap uggs


mulberry handbags


ugg boots


michael kors outlet


ray ban sunglasses


adidas shoes


air max 97


cheap jordans


ugg boots canada


canada goose


longchamp handbags


coach outlet


canada goose outlet


polo outlet


longchamp uk


canada goose uk


air jordan shoes


coach factory outlet


polo outlet


longchamp outlet


ugg sale


louis vuitton outlet online


adidas yeezy


supreme new york


burberry outlet


ferragamo outlet


christian louboutin outlet


north face outlet


ugg outlet


salvatore ferragamo shoes


michael kors outlet


uggs canada


coach outlet


tory burch outlet store


pandora charms sale


polo ralph lauren outlet online


pandora charms


michael kors outlet


louis vuitton


cheap uggs


nfl jerseys wholesale


michael kors factory outlet


michael kors outlet


jordans


adidas shoes


burberry outlet


cheap ray bans


canada goose outlet


north face outlet


coach outlet


supreme clothing


pandora outlet


adidas shoes


coach factory outlet


fred perry


polo ralph lauren outlet online


ugg outlet


canada goose jackets


coach outlet


canada goose


canada goose outlet


cheap jordans free shipping


moncler outlet


adidas yeezy


north face jackets


fitflops sale clearance


canada goose outlet


ralph lauren outlet


ugg boots


michael kors uk


ralph lauren sale clearance


air jordans


ugg shoes


nike outlet store


cheap jordans for sale


cheap nfl jerseys


timberland boots outlet


nike outlet


michael kors outlet online


cheap jordans


uggs


supreme clothing


hermes outlet


mulberry outlet


canada goose outlet


nike air max


coach outlet store online clearances


nike store


cheap ray ban sunglasses


pandora outlet


coach factory outlet


burberry outlet


coach factory outlet


kate spade outlet store


toms outlet


timberland boots


moncler coats


michael kors outlet


cheap ray bans


discount oakley sunglasses


jordan retro 11


canada goose jackets


louboutin shoes


adidas shoes


ugg boots for women


nike shoes


canada goose outlet


moncler uk


uggs outlet


adidas superstar


oakley sunglasses


christian louboutin


birkenstock sandals


pandora outlet


ugg outlet online


fitflops


air max 97


uggs outlet


oakley sunglasses sale


ralph lauren outlet


canada goose outlet


michael kors handbags


moncler jackets


kate spade


christian louboutin


adidas nmd


coach outlet


louis vuitton outlet store


moncler


coach outlet online


canada goose uk


michael kors outlet clearance


birkenstocks


pandora jewelry


red bottoms shoes


michael kors canada


oakley sunglasses


canada goose jackets


cheap mlb jerseys


ugg outlet


hermes bags


coach outlet


cheap ugg boots


timberland outlet


yeezy boost 350


hermes handbags


ray ban sunglasses


ralph lauren outlet


coach outlet


ugg boots


ugg ustralia


nmd adidas


ralph lauren uk


mulberry bags


michael kors outlet


canada goose


harden vol 1


canada goose uk


hermes handbags


louis vuitton outlet


michael kors outlet


michael kors outlet


polo ralph lauren outlet


doudoune moncler


jordan shoes


canada goose


supreme clothing


nmd adidas


coach outlet


michael kors outlet store


michael kors outlet


michael kors outlet


canada goose jackets


cheap ray ban sunglasses


nike outlet store


ray ban sunglasses discount


michael kors canada


canada goose jackets


pandora


coach outlet store


ugg outlet


ugg boots


coach outlet store


coach outlet store


nike outlet


coach factory outlet


coach outlet


canada goose outlet


coach factory outlet


burberry sale


pandora jewelry


ugg shoes


coach outlet


ralph lauren outlet


coach factory outlet


canada goose jackets


mt0103

ชื่อ : ninest123   E-mail : ninestab123@gmail.com    วันที่ : 2 มกราคม 2561 15:49 น.
IP : 69.167.25.XXX

  แสดงความคิดเห็น

ตัวหนา ตัวเอียง ตัวขีดเส้นใต้ ตัวขีดกลาง ชิดซ้าย กึ่งกลาง ชิดขวา รูปภาพ ลิ้งก์ ขนาดต้วอักษร สีต้วอักษร

ชื่อ: *
E-mail : *
ไม่ต้องการแสดง Email
รหัสตรวจสอบ : Security Image
* กรุณากรอกรหัสที่อยู่ในรูป

Copyright by http://www.alizzykame.com
2006-2015
Engine by MAKEWEBEASY